Columnist

ประวัติศาสตร์การเมือง-การเมืองในประวัติศาสตร์นิพนธ์ (ของสวีเดน)

12 กันยายน 2019 เวลา 05:08 น.

พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

ในวงวิชาการประวัติศาสตร์ที่ศึกษาการเมืองสวีเดนตั้งแต่ยุคกลางมาจนถึงศตวรรษที่สิบแปด   แบ่งออกเป็นสองสำนักใหญ่ๆ สำนักแรกคือ สำนักประวัติศาสตร์สวีเดนของ Erik Gustaf Geijer  ผู้ซึ่งนอกจากจะเป็นนักประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นนักปรัชญาและนักเขียนชาวสวีเดนในศตวรรษที่สิบแปด (ค.ศ. 1783-1847)  หนังสือของเขาคือ “the Records of Sweden” (Svea Rikes häfder) ที่วางเค้าโครงครอบคลุมประวัติศาสตร์สวีเดนตั้งแต่ยุคปรัมปราจนถึงสมัยของ Geijer  แต่ Geijer ก็เขียนจบได้เพียงเล่มแรก ซึ่งเป็นเล่มแนะนำ (introductory volume)

 

 ต่อมา เขาได้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์อีกชุดหนึ่ง นั่นคือ Svenska folkets historia จำนวนสามเล่มชุด ซึ่งใช้เวลาเขียนระหว่าง ค.ศ. 1832-1836 โดยมุ่งที่จะให้หนังสือชุดนี้เป็นหนึ่งในหนังสือชุดประวัติศาสตร์ยุโรปด้วย  แต่ Geijer ก็เขียนได้เพียงถึงช่วงการสละราชสมบัติของสมเด็จพระราชินีคริสตีนาในปี ค.ศ. 1654 เท่านั้น 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า เขาจะไม่ได้เขียนประวัติศาสตร์ยุโรปได้จบตามที่วางแผนไว้ แต่ผลงานเท่าที่เขาเขียนมานั้น ได้รับการยกย่องอย่างยิ่งว่ามีคุณูปการต่อองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ของสวีเดนอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนที่เขาเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สวีเดนตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงรัชสมัยของ Charles X (ครองราชย์ ค.ศ. 1654-1660) ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ   และด้วยความเป็นนักประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นในสมัยของเขา Geiger ได้รับความไว้วางใจมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจสอบ แก้ไขและสอบทานบรรดาเอกสารต่างๆที่พระเจ้า Gustavus III (ครองราชย์ ค.ศ. 1771-1792) ได้ทรงพระราชทานให้มหาวิทยาลัยอุปซาลา (Uppsala) โดยมีเงื่อนไขว่า เอกสารเหล่านั้นจะเปิดเผยได้เป็นเวลาหลังจากที่พระองค์สวรรคตไปแล้วห้าสิบปี

 

ประวัติศาสตร์นิพนธ์สำนัก Geijer เป็นสำนักประวัติศาสตร์นิพนธ์แรกๆของสวีเดนที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่สิบแปด โดยมีจุดยืนที่เน้นให้ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมองพวกอภิชนเป็น “ตัวร้าย”  และอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองในรัชสมัยของ Magnus Eriksson อันได้แก่ การเกิดกฎบัตร ค.ศ. 1319 (Charter of Liberties) และกฎหมายแห่งอาณาจักร ค.ศ. 1350  (Land Law) ที่มักถูกตีความว่าเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสวีเดน  

 

แต่สำนักนี้จะมองว่าเป็นฉากหนึ่งของการขยายอำนาจของพวกอภิชนเพื่อลดทอนบดบังพระราชอำนาจอันชอบธรรมของกษัตริย์ในประวัติศาสตร์การเมืองสวีเดน  และนำมาซึ่งการเรียกขาน “รัฐธรรมนูญแรกเริ่ม” ฉบับนั้นว่าเป็น รัฐธรรมนูญอภิชนาธิปไตย (aristocratic constitutionalism)  มากกว่าที่จะเป็นรัฐธรรมนูญของชาวสวีเดนทั่วไปอย่างแท้จริง

สำนักต่อมาคือ สำนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ของ Anders Fryxell ( ค.ศ.1795-1881) นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยกับ Geijer    Fryxell  เรียนที่มหาวิทยาลัยอุปซาลา จบปริญญาเอกในปี ค.ศ. 1821 และเริ่มตีพิมพ์ผลงานทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขานั่นคือ the Stories from Swedish History  จนครบเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ชุดสี่สิบหกเล่ม

 

เขามีข้อเขียนประวัติศาสตร์สวีเดนที่อยู่ในรูปของเอกสาร (pamphlets) ภายใต้ชื่อเรื่อง “On Anti-Aristocratic Prejudice in Swedish History” (ว่าด้วยอคติต่อต้านอภิชนในประวัติศาสตร์สวีเดน)  ที่เขาเขียนในระหว่าง ค.ศ. 1845-1850   ซึ่งเป็นผลงานที่ออกตามหลังงานของ Svenska folkets historia ของ Geijer  เก้าปี    ข้อเขียน “On Anti-Aristocratic Prejudice in Swedish History” ของ Fryxell ถือเป็นงานที่ต้องการท้าทายกระแสประวัติศาสตร์นิพนธ์สวีเดนของ Geijer  โดย Fryxell ต้องการชี้ให้เห็นว่า สำนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ของ Geijer นั้นบรรยายประวัติศาสตร์การเมืองสวีเดนอย่างเต็มไปด้วยอคติต่อพวกอภิชนเกินไป

 

และจากกำเนิดมุมมองของสองสำนักนี้ได้นำมาซึ่งการวิวาทะอย่างเข้มข้นในหมู่ผู้สนใจประวัติศาสตร์สวีเดน แต่กระนั้น ผลที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ลงเอยด้วยชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  แต่การศึกษาประวัติศาสตร์สวีเดนได้ตกอยู่ภายใต้ทั้งสองสำนักประวัติศาสตร์นิพนธ์นี้ตลอดเรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ยี่สิบ  และในช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษที่ยี่สิบ การวิวาทะของนักวิชาการได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยในขณะนั้น

 

นั่นคือ ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันทำให้เกิดการนำประเด็นในข้อถกเถียงการตีความประวัติศาสตร์การเมืองกลับมาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ในทางการเมืองปัจจุบัน  ดังที่ปรากฏในบทความของ Ulf Sjodell ที่รวบรวมข้อถกเถียงวิวาทะระหว่าง Geijer-Fryxell  (Geijer-Fryxell controversy) และผลพวงของวิวาทะที่เกิดขึ้นตามมาในวงการประวัติศาสตร์นิพนธ์สวีเดน  

 

โดยวิวาทะข้อถกเถียงดังกล่าวนี้ได้ยืนยันถึงมุมมองที่สะท้อนจากสำนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ทั้งสองของสวีเดน นั่นคือ โดยแก่นแกนแล้ว การเมืองสวีเดนตั้งแต่ศตวรรษที่สิบสี่จนถึงศตวรรษที่สิบแปดเป็นการต่อสู้กันระหว่างราชาธิปไตยกับอภิชนาธิปไตย ซึ่งเป็นสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในการเมืองจริงๆและเป็นการต่อสู้ขัดแย้งของการเมืองในวงวิชาการด้วย

 

         ที่กล่าวมานี้  ต้องการชี้ให้เห็นว่า สวีเดนก็มีประเด็นเรื่อง “ประวัติศาสตร์การเมือง-การเมืองในประวัติศาสตร์นิพนธ์”  ซึ่งในบ้านเรา ก็มีความเห็นต่างในการเขียนประวัติศาสตร์การเมืองในลักษณะนี้เช่นกัน โดยเฉพาะการเขียนประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475  ที่ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า คณะราษฎรที่เข้าข่ายเป็นอภิชนรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่เจ้ามีความขัดแย้งและยึดอำนาจจากฝ่ายเจ้า และออกรัฐธรรมนูญออกมาเพื่อให้เกิดประชาธิปไตย   และต่อมารัชกาลที่เจ็ดได้ทรงมีพระราชดำรัสในการประกาศสละราชสมบัติว่า “…ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”  และถ้าจะมองตามสำนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ของ Geijer ในสวีเดน รัฐธรรมนูญไทยฉบับแรกก็อาจถูกมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญอภิชนาธิปไตย หรือถ้าไม่เห็นว่า คณะราษฎรเป็นอภิชนใหม่  ก็คงต้องเรียกรัฐธรรมนูญของคณะราษฎรว่าเป็น รัฐธรรมนูญคณาธิปไตย (oligarchic constitutionalism)   แต่แน่นอนว่า การตีความแบบนี้  นักประวัติศาสตร์ไทยที่เข้าข่ายสำนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ของ  Fryxell ก็คงต้องโต้แย้งว่า การกล่าวเช่นนั้นเป็นอคติมากกว่าจะเป็นความจริง

 

          แต่ต่อมาในช่วงกลางศตวรรษที่ยี่สิบ ในกรณีของสวีเดน มีนักวิชาการชาวอังกฤษอย่าง Michael  Roberts ที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองสวีเดนได้เสนอมุมมองใหม่ที่ไม่จำกัดอยู่ว่าจะต้องเลือกระหว่าง ประวัติศาสตร์นิพนธ์สำนัก Geijer หรือสำนัก Fryxell เพราะ Roberts ได้นำข้อมูลประวัติศาสตร์การเมืองสวีเดนมาตีความใหม่ และพบว่า กษัตริย์กับอภิชนไม่ได้ขัดแย้งกันอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู   และทางเลือกในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองสวีเดนก็ไม่ใช่ว่า จะต้องเลือกระหว่างอภิชนาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์  แต่มันมีทางเลือกที่สามและก็เป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผลด้วย    ทางเลือกที่สามนี้เป็นอย่างไร คงต้องหาโอกาสเล่าสู่กันฟังในเวลาต่อไป