Columnist

ดื่มน้ำอย่าลืมคนขุดบ่อ

3 ตุลาคม 2019 เวลา 07:53 น.
เปิดอ่าน 476

ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

จีนเป็นประเทศที่รุ่มรวย “คำคมและปรัชญา”

 

วันที่ ๑ ตุลาคมถือว่าเป็น “วันชาติ” ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้มีการงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนหน้านั้นก็ได้มีการมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “รัฐมิตราภรณ์” แด่บุคคลสำคัญที่จีนเคารพนับถือ ซึ่งมีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ได้รับการทูลเกล้าฯถวายจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิงด้วย

 

คนที่เติบโตมาในช่วงกึ่งพุทธกาล หลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ คงจะเคยได้ยินคำโฆษณาของรัฐบาลไทยในยุคนั้น ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ว่า “คอมมิวนิสต์คิดร้ายทำลายชาติ” ซึ่งตอนนั้นผมยังเป็นเด็กอาศัยอยู่ในต่างจังหวัด ยังได้ชมหนังการ์ตูนที่ว่ากันว่าเป็นหนังการ์ตูนเรื่องแรกของไทย วาดโดยคุณปยุต เงากระจ่าง โดยการว่าจ้างของสำนักข่าวสารอเมริกัน เรื่อง “หนุมานผจญภัย(ครั้งใหม่)” เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปราบคอมมิวนิสต์

 

ผมดูแล้วก็มีแต่ความตื่นเต้นสนุกสนาน ไม่ได้กลัวคอมมิวนิสต์อะไรเลย แต่พอมาที่โรงเรียนก็ได้เห็นโปสเตอร์ภาพวาดแผนที่ประเทศไทย ที่ตรงประเทศเวียดนามลาวและกัมพูชาเขาแต่งเป็นหน้าคนอ้าปากกว้างงับเอาประเทศไทยเข้าไว้ในปาก ดูแล้วน่ากลัวมาก แต่ก็ไม่เคยรู้สึกเกลียดชังคอมมิวนิสต์

 

ในปี ๒๕๑๘ ผมเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปลาย ได้ดูข่าวการเดินทางไปเปิดสัมพันธไมตรีกับจีนของคณะรัฐบาลไทย นำโดยท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้เห็นภาพท่านจับมือกับเหมา เจ๋อตุง จู เอ็นไหล และเติ้ง เสี่ยวผิง ก็เพียงแต่ตื่นเต้นว่าคนไทยกับคนจีนมารักกันแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นคนจีนมีปัญหากับรัฐบาลไทยมาก คนจีนในยุคที่ผมเด็กๆ ถูกตราหน้าว่าเป็น “คนต่างด้าว” คือไม่ได้รับสิทธิอะไรในชีวิตมากนัก ถ้าเป็นลูกจีนแล้วจะรับราชการไม่ได้ แถมใครแอบเดินทางไปจีนที่ตอนนั้นเรียกกันทั่วไปว่า “จีนแดง” ก็จะต้องถูกสันติบาลติดตามตัว บางคนก็ติดคุกติดตาราง ในข้อหา “ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์”

 

ผมมีเพื่อนๆ เป็น “ลูกจีน” หลายคน พอประเทศไทยเปิดสัมพันธ์กับจีนแล้วก็มาเล่าให้ผมฟังว่า ตอนนี้อาเตี่ยอาม่ามีความสุขมาก เพราะได้กลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องที่จีนอย่างสะดวก ได้ไปกราบที่ฝังศพของบรรพบุรุษ และที่สำคัญได้กลับไป “เหยียบแผ่นดินบ้านเกิด” ซึ่งถ้าใครไม่เคยอยู่ในสภาพ “พลัดถิ่นสิ้นแผ่นดิน” จะไม่รู้สึกว่าการที่ได้มา “เหยียบดิน สูด(อากาศ)ฟ้า” ที่บ้านเกิดนั้นมีความสุขเพียงใด (น่าจะไปถามอดีตนายกรัฐมนตรีหนีคดีที่อยู่ในฐานะ “ผู้พลัดถิ่น” ด้วยคนหนึ่งนั้นด้วย ว่ามีความสุขในบ้านคนอื่นดีอยู่หรือ)

 

พอผมได้มาเป็นเลขานุการของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ใน พ.ศ. ๒๕๒๓ ก็ได้ฟังเบื้องหลังของการไปเปิดสัมพันธไมตรีกับจีนในตอนนั้นว่า “มีปัญหายุ่งยากมาก” ซึ่ง “ตัวปัญหา” นั้นก็คือ “ฝ่ายความมั่นคง” เพราะคนพวกนี้ยัง “เกลียดกลัว” คอมมิวนิสต์อยู่มาก รวมถึงที่กลัวว่าพวกเขาจะสูญเสีย “ผลประโยชน์บางอย่าง” อีกด้วย (เช่น ถ้าไม่มีคอมมิวนิสต์แล้ว ทหารจะไปรบกับใคร งบประมาณที่เคยได้เยอะๆ จะลดลงไหม ฯลฯ ลองนึกเปรียบเทียบกับปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกวันนี้ก็เช่นกัน ว่าทำไมยังคงมีความรุนแรงอยู่ทุกวัน)

                  

ตอนนั้นประเทศข้างบ้านของเราคือเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ถูกคอมมิวนิสต์ยึดครองไปหมดแล้ว พร้อมกับการถอนฐานทัพของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ประเทศไทยก็เพิ่ง “ไล่ทหาร” ไปอยู่นอกเวทีจากเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ แล้วมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในต้นปี ๒๕๑๘ แต่ก็เป็นรัฐบาลที่มีฐานะไม่มั่นคงนัก เพราะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค โดยมีพรรคกิจสังคมที่มีเพียง ๑๘ เสียงเป็นแกนนำ

 

พอประเทศเพื่อนบ้านเป็นคอมมิวนิสต์ไปหมดแล้ว ฝ่ายความมั่นคงก็ “ตัวสั่นงันงก” มาบอกนายกรัฐมนตรีว่า “จะทำไงดี” ท่านก็ให้ประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นการด่วน ถามฝ่ายทหารว่าถ้าเขมรบุกไทยมาทางอรัญประเทศ ทหารจะต้านได้กี่วัน ทหารบอกว่า ๓ วัน ท่านเลยบอกว่า “คุณชาติชายเราไปประเทศจีนกัน” (คือพลตรีชาติชาย ชุณหวัน รัฐมนตรีต่างประเทศในตอนนั้น)

 

ตอนนั้นย่างเข้าเดือนพฤษภาคมแล้ว รัฐบาลเพิ่งตั้งมาได้ ๒ – ๓ เดือน แต่กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้รายงานนายกรัฐมนตรีโดยส่วนตัวก่อนหน้านี้แล้วว่า การแก้ปัญหานี้ไทยต้องไปจับมือกับจีน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ “แอบ” ทำงานในเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ท่านเลยให้กระทรวงการต่างประเทศประสานงานกับจีนโดยด่วน ตอนนั้นคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และคุณเตช บุนนาค เป็นเอคอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง ก็ได้ประสานงานอย่างทันใด และนัดหมายไปจับมือกับเหมา เจ๋อตุง ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๘ จนฮือฮาไปทั่วโลกดังกล่าว

 

เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔ ในโอกาสครบ ๑๐๐ ปีชาตกาลของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่ยูเนสโกได้ยกย่องให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก ได้มีพิธีเปิดสถาบันคึกฤทธิ์ ที่ในซอยงามดูพลี เขตสาทร โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯได้เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานทรงทำพิธีเปิด พร้อมกับประทับฟังปาฐกถาของ ฯพณฯอานันท์ ปันยารชุน และฯพณฯกวนมู่ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ซึ่งในตอนที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เป็นล่ามในตอนที่ไปจับมือกับเหมา เจ๋อตุงนั้นด้วย

 

ฯพณฯกวนมู่ ขึ้นต้นปาฐกถาว่า “ดื่มน้ำอย่าลืมคนขุดบ่อ” แล้วเล่าถึง “คุณูปการ” (จีนชอบใช้คำนี้มาก ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ชอบที่จะนำมาพูดและเขียนอยู่บ่อยๆ) ในการไปเปิดสัมพันธ์กับจีนของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในครั้งนั้นว่า “ถ้าไม่มีท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ไม่มีความสัมพันธ์ไทยจีนในวันนี้” เพราะฉะนั้นเราควรรำลึกถึงคุณูปการของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่ได้กระทำมา ซึ่งจีนก็มีความระลึกถึงในคุณูปการของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน ทั้งยังได้จบปาฐกถาด้วยประโยคดังกล่าวอีกครั้ง

 

เหมือนจะย้ำเตือนว่า บ่อน้ำอันสะอาดใสในวันนี้ ใครหนอได้เริ่มขุดไว้ให้พวกเราดื่มกิน