Columnist

ผู้กล้าท้าสมัย : บุญของไทยที่มีนายกฯชื่อคึกฤทธิ์

10 ตุลาคม 2019 เวลา 06:36 น.
เปิดอ่าน 706

ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

"นับเป็นบุญของเมืองไทยที่บังเอิญมีนายกรัฐมนตรีเป็นนักการเมืองมืออาชีพ"

ฯพณฯอานันท์ ปันยารชุน คือผู้กล่าวข้อความข้างต้น

 

สืบเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่ผมได้เขียนถึงปาฐกถาของฯพณฯกวนมู่ อดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ในคราวที่มีการเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปีชาติกาล ศาสตราจารย์ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔ ทั้งนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเป็นองค์ประธานและทรงรับฟังอยู่ด้วย ซึ่งก็ยังมีอีกปาฐกถาหนึ่งโดยฯพณฯอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีได้แสดงในวันดังกล่าว ที่มีสาระน่าสนใจมากเช่นเดียวกัน ดังที่ผมจะได้เรียบเรียงมานำเสนอต่อไปนี้

 

หัวข้อที่ฯพณฯอานันท์พูดก็คือ “การเปิดสัมพันธไมตรีไทย-จีน ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” โดยเริ่มต้นกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนที่มีมานับพันปี เป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและช่วยเหลือเกื้อกูลกันเรื่อยมา โดยเฉพาะคนจีพที่อพยพมาอยู่ในประเทศไทย ก็มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจกับสังคมไทยมาโดยตลอด จนเมื่อจีนถูกปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ใน พ.ศ. ๒๔๙๒ ความสัมพันธ์ก็ชะงักไป เพราะไทยเลือกที่จะคบกับสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งคอมมิวนิสต์ยึดเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ได้ใน พ.ศ. ๒๕๑๗ “ภูมิรัฐศาสตร์(ในภูมิภาคนี้)ก็เปลี่ยนไป”

 

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ก็คือ “สมดุลอำนาจ” ที่เปลี่ยนไป ซึ่งในช่วงเวลานั้นหลายๆ ประเทศในโลกก็พยายามปรับความสัมพันธ์ในเชิงที่เป็นมิตรกับจีนมากขึ้น ทำให้ไทยมีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวตามไปด้วย โดยรัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้แถลงนโยบายต่อสภาว่า ไทยปรารถนาที่จะมีสัมพันธไมตรีกับจีน แม้ว่าฝ่ายความมั่นคงยังมีความวิตกกังวลในเรื่องนี้อยู่มาก แต่รัฐบาลก็ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศรีบเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่ง ฯพณฯอานันท์กล่าวว่า

 

“นับเป็นบุญของเมืองไทยที่บังเอิญมีนายกรัฐมนตรีเป็นนักการเมืองอาชีพ ที่นอกเหนือจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วรรณคดี สังคมศาสตร์ ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม  แล้วยัง เป็นผู้รอบรู้การเมืองระหว่างประเทศเป็นอย่างดีมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล และมีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจปรับนโยบายการต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่เสี่ยงกับความรู้สึกต่อต้านของหน่วยราชการบางหน่วยและประชาชนจำนวนไม่น้อย”

 

จากนั้นก็ได้ให้กระทรวงการต่างประเทศประสานงานในการพบปะและทำข้อตกลงร่วมกันกับจีน จนกระทั่งจีนได้นัดหมายให้นายกรัฐมนตรีของไทยเดินทางไปลงนามในข้อตกลง “สัมพันธไมตรีไทย-จีน” ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๘ ซึ่งผมขอยกคำพูดในช่วงนี้ของ ฯพณฯอานันท์มาลงไว้อย่างละเอียด

 

คณะผู้แทนไทย นำโดยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช  พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ และผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงเกือบทุกกระทรวง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกจำนวนมาก ได้เดินทางเข้ากรุงปักกิ่งในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2518

                  

การต้อนรับของฝ่ายจีนเป็นไปอย่างสมเกียรติ และสมกับที่ประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย มีการติดต่อและสัมพันธ์กันมาร่วมกว่าพันปี คนไทยคนใดที่ได้อยู่และเห็นพิธีต้อนรับ ณ สนามบินกรุงปักกิ่ง จะต้องซาบซึ้งและประทับใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างลืมมิได้ โดยที่ในระยะนั้น นายกรัฐมนตรี โจว เอิน ไหล ของจีน พักรักษาตัวอยู่และไม่แข็งแรงพอที่จะทำหน้าที่เจ้าภาพได้ จึงได้มอบหมาย เติ้ง เสี่ยวผิง รองนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพแทนตน และเป็นหัวหน้าคณะของจีนพบปะและเจรจากับนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์

 

ขณะเดียวกัน ความชราและสุขภาพของประธานเหมา เจ๋อตุง ก็ทำให้ไม่ทราบล่วงหน้าว่า นายกรัฐมนตรีของไทยจะได้มีโอกาสเข้าพบประธานเหมาได้หรือไม่ (คือไม่มีในกำหนดการ) แต่ในเช้าวันที่ 1 กรกฎาคม ระหว่างกำลังเยือนสถานที่แห่งหนึ่ง   ทางฝ่ายไทยได้รับแจ้งเป็นทางการว่า  ประธานเหมาพร้อมที่จะพบสนทนากับนายกรัฐมนตรี  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ทันที่นั้น    นายกรัฐมนตรี  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์   รัฐมนตรีต่างประเทศชาติชาย ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ และนายประกายเพชร อินทุโสภณ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ได้เดินทางไปจงหนานไห่

 

หนังสือ 35 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ผู้เขียน อาจารย์จุลชีพ ชินวรรโณ ได้อ้างคำบอกเล่าว่า  ประธานเหมาเริ่มการทักทายว่า  “ท่านนายกฯ มาหาคอมมิวนิสต์อย่างข้าพเจ้า ไม่รู้สึกกลัวหรือ” ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ตอบว่า “หามิได้ ข้าพเจ้าเลื่อมใสท่านประธานเหมามานานแล้ว ข้าพเจ้ามิใช่คอมมิวนิสต์ แต่ข้าพเจ้ามาหาเพื่อน” ทั้งสองสนทนากันเกือบ 1 ชั่วโมง ประธานเหมากล่าวในตอนท้ายว่า “ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง จะลุกจะนั่งก็ปวด อีกไม่นานก็จะตาย” ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ตอบว่า “อย่าพูดเช่นนี้เลย โลกมนุษย์มิอาจขาดผู้ร้ายหมายเลขหนึ่งอย่างท่านได้” ประธานเหมาก็หัวเราะชอบใจ”

 

ตอนท้ายฯพณฯอานันท์ได้กล่าวชื่นชมท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ว่า “ท่านนายกรัฐมนตรี พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้นำประเทศไทยไปสู่ระบบการเมืองโลกใหม่ด้วยความสง่าผ่าเผย ท่านมองเห็นและเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอย่างดี และใช้โอกาส จังหวะเวลา การทูตและยุทธศาสตร์ ในการปรับสถานะของประเทศชาติให้ทันกับความผันแปรขนานใหญ่ของเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

                  

ผลลัพธ์ของการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้ปัญหาการที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยจับอาวุธขึ้นสู้กับฝ่ายรัฐบาลด้วยการสนับสนุนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน อ่อนตัวจนสลายไปเอง และปูทางให้ไทยสามารถปรับความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนลาวไปได้ด้วยความราบรื่น นอกจากนั้นยังส่งผลให้การเจรจาเปิดความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นไปได้โดยไม่ยากนัก

                  

ปัจจุบันความสัมพันธ์ไทย-จีนในทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การค้า ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งการทหาร เป็นไปอย่างแน่นแฟ้น การติดต่อทั้งระดับประมุขของประเทศ รัฐบาล องค์กรเอกชนและประชาชน เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ และนำประโยชน์มาสู่ประเทศทั้งสองอย่างน่าพึงพอใจ จนทำให้คำว่า “ไทย-จีนมิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” กลับมามีความหมายจริงจังอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย-จีน

                  

วันนี้วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554 มีการเฉลิมฉลองในวาระ 100 ปี ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พวกเรามาพร้อมกันด้วยความรัก เคารพ และภาคภูมิใจ เพื่อสดุดีความเป็นรัฐบุรุษ ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลของท่านอัจฉริยะบุรุษผู้นี้ ชื่อของท่านจะจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้บุกเบิกเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน อันนำประโยชน์คุณูประการมาสู่รัฐบาล ประชาชนของทั้งสองประเทศ ความทรงจำในคุณงามความดีของท่านจะอยู่ในหัวใจของเราตลอดไป”

                  

ใครที่จะปกครองประเทศไทยไปอีก ๒๐ ปี ขอให้คิดถึงเรื่องนี้ด้วย