Columnist

คิด – วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ Harold และ Margaret Sprout ( 4 )

28 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 7:25
คิด – วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ Harold และ Margaret Sprout ( 4 )
เปิดอ่าน 361

เมื่อปัจจัยจากสภาพแวดล้อมเหล่านี้ได้เวลาชุมนุมกันส่งผลขึ้นมา มันก็จะทำงานของมันไป

ครูผู้สอนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเบื้องต้นให้นิสิตแรกเรียนสมัยเมื่อ ๓๐ เกือบ ๔๐ ปีก่อนนู้น ใช้งานของ The Sprouts มาปรับเปลี่ยนวิธีการมองเหตุปัจจัยและปรากฏการณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้คนเริ่มเรียนรู้ว่า แทนที่จะมองอะไรแบบตั้งอยู่นิ่งๆ แล้วคว้ามาใช้ในการอธิบายเลย เช่นในกรณีของ The Sprouts คือปัจจัยจากสภาพแวดล้อมในเชิงพื้นที่ ภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และทรัพยากร เราต้องฝึกมองปัจจัยทั้งหมดนี้อย่างเป็นตัวแปร

การเรียนจากงานของนักวิชาการทั้ง ๒ ทำให้เราคนเรียนเห็นว่า การหาความรู้ในทางสังคมศาสตร์ไม่มองอะไรก็ตามที่จะนำมาใช้เป็นปัจจัยในการอธิบายปรากฏการณ์ หรือมองตัวปรากฏการณ์อะไรที่ต้องการคำอธิบาย แบบตั้งไว้นิ่งๆ  

แต่เราจะต้องตั้งต้นด้วยการมองให้เห็นการแปรสภาพของมันก่อน  หรืออย่างที่ว่ามาข้างต้น คือต้องมองปัจจัยเหล่านั้นเป็นตัวแปร พิจารณาการแปรเปลี่ยนได้ของมันว่าเป็นไปในทางไหน หรือเปลี่ยนเป็นแบบไหนได้บ้าง แล้วถามหาเงื่อนไขที่ทำให้มันคงอยู่ในสภาพหนึ่ง และที่ทำให้มันเปลี่ยนสภาพไปเป็นอีกแบบหนึ่ง ก่อนที่จะลงมืออธิบายหรือสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นขึ้นมา

หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งได้ว่า ต้องติดตามทั้ง being และ becoming ของสิ่งที่เราศึกษานั้นชั้นหนึ่ง และอีกชั้นหนึ่งคือติดตามการคงอยู่และแปรเปลี่ยนไปได้อย่างนั้นของมัน ว่าเกิดขึ้นในเงื่อนไขอะไร/อย่างไร แล้วเรียนรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ศึกษานั้นจาก ๒ ระดับ

ระดับแรก เป็นการเรียนรู้จากการอธิบายตามทฤษฎีที่ใช้ ว่าเพราะมีสิ่งนี้เป็นเหตุ และเหตุดังกล่าวทำงานแบบนี้ๆ  จึงทำให้เกิดผลตามมาอย่างนี้ๆ  อีกระดับหนึ่ง เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับขอบเขตข้อจำกัดของคำอธิบายในระดับแรก ว่าในเงื่อนไขอะไรที่คำอธิบายนี้ถูกต้อง และเมื่อใดที่แม้จะเกิดเหตุอย่างนี้และเหตุดังกล่าวทำงานอย่างนี้แล้ว มันไม่ก่อผลขึ้นมาอย่างที่คิด หรือไม่เกิดผลตามที่ทฤษฎีนั้นได้เสนอคำอธิบายไว้  

และเมื่อเป็นเช่นนั้น เราต้องรู้ที่จะผละออกมาจากการอธิบายของทฤษฎีเดิมที่เคยใช้มา แล้วมองหาคำอธิบายใหม่มาแทน หรือเปลี่ยนแนวทางจากเดิมที่เคยทำมา แล้วมองหาแนวทางใหม่ในแบบอื่นๆ ที่ทำแล้วจะก่อเกิดผลตามที่คิดไว้ขึ้นมาได้   

สภาพแวดล้อมเชิงพื้นที่ด้านภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศและทรัพยากรในงานของ The Sprouts มีอภิปรายและจำแนกไว้อย่างละเอียดพิสดาร แต่มี ๒ เรื่องที่ครูยกมาให้พวกเราเรียนรู้วิธีแปรปัจจัยในด้านภูมิศาสตร์ที่เห็นตั้งอยู่นั้นด้วยกรอบแนวคิดบางอย่าง เพื่อฝึกพิจารณามันและใช้มันในการอธิบายในแบบตัวแปรให้เป็น แม้ตัวอย่างทั้ง ๒ จะมาจากงานเก่าอายุกว่า ๕๐ ปีมาแล้ว และเป็นเรื่องที่เดี๋ยวนี้ไม่สู้จะเป็นประเด็นอะไรให้ใครแปลกใจอีกแล้ว แต่ผมขออนุญาตยกมาประกอบเป็นตัวอย่างในบทความที่เขียนนี้ อย่างน้อยก็เพื่อระลึกความหลังถึงวิธีการเรียนการสอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสังคมศาสตร์ในวันวาน

สำหรับท่านผู้อ่านที่ติดตามบทความชุดนี้ต่อเนื่อง บทความสัปดาห์ก่อนผมได้นำที่ The Sprouts เสนอว่าให้แยกการอธิบายการตัดสินใจกำหนดนโยบาย ออกจากการอธิบายผลสำเร็จหรือความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจากนโยบายที่ตัดสินใจทำและดำเนินไปแล้ว ว่า ๒ ส่วนนี้ควรแยกอธิบายคนละส่วนเป็นต่างหากจากกัน

เพราะการทำงานส่งผลของปัจจัยในสภาพแวดล้อมในคำอธิบายที่เกี่ยวกับการตัดสินใจกำหนดนโยบายนั้น ต้องพิจารณาผ่านทัศนะ มุมมอง การตระหนักและรับรู้ตามความเข้าใจของตัวบุคคลที่เป็นผู้ตัดสินใจหรืออยู่ในคณะผู้ตัดสินใจเป็นสำคัญ ว่าเห็น “facts” และ “factors” อะไรและในแง่ไหนในความหมายไหนบ้างในสภาพแวดล้อม

 อะไรที่คนตัดสินใจเขาไม่เห็นหรือไม่ได้รับรู้เข้าใจ ต่อให้ข้อเท็จจริงและปัจจัยเหล่านั้นเป็นเรื่องหรือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญและส่งผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในการดำเนินนโยบายที่ได้ทำลงไป ก็ไม่ใช่ส่วนที่จะใช้เป็นเหตุอธิบายการตัดสินใจนั้นได้

เพื่อไม่ให้บทความตอนนี้ยาวเกินไป ผมขอใช้ตัวอย่างจากเรื่องแรกที่เรียนมาจากครูประกบกับการอธิบายการตัดสินใจกำหนดนโยบาย และตัวอย่างจากเรื่องที่ ๒ ในการอธิบายผลสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบายที่ตัดสินใจทำและดำเนินไปแล้วนะครับ

 




เรื่องแรกที่ครูนำมาให้พวกเราที่เป็นนิสิตแรกเรียนฝึกการพิจารณาปัจจัยที่เป็นสภาพแวดล้อมเชิงพื้นที่ให้เห็นมันในลักษณะของตัวแปร เห็นการแปรเปลี่ยนของมันในแบบต่างๆ ที่จะส่งผลต่อทัศนคติ แรงจูงใจ การมองเป้าหมายและผลประโยชน์ เป็นเรื่องความรู้ทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ในแผนที่ และความรู้ที่ถูกนำเสนอผ่านแผนที่ครับ

เพื่อแสดงให้เห็นว่าแผนที่ ความรู้ในแผนที่ และความรู้ที่ถูกนำเสนอผ่านแผนที่ทำงานส่งผลต่อมุมมองและการรับรู้เข้าใจของคนที่เป็นผู้ตัดสินใจ และลวงเขาได้อย่างไร ครูของผมใช้ภาพแผนที่เก่าของสหรัฐฯ ฉบับ Mitchell มาเป็นสื่อการสอน แสดงประเด็นตามที่ The Sprouts เสนอ ว่าความรู้จากการสำรวจพื้นที่และการจัดทำแผนที่ในสมัยกลางศตวรรษที่ ๑๘ ที่เทคนิควิทยาการและเครื่องไม้เครื่องมือยังไม่สมบูรณ์

ทำให้ได้แผนที่ที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงเกี่ยวกับตำแหน่งของแม่น้ำ ทะเลสาบ และเส้นเขตแดนในแนวพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดา แต่คนที่ใช้แผนที่ ใช้อย่างที่เห็นว่าแผนที่ฉบับ Mitchell แสดง facts ในพื้นที่ได้จริงๆ และเมื่อยึด facts ตามที่แผนที่แสดงไว้อย่างนั้น

แผนที่ก็เลยก่อให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างกันขึ้นมา ไม่เฉพาะแต่ระหว่างสหรัฐฯกับแคนาดา แต่ยังเกิดข้อพิพาทระหว่างมลรัฐเช่นในกรณี Toledo “War” ระหว่างมิชิแกนกับโอไฮโอ ข้อผิดพลาดอันเกิดจากถูกแผนที่ลวงในลักษณะนี้ เมื่อเกิดตระหนักกันขึ้นมาแล้ว การสำรวจพื้นที่กันใหม่และการทำความตกลงกันใหม่ผ่านการเจรจาก็เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลในการตัดสินใจเพื่อแก้ไขข้อพิพาท

แผนที่อีกแบบหนึ่งเป็นแผนที่อย่างที่เราเห็นกันอยู่เสมอคือแผนที่แบบ Mercator แต่ที่มาของการลวงความเข้าใจของมันไม่ได้มาจากปัญหาความไม่ถูกต้องในการสำรวจ แต่มาจากการแสดงพื้นที่ของพื้นผิวโลกทรงกลมลงบนพื้นผิวทรงกระบอกแล้วคลี่ออกมาเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประโยชน์ใช้สอยในการเดินเรือของแผนที่แบบเมอร์เคเตอร์แลกมาด้วยความไม่สมจริงเกี่ยวกับขนาดของพื้นที่ที่อยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรออกไป ทำให้พื้นที่ของประเทศ เช่น สหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกา แคนาดา กรีนแลนด์ มีขนาดใหญ่เกินความเป็นจริงไปมาก

แผนที่แบบนี้ยังสามารถเลื่อนให้พื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งมาอยู่ตรงใจกลางของแผนที่ได้ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือรัสเซีย/สหภาพโซเวียต ต่างก็วาดแผนที่โลกอย่างที่วางตำแหน่งประเทศของตนให้อยู่กลางแผนที่ ในทางที่ดูแล้วให้ความเข้าใจว่าประเทศนั้นเป็นศูนย์กลางของโลกขึ้นมาโดยส่วนอื่นๆ ของโลกเป็นบริวารรายรอบ

The Sprouts ชี้ให้เห็นว่าการลวงของตำแหน่งบนแผนที่แบบเมอร์เคเตอร์ทำให้คิดกันในหมู่ผู้ตัดสินใจผนวกฮาวายอิและกวมในปีค.ศ. ๑๘๙๘ เกาะทั้ง ๒ จะเป็น “stepping stones” หรือเป็น “direct route” ไปยังฟิลิปปินส์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ระยะทางที่ใกล้ที่สุดจากสหรัฐฯ ไปเอเชีย ไม่ว่าจะทางเรือหรือทางเครื่องบินคือระยะห่างจากหมู่เกาะที่แปซิฟิกกลางขึ้นไปทางเหนือในราว ๒๐๐๐ ไมล์

 


ในกรณีความลวงของแผนที่แบบนี้ แม้จะมีการตระหนักกันขึ้นมา แต่ถ้าความเข้าใจแผนที่ที่ผิดพลาดจากความเป็นจริงจะมีส่วนช่วยสนับสนุนนโยบายได้ ก็ไม่มีแรงจูงใจจากผู้ตัดสินใจที่จะออกมาแก้ความเข้าใจผิดดังกล่าว และผู้ตัดสินใจอาจจะเป็นคนส่งเสริมการใช้แผนที่แบบนั้นเอง หรือตกอยู่ใน “อิทธิพล” ของแผนที่แบบนั้นเสียเอง โดยเฉพาะแผนที่ที่แสดงข้อมูลในพื้นที่เช่นการกระจายตัวของประชากร ภาษา และชาติพันธุ์ เพื่อวัตถุประสงค์ในเชิงอุดมการณ์หรือเป้าหมายของนโยบายแบบชาตินิยม หรือการนำเสนอ “ความรู้” ของนักคิดด้านภูมิรัฐศาสตร์เกี่ยวกับการขยายและครอบครองพื้นที่ที่สัมพันธ์กับการครองอำนาจในโลก เช่นข้อเสนอเรื่อง Heartland ของ Halford Mackinder เป็นต้น

อีกเรื่องหนึ่งที่ครูของผมนำมาแสดงให้พวกเราเข้าใจการแปรเปลี่ยนสภาพของพื้นที่ที่สามารถส่งผลต่อผลลัพธ์ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายได้ ไม่ว่าผู้ตัดสินใจจะคำนึงถึงหรือให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปรสภาพของพื้นที่เหล่านี้หรือไม่ก็ตาม  ครูของผมใช้การเปลี่ยนพื้นที่กายภาพอันเกิดจากการพัฒนาเมืองและการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทั้งระบบถนน ระบบราง เส้นทางการบิน เข้ามาแทนเส้นทางคมนาคมทางแม่น้ำที่เป็นรูปแบบหลักมาแต่เดิม พร้อมกับสอนให้เราพิจารณาระบบคมนาคมหลายรูปแบบที่มีจุดตัดเชื่อมโยงกันเหล่านี้อย่างเป็นโครงข่ายที่มีความสัมพันธ์กันและส่งผลถึงกันได้ในเงื่อนไขต่างๆ

เมื่อเส้นทางคมนาคมทำให้พื้นที่บางส่วนกลายเป็นเส้นทางหลักในการเข้าออก เป็นชุมทาง เป็น Hub เป็น Chokepoint หรือเป็นคอขวดขึ้นมา และให้ใช้การวิเคราะห์เชิงระบบเข้าไปพิจารณาประเด็นความมั่นคงที่สัมพันธ์กับเส้นทางคมนาคมเหล่านี้เพื่อดูจุดล่อแหลมเปราะบางที่อาจเป็นปัญหาขึ้นมาในบางเงื่อนไขที่เป็นไปได้ โดยที่ผู้ตัดสินใจก็ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน  เรื่องนี้ยังขยายความได้อีกมาก ต้องขอเก็บไว้เขียนต่อในโอกาสหน้า   

อย่างไรก็ดี เมื่อผมเห็นข่าวถนนตัดใหม่กลายเป็นเขื่อนกักน้ำท่วมขังไว้ไม่ให้ไหลถ่ายเทไปไหนได้นอกจากจะต้องเจาะถนน หรือการสร้างบ้านแทนบ้านมีใต้ถุนแบบเดิมลงบนพื้นที่ที่เป็นเส้นทางผ่านของน้ำ หรือความล้มเหลวในการอพยพคนรายได้น้อยที่ไม่มีรถส่วนตัวในนิวออร์ลีนส์ออกจากพื้นที่ภัยพิบัติเมื่อปี ๒๐๐๕

ผมก็นึกถึงบทเรียนจาก The Sprouts ที่เรียนกับครูเสมอ ว่าไม่ว่าคนเราจะคำนึงถึงการแปรเปลี่ยนสภาพของปัจจัยเชิงพื้นที่ภูมิประเทศในเวลาที่ตัดสินใจทำหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อตัดสินใจทำไปแล้ว และเมื่อปัจจัยจากสภาพแวดล้อมเหล่านี้ได้เวลาชุมนุมกันส่งผลขึ้นมา มันก็จะทำงานของมันไปโดยไม่นำพาว่ามนุษย์จะคิดถึงมันหรือไม่ก็ตาม    

ทางคิดวิเคราะห์ที่ผมได้มาจากการเรียนงานของ The Sprouts กับครู ฝึกให้มองเหตุปัจจัยใดๆ แล้วตามให้เห็นถึงการแปรเปลี่ยนสภาพได้ และจากการแปรเปลี่ยนนั้นติดตามมองหาเงื่อนไขที่ทำให้มันคงตัว หรือเปลี่ยนไปเป็นแบบใด และเงื่อนไขที่ทำให้มันทำงานส่งผลออกมาเป็นแบบใดแบบหนึ่ง และมันใช้ได้ไม่เพียงกับปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศหรือทรัพยากรที่ไม่มีชีวิตจิตใจ

แต่ยังใช้กับปัจจัยทั้งหลายที่มีชีวิตเคลื่อนไหวกระทำการอยู่ในโลกทางสังคม ไม่ว่าจะเป็น รัฐ พรรคการเมือง ขบวนการ หรือใช้กับสภาพสภาวะอย่างเช่น ชนชั้น ประชาธิปไตย เสรีภาพ ตลาด ก็ได้เช่นกัน

พอได้ทางคิดวิเคราะห์อย่างนั้นจากครูและ The Sprouts มาแล้ว ทีหลังมา พออ่านงานวิชาการทางสังคมศาสตร์ก็อ่านได้เร็วขึ้นมาก เพราะรู้แล้วว่าต้องดูตรงไหนเป็นสำคัญ และแยกออกได้ง่ายระหว่างคำอธิบายแบบวิชาการทางสังคมศาสตร์ที่มุ่งทดสอบหรือตรวจสอบข้อเสนอทางทฤษฎี กับคำอธิบายที่มาในแบบสโลแกน สำหรับขับเคลื่อนระดมการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือสนับสนุนข้อเรียกร้องทางการเมือง

แต่ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายแบบไหน ผมขอถือโอกาสพา The Sprouts ลาท่านผู้อ่านตรงนี้



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน