Columnist

ความรักของแม่พลอยกับคุณเปรม (จบ)

19 กันยายน 2019 เวลา 05:03 น.
เปิดอ่าน 22

ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

แม่พลอยกับคุณเปรมเสียชีวิตอย่างไรในเรื่องสี่แผ่นดิน

 

คุณเปรมนั้นเสียชีวิตในรัชกาลที่ ๗ ในเรื่องสี่แผ่นดินบอกว่า ในรัชกาลนั้นมีการ “ดุล” ราชการ คือให้ข้าราชการบางส่วน “พ้น” จากตำแหน่งไป เพื่อลดค่าใช้จ่ายของแผ่นดินในเรื่องเงินเดือนของข้าราชการเหล่านั้น ที่เรียกว่าการทำงบประมาณให้สมดุล จึงเป็นที่มาของคำว่า “ดุล” ดังกล่าว อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่แผ่ขยายไปทั่วโลก คุณเปรมที่มีตำหน่งเป็นถึงพระยาก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องออกจากราชการ ครั้นว่างานแล้วก็ใช้เวลาในการพักผ่อนหย่อนใจ สิ่งหนึ่งก็คือเที่ยวขี่ม้าเล่น จนวันหนึ่งก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต นำความเศร้าโศกเสียมาสู่แม่พลอยเป็นอย่างมาก

 

ส่วนแม่พลอยภายหลังการเสียชีวิตของคุณเปรม ก็ต้อง “ตรากตรำ” เลี้ยงดูครอบครัวมาตามลำพัง แต่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเงินทองเพราะคุณเปรมมีฐานะดี แต่เป็นเรื่องของความวุ่นวายในครอบครัว ที่พี่น้องทะเลาะกัน ลูกชายคนโตที่เป็นทหารติดคุกเนื่องจากเป็นกบฏในกรณีกบฏบวรเดช แถมลูกชายคนสุดท้องคือตาอ๊อดต้องมาเสียชีวิตอยู่ในป่าที่ไปทำงานอยู่ทางภาคใต้ ต่อมามีเรื่องการสละราชสมบัติของรัชกาลที่ ๗ ท้ายที่สุดที่เป็น “ลมหายใจสุดท้าย” ก็คือกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ เพราะในวันรุ่งขึ้นที่ “แม่ช้อย” เพื่อนชาววังของแม่พลอยออกจากวังมาบอกว่า “สิ้นรัชกาลเสียแล้ว” แม่พลอยก็หมดลมหายใจขณะนั่งพักผ่อนที่ท่าน้ำหน้าบ้าน

 

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ประพันธ์เรื่องสี่แผ่นดิน เคยอธิบายฉากการตายของแม่พลอยว่า ต้องการที่จะสื่อความว่าแม่พลอยตายไปในสภาพที่เรียกว่า “หมดสิ้นสิ่งยึดเหนี่ยวในชีวิต” เพราะชีวิตของแม่พลอย “ผูกพัน” อยู่กับ “ในหลวง” คือพระเจ้าแผ่นดินมาตลอดชีวิต ปัญหาครอบของแม่พลอยตั้งแต่การตายของคุณเปรมจนถึงการตายของลูกชายสุดที่รักนั้น เทียบไม่ได้เลยกับการสูญสิ้นพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ที่รัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติ มาจนถึงการสิ้นพระชนม์ของรัชกาลที่ ๘ ความทุกข์ของแม่พลอยนั้นจึงเป็น “ความทุกข์สะสม” จนมา “พ้นทุกข์” ไปพร้อมกับการหมดสิ้นสิ่งยึดเหนี่ยวในชีวิตที่แม่พลอยเคารพเทิดทูนมาโดยตลอด นั่นก็คือองค์พระมหากษัตริย์ที่เป็นเสมือน “ชีวิตจิตใจ” ของแม่พลอยนั่นเอง

 

สำหรับใน “ละครการเมือง” เรื่องของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กับพลเอกเปรม ก็มีเรื่องที่ผูกพันกันมาอย่างต่อเนื่องก็ด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์เป็น “เรื่องหลัก” คือเริ่มต้นความสัมพันธ์กันในเรื่องของการเข้ามา “ปกป้อง” สถาบัน โดยที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์หรือรู้จักกันเป็นส่วนตัวมาก่อน แต่ในช่วงที่การเมืองมีปัญหา “จนอาจจะเป็นอันตราย” ต่อสถาบัน ทั้งสองคนก็มาร่วมมือกันในการออกมาปกป้องสถาบันดังกล่าว ด้วยการร่วมมือกันสร้างสถาบันรัฐสภาให้มีความแข็งแกร่ง โดยให้พลเอกเปรมดูแลเชื่อมโยงสภาเข้ากับกองทัพ ในขณะที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เข้าเป็น “ทัพหนุน” ในการดูแลจัดการกับบรรดา ส.ส.และนักการเมือง

 

แต่ว่าคนแต่ละคนก็มี “ลิมิต” คือขีดจำกัดของความสามารถที่จะจัดการกับปัญหาต่างๆ ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยบ่นกับคนใกล้ชิดว่า ท่านเอง “เหนื่อยเหลือเกิน” กับการ “อุ้มคุณเปรม” เพราะในตอนท้ายๆ ของรัฐบาลพลเอกเปรม ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจใช้บริการของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เท่าใดนัก โดยเฉพาะการขึ้นมาแทรกแซงการทำงานในสภาของกองทัพเอง ที่มีกลุ่มนายทหารที่เป็นฝ่าย “บู๊” และ “บุ๋น” เข้ามาเป็นเจ้ากี้เจ้าการ โดยพยายามจัด ส.ส.เป็นพวกๆ แล้วเจรจาต่อรองกับ ส.ส.แต่ละพวกเหล่านั้น ด้วยคาดหวังว่าจะทำให้ ส.ส.เหล่านั้นพอใจและช่วยประคับประคองรัฐบาลต่อไป แต่การณ์กลับยิ่งยุ่งเหยิง เพราะทำให้ ส.ส.ยิ่งต่อรองเรียกร้องหนักมือขึ้น จนนำอันตรายมาสู่เสถียรภาพของรัฐบาล อย่างกรณีการเกิดขึ้นของ “กลุ่ม ๑๐ มกรา” ในพรรคประชาธิปัตย์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

 

ในขณะเดียวกันในปลายปี ๒๕๓๐ ก็มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการที่สื่อมวลชนเรียกว่า “กลุ่มฎีกา ๙๙” เพราะมีนักวิชาการร่วมกันลงชื่อจำนวน ๙๙ คน นำโดยศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ร่วมกันยื่นข้อเรียกร้องไปยังพลเอกเปรมโดยตรง ที่จะขอให้พลเอกเปรม “วางมือ” จากการเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลที่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองนับวันจะมีปัญหายุ่งยาก เพราะการอยู่ในอำนาจที่ “นานเกินไป” ของพลเอกเปรม ทำให้สถาบันรัฐสภาที่แต่แรกคาดหวังว่าจะมีความต่อเนื่องเข้มแข็ง แต่กลับเป็นไปในทางตรงข้าม ในขณะเดียวกันกลับเพิ่มพูนอำนาจของกองทัพ ที่อาจจะเสี่ยงต่อการนำสถาบันในการป้องกันรักษาประเทศนี้มาพัวพันกับการเมืองจนแยกกันไม่ออก ในที่สุดก็อาจจะเป็นอันตรายต่อสถาบันที่คนไทยเคารพเทิดทูน ควรที่ทหารจะได้ลดบทบาทออกไปเสียจากการเมือง เพื่อที่จะให้สถาบันรัฐสภาได้เป็นสถาบันหลักของบ้านเมืองต่อไป โดยคณะนักวิชการกลุ่มนี้จะได้นำข้อเสนอนี้ “ทูลเกล้าฯ” ไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย จึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อข้อเสนอนี้ว่า “ฎีกา” ดังกล่าว

 

ผมเองอยู่ในเหตุการณ์ของเรื่องนี้ เพราะตอนนั้นนอกจากผมจะยังเข้าออกอยู่มี่บ้านสวนพลูเป็นประจำ ผมยังเป็นอีกผู้หนึ่งที่ร่วมลงชื่อในฎีกาดังกล่าวด้วย ในฐานะอาจารย์ในสาขาวิชารัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และยังทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานของคณะนักวิชาการให้ได้เข้าพบท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่บ้านสวนพลู เพื่อปรึกษาถึงเรื่องความเหมาะสมว่า “บังควร” ที่จะดำเนินการอะไรต่อไปหรือไม่ แน่นอนว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ไม่ได้ห้ามที่จะมีข้อเสนอนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านไม่ให้ทำก็คือ “ไม่ควรให้เรื่องนี้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท” คณะนักวิชาการจึงทำได้แค่นำเสนอผ่านสื่อมวลชนออกไปในที่สุด

 

“ฎีกา ๙๙” อาจจะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจ “วางมือ” ของพลเอกเปรมหลังการเลือกตั้งใน พ.ศ. ๒๕๓๑ แต่ก็อาจจะมีส่วนในการทำให้พลเอกเปรมมีความสบายใจที่จะวางมือทางการเมืองได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกันกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่ก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางใจอะไรกับพลเอกเปรม “เป็นการส่วนตัว” เพียงแต่เมื่อเห็นจะมีอันตรายเกิดขึ้นต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพเทิดทูน ทั้งสองคนก็เกิดมี “ใจตรงกัน” พร้อมกับตัดสินใจในการวางมือจากการเมืองไปในแต่ส่วนของตน

 

หวังว่าแม่พลอยกับคุณเปรมจะได้พบกับอีกครั้งบนสวรรค์