Columnist

การเมืองแบบหยิกแกมหยอก

7 สิงหาคม 2019 เวลา 05:00 น.
เปิดอ่าน 12

ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

คนไทยเป็นคนน่ารักแม้แต่ในเรื่องการเมือง

 

ผมได้เป็น “ศิษย์สวนพลู” ในตอนต้นปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นช่วงที่การเมืองไทยกำลังมีสีสันสนุกสนาน เพราะกำลังถูกปกครองโดย “เผด็จการผู้น่ารัก” ที่เจียมเนื้อเจียมตัว ยอมเป็นแค่ “เปลือกหอย” คุ้มครองให้แก่ “เนื้อหอย” คือรัฐบาลพลเรือน ที่ไม่ได้เกรงอกเกรงใจทหารผู้เป็น “เจ้าพระเดชนายพระคุณ” เท่าใดนัก เพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายๆ คน ต่างค้นคิด “ไอเดียฮาๆ” มาให้ชาวบ้านหงุดหงิดรำคาญอยู่ได้ทุกวัน

 

ตอนนั้นนายกรัฐมนตรีคือท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ท่านเป็นนักกฎหมาย “ระดับปรมาจารย์” (ภายหลังพ้นจากตำแหน่งแล้วท่านได้รับการโปรดเกล้าเป็นองคมนตรีในรัชกาลที่ ๙) แต่มีแนวคิดค่อนข้างอนุรักษ์นิยมและต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างเข้มแข็ง อีกทั้งคณะรัฐมนตรีของท่านอีกหลายคนก็มีแนวคิดคล้ายๆ กัน ที่โด่งดังก็เช่น นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นางวิมลศิริ ชำนาญเวช รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยารัยของรัฐ นายดุสิต ศิริวรรณ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายภิญโญ สาธร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น โดยเฉพาะคนหลังสุดนี้เป็นเจ้าของไอเดียที่ “สุดฮา” คือมีนโยบายที่จะสร้างเสาธงที่สูงที่สุดในประเทศไทยไว้ที่กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ชื่อว่า “รัฐมนตรีเสาธง”

 

อย่างไรก็ตามก็อย่าลืมว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศ “ขวาพิฆาตซ้าย” ที่มีมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหารวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ทหารได้ปลุกระดมผู้คนให้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เพื่อลดทอนอิทธิพลของขบวนการนิสิตนักศึกษา ที่มีอิทธิพลสูงมากภายหลังเหตุการณ์วันมหาวิปโยค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖  ทั้งยังเป็นแผนการที่จะคืนสู่อำนาจของผู้นำทหาร โดยอาศัยการโค่นล้มขบวนการนิสิตนักศึกษาดังกล่าว ดังนั้นรัฐบาลที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นนี้จึงต้องสนองตอบต่อแนวคิดของทหารนั้นอย่างทุ่มเท ซึ่งได้ “สร้างประวัติศาสตร์” ที่ทั้ง “เจ็บและฮา” ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยไว้มากพอสมควร

 

ในช่วงนี้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้กลับมาทำหน้าที่เป็นคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐดังเดิม โดยใช้ชื่อคอลัมน์ว่า “ข้าวไกลนา” ในทำนองล้อกับสำนวนไทยที่ว่า “ข้าวนอกนา” อันหมายถึงคนที่อยู่ข้างนอกของเวทีการเมือง เหมือนข้าวที่อยู่ข้างนอกแปลงนากระนั้น แต่นี่ท่านตั้งให้ “แรง” ขึ้นไปอีก คือขอไปอยู่ “ไกลนา” เสียเลย เหมือนว่าข้าวต้นนี้ซึ่งก็คือตัวท่านได้ถูก “เตะ” ออกมาเสียไกลจากท้องนาหรือเวทีการเมืองนั้นแล้ว (นี่ก็เป็นการเสียดสีฮาๆ อีกอย่างหนึ่งตามลีลาของท่าน)

 

ต่อมาภายหลังที่รัฐบาลของท่านอาจารย์ธานินทร์ได้ถูกทหาร “เชิญออก” เนื่องด้วยความแตกแยกในทางการเมืองและสังคมได้รุนแรงมากขึ้น อันเนื่องมาจากนโยบายในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ที่เด็ดขาดและรุนแรง ทำให้ทหารต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็เปลี่ยนชื่อคอลัมน์เป็น “ข้างสังเวียน” นัยว่าต่อไปนี้ท่านจะขอเป็นแค่ผู้ชมอยู่ข้างๆ สังเวียนหรือเวทีมวย ที่น่าจะหมายถึงเวทีการเมืองนั่นแหละ ซึ่งท่านจะได้ “เชียร์หรือแช่ง” ให้สะใจอย่างใกล้ชิด

 

ผมเคยถามท่านว่าเวลาที่เขียน “ถล่ม” คือด่าทหารและรัฐบาลอย่างแรงๆ ท่านไม่กลัวทหารโกรธแค้นหรือจะมา “คิดบัญชี” ท่านบ้างหรือ ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ตอบว่า “คนไทยนั้นน่ารัก เขาไม่ทำร้ายกันหรอก ถ้าเรากล้าที่จะต่อสู้กันอย่างเปิดเผย ไอ้ที่มันฆ่าแกงกันนั่นก็เพราะไปแอบนินทาว่าร้ายกันมากกว่า”

 

ท่านบอกว่า ถ้าจะแรงก็ขอให้แรงด้วยความเมตตา คือหวังดีและปรารถนาดีแก่ผู้ที่ถูกตำหนินั้น ซึ่งวิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือ “อารมณ์ขัน” ซึ่งท่านบอกว่าท่านเคยใช้มาตั้งแต่เผด็จการในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่แม้ท่านจอมพลจะโกรธแต่ก็ไม่กล้าทำอะไรท่าน เพราะท่านมีมวลชนคือ “ผู้อ่านหนังสือพิมพ์” เป็นเกราะกำบังให้ รวมทั้ง “แฟนคลับ” ที่นิยมชมชอบในลีลาของท่าน ดังนั้นท่านไม่อาจจะลดราวาศอกในการตำหนิผู้ที่ควรตำหนินั้นได้ เพราะต้องรักษาน้ำใจของแฟนคลับทั้งหลายที่เอาใจช่วยท่านอยู่นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

 

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า ท่านรู้จักคนไทยดี คนไทยนั้นเป็นคนกล้าหาญ ชอบคนที่มีความเป็นนักเลง คือคนที่มีความกล้าหาญและกล้าที่จะรับผลจากความกล้าหาญนั้น คือถ้ามีเรื่องรุนแรงก็สู้กันซึ่งๆ หน้า หรือถ้าผิดพลาดขออภัยแล้วก็ยกโทษให้กันได้ “วิสัยนักเลง” เยี่ยงนี้ย่อมจะมีแต่คนยกย่องสรรเสริญ ดังจะเห็นได้ว่าคนไทยเองก็ชอบผู้นำที่มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มากกว่าผู้นำที่หน่อมแหน้มอ่อนแอ ดังที่เราได้เห็นว่าผู้นำประเภทนี้ไม่ว่าจะมาจากรัฐประหารหรือการเลือกตั้ง แต่ถ้าบริหารประเทศได้อย่างเข้มแข็ง ก็จะเป็นที่ “ถูกอกถูกใจ” คนไทยเป็นอย่างยิ่ง จนบางทีก็มองข้าม “ความดี-ความเลว” ของคนๆ นั้นไปเสียสิ้น

 

ผมไม่ทราบว่าคนอื่นๆ จะเรียกลีลาในการเขียนและพูดของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ว่าอะไร แต่ผมอยากจะเรียกว่า “ลีลาหยิกแกมหยอก” คือแม้จะเป็นการเขียนหรือพูดที่ทำให้เจ็บแสบ แต่ก็ทำไปด้วยความเมตตาและเอ็นดู คือด้วยความประสงค์ที่จะให้คนๆ นั้นรู้สึกตัว ซึ่งเมื่อรู้สึกตัวแล้วอาจจะมีสติระลึกได้ในที่สุด

 

การหยิบแกมหยอกน่าจะเป็น “ทางสายกลาง” ของการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง ที่อาจจะมีผลดีมากกว่าการที่จะ “ด่า” หรือ “ชม” หนักๆ เพียงด้านใดด้านหนึ่ง เพราะนั่นก็จะกลายเป็น “ความสุดโต่ง” ไปเพียงด้านเดียว ซึ่งพระท่านว่าเป็นความผิดความชั่วอย่างหนึ่ง โดยที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เรียกการกระทำแบบสุดโต่งนี้ด้วยคำแซวในสมัยก่อนว่า “เชย” คือคนทั้งหลายเขาไม่ทำกัน

 

นักการเมืองไทยน่าจะหัด “หยิบแกมหยอก” ไว้มากๆ นะครับ จะได้ไม่เชย