Columnist

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (จบ)

5 มีนาคม 2020 เวลา 7:00
พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (จบ)
เปิดอ่าน 618

มีบางคนคิดตื้นๆ ว่า ถ้าไม่มีระบบพรรคน่าจะทำให้การเมืองมีความสงบราบรื่น

ระบบพรรคมีความเหมาะสมกับสังคมไทยหรือไม่?

มีบางคนคิดตื้นๆ ว่า ถ้าไม่มีระบบพรรคน่าจะทำให้การเมืองมีความสงบราบรื่น เพราะเขามีความเชื่อว่า “การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย” คือที่มาของความแตกแยกและความขัดแย้ง

ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “พรรคการเมือง” สักเล็กน้อย โดยคำว่าพรรคการเมือง (Party) มีรากศัพท์มาจากคำว่า “Part” ที่แปลว่า “การแยกส่วน” แต่พอเติม ry ให้เป็นคำอีกคำว่า “Party” กลับหมายถึง “การนำมารวมกัน” อย่างเช่นการมาร่วมชุมนุมสังสรรค์ก็เรียกว่า “ปาร์ตี้” นั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ในสภาพธรรมชาติมนุษย์แต่ละคนนั้นมีความเป็นอิสระ คือแยกออกจากกันทั้งร่างกายและความคิด คนแต่ละคนจึงแยกกันอยู่ใน “แต่ละส่วน” ที่เป็นตัวของตัวเองนั้น แต่ว่าในสภาพความเป็นจริงมนุษย์ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว มนุษย์ต้องมาอยู่รวมกันเพื่อทำกิจกรรมทางสังคม เช่น เป็นครอบครัว การทำมาหากิน การแสวงหาความสุข ฯลฯ มนุษย์จึงต้องมาตกลงกันว่าจะต้องทำอะไรบ้างในการอยู่ร่วมกันนั้น เช่น ถ้ามาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ก็ต้องแบ่งกันทำหน้าที่เป็นพ่อ เป็นแม่ หรือเป็นลูก อย่างนี้เป็นต้น

ทีนี้พอมาเป็นเรื่องกิจกรรมทางการเมือง ก็คือการรวมความคิดให้เหมือนกันให้เกิดขึ้นเสียก่อน ซึ่งก็ตรงกับความหมายของคำว่าพรรคการเมืองที่ว่า “การรวมกลุ่มกันของคนที่มีความคิดเพื่อการบริหารประเทศไปในแนวทางเดียวกัน โดยมุ่งเข้าไปใช้อำนาจรัฐและควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ”

ดังนั้นพรรคการเมืองจึงเกิดขึ้นจาก “การคิดให้เหมือนๆ กัน” นั่นเอง




ด้วยเหตุนี้ในระบอบประชาธิปไตยที่ผู้คนมีความคิดหลากหลาย การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองก็จะมีความหลากหลายไปด้วย นั่นก็คือจะต้องมีพรรคการเมืองหลายๆ พรรค แม้ว่าในบางประเทศจะมีระบบการเมืองแบบสองพรรค คือมีสองพรรคใหญ่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันบริหารประเทศ แต่ก็ไม่ได้จำกัดสิทธิของพรรคการเมืองอื่นๆ ในการเข้าร่วมแข่งขันในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง

ในทำนองเดียวกัน ในบางประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ก็มีพรรคการเมืองครองอำนาจอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดเพียงพรรคเดียว ก็ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว แต่ถ้าหากยังคงให้มีการแข่งขันและมีความเปิดกว้างทางด้านสิทธิและเสรีภาพ ก็อาจจะพอเรียกได้ว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยได้เหมือนกัน

โดยสรุปก็คือ ประเทศประชาธิปไตยต้องมีหลายพรรค ต้องมีการแข่งขันที่ยุติธรรม ประชาชนต้องมีสิทธิเสมอภาคเท่าเทียม มีเสรีภาพที่เปิดกว้าง และที่สำคัญ “ประชาชน” ต้องมีความสำคัญที่สุด

ในกรณีของประเทศไทย นักรัฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเชื่อว่า ประเทศไทยยังไม่มีระบบพรรคการเมืองที่แท้จริง คือไม่ได้เกิดจากการมีแนวคิดทางการเมืองหรืออุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน พรรคการเมืองในประเทศไทยเป็นแค่ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” คืออยากเข้าไปมีอำนาจทางการเมือง

โดยไม่ได้ยึดอุดมการณ์และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนความคิดให้เข้าได้กับทุกกลุ่ม เพียงเพื่อให้ได้เข้าร่วมเป็นรัฐบาลเสียก่อนเท่านั้น ดังที่มีคำกล่าวว่า ระบบการเมืองไทยไม่เคยมีฝ่ายค้าน มีแค่ “ฝ่ายรัฐบาล” กับ “ฝ่ายที่อยากเป็นรัฐบาล”

ผู้เขียนมองผ่านประสบการณ์ร่วมกับทฤษฎีการเมืองไทย(ที่ก็ยังเป็นทฤษฎีที่มีความไม่มั่นคงเท่าใดนักเช่นกัน) ขออนุญาตที่จะ “คาดเดา” อนาคตของการ “เกิดขึ้น” และ “คงอยู่” ของระบบพรรคการเมืองไทยว่า

๑. การเมืองไทยยังคงจะเป็นไปในระบบ “หลายพรรค” เพราะคนไทยยังมีความคิดที่เป็นอิสระหลากหลาย กระนั้นก็ยังไม่เท่ากับที่ “ยึดตัวบุคคล” คือยังเป็นพรรคที่จะต้องมีเจ้าของ เจ้าของเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเด่นดัง หรือมีกระแสสังคมสนับสนุนเป็นพิเศษ

ดังเช่น กรณีของพรรคอนาคตใหม่ที่ใช้กระแสของคนรุ่นใหม่ส่งเสริม แต่กระแสนี้ก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะต่อไปคนรุ่นใหม่เหล่านี้ก็จะแตกความคิดเห็นเป็นหลายฝักหลายฝ่าย เมื่อจะรวมตัวเป็นพรรคการเมืองก็จะกระจายเป็นหลายพรรค เหมือนเช่นกรณีของพรรคแนวสังคมนิยมในสมัยหลังเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ในขณะเดียวกันพรรคการเมืองขนาดใหญ่น่าจะเกิดขึ้นได้ยาก เว้นแต่จะรวมตัวกันเป็น “สหพันธ์” แบบพรรคอัมโนของมาเลเซีย หรือเป็น “พันธมิตร” คือมีการรวมตัวกันเฉพาะกิจในการเลือกตั้งแต่ละครั้งเท่านั้น

๒. ในระยะใกล้ๆ คือในการเลือกตั้งครั้งถัดไปนี้ จะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคที่ไม่เอาเผด็จการกับพรรคที่สนุบสนุนเผด็จการ โดยที่พรรคไม่เอาเผด็จการจะต้องสามารถสร้างความยั่งยืนคงอยู่ได้ในการเมืองไทยไปสักระยะ

แต่ในระยะยาวหรือการเลือกตั้งครั้งหน้าๆ จะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคที่จะสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม เช่น ใช้ประเด็นที่จะลดความเหลื่อมล้ำในการหาเสียง กับพรรคที่เจาะผู้เลือกตั้งเฉพาะกลุ่ม

เช่น พรรคที่เน้นประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นเรื่องๆ โดยพรรคทั้งสองประเภทนี้จะได้ ส.ส.เป็นกอบเป็นกำ โดยทั้งสองกลุ่มนี้จะพยายามสร้างการเมืองแนวใหม่ และถ้าหากขยายฐานไปในหมู่คนรุ่นเก่าได้เรื่อยๆ ก็จะมีความแข็งแกร่งและยั่งยืน ส่วน “พรรคจับฉ่าย” ประเภทที่พยายามหาเสียงกับประชาชนประชาชนทุกกลุ่ม

โดยใช้นโยบาย “เปรอะ” ไปหมดจะเสื่อมความนิยม แต่ก็ยังคงได้ ส.ส.เข้ามาประปราย แล้วก็มาจับกลุ่มกันเพื่อเล่นการเมืองแบบเก่าๆ คือการต่อรองเอาตำแหน่งและผลประโยชน์ทางการเมือง


๓. พรรคการเมืองใหม่ๆ ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นพรรคในแนวทางใด จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับ “บริบทการเมืองไทย” คือต้องเข้าใจขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยม และความเชื่อความคิดต่างๆ ของคนไทย จะต้องไม่ “หักด้ามพร้าด้วยเข่า” คือคิดจะเอาชนะโดยเร็วด้วยการทำลายคนกลุ่มอื่น แต่จะต้องรู้จักประสานประโยชน์ ดำเนินงานทางการเมืองด้วยความยืดหยุ่น ประนีประนอม ให้เกียรติผู้อื่น โดยเฉพาะผู้อาวุโส ที่คนเหล่านี้ต่อไปแม้จะเป็นคนชราและสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ

แต่คนเหล่านี้ก็ต้องการการเอาใจใส่ดูแล การให้เกียรติยกย่อง และการให้ความสำคัญ คือจะต้องให้มีบทบาทร่วมด้วยในทางการเมืองพอสมควร เช่นเดียวกันกับที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องขอมีส่วนร่วมจากพวกอำมาตย์และคนรุ่นเก่าอยู่ในเวลานี้ ซึ่งการกระทำแบบนี้จะไม่ทำให้สังคมแบ่งเป็นส่วนๆ หรือ “Part” แต่จะเป็น “Party” หรือกลุ่มคนที่มารวมกันเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์สุขให้แก่กันและกันได้อย่างแท้จริง

 มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และสังคมคือสิ่งที่มนุษย์ร่วมกันสร้าง

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน