Columnist

พิพิธภัณฑ์ความคิด

31 กรกฎาคม 2019

พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

dominium politicum et regale

 

พิพิธภัณฑ์เป็นที่ๆเก็บรักษาของเก่าๆ จะดีเลวมีค่าหรือไม่มี ขอให้เก่าเข้าไว้ ก็จะถูกนำมาเก็บไว้ให้คนปัจจุบันได้ดูกัน ดูแล้วจะได้อะไรยังไงก็แล้วแต่สติปัญญาและจินตนาการของแต่ละคน   คอลัมน์นี้จะหยิบยกของเก่าๆมาเล่าสู่กันฟัง  

 

โดยของเก่าๆที่ว่านี้จะเป็นเรื่องความคิดความอ่านของผู้คนในอดีตเสียเป็นส่วนใหญ่   และจะขอประเดิมด้วยแนวคิด dominium politicum et regale   ของเซอร์จอห์น ฟอร์เตสคิว (John Fortescue: 1394-1479)      อันหมายถึงการดุลอำนาจระหว่างผู้ปกครองและสภาตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆของประชาชน (the representative assemblies) ซึ่งเกิดและพัฒนาขึ้นในลักษณะต่างๆในยุโรปตั้งแต่ศตวรรษที่สิบห้าจนถึงศตวรรษที่สิบแปด  ส่งผลให้ระบอบการปกครองของกษัตริย์ไม่สามารถเป็นสมบูร ณาญาสิทธิราชย์ แต่เป็นปรมิตตาญาสิทธิราชย์ (limited monarchy)  นั่นคือ เป็นการปกครองที่ผสมผสานกันระหว่างอำนาจของกษัตริย์กับอำนาจส่วนอื่นๆ

 

โดยเฉพาะอำนาจของฝ่ายรัฐสภา dominium politicum et regale  จะแตกต่างจาก dominium regale   อันสื่อถึงระบอบการปกครองที่กษัตริย์มีอำนาจมากกว้างขวางล้นพ้น นั่นคือ การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy) ที่หมายถึงระบอบที่พระมหากษัตริย์เก็บภาษีจากสามัญชนได้ตามอำเภอใจในขณะที่ยกเว้นไม่เก็บพวกอภิชนซึ่งเซอร์จอห์น ฟอร์เตสคิวเห็นว่าเป็นระบอบที่น่ารังเกียจ และตัวอย่างของ dominium regale   ที่หยิบยกมาก็คือ ระบอบการปกครองของฝรั่งเศสที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่แตกต่างอย่างยิ่งจากการปกครองของอังกฤษที่เป็น dominium politicum et regale  ที่เป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) 

 

โดยกษัตริย์อังกฤษจะไม่สามารถเก็บภาษีประชาชนได้โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา  dominium politicum et regale  จึงเป็นระบอบที่ผู้ปกครองมีอำนาจจำกัด และการจำกัดที่ว่านี้เกิดจากการที่อำนาจไม่ได้อยู่ในมือของผู้ปกครองเพียงลำพัง แต่อยู่ในที่อื่นๆด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐสภา dominium politicum et regale  จึงเป็นระบอบการปกครองที่ผสมผสานระหว่างกษัตริย์ รัฐสภาและประชาชน ซึ่งมีรากฐานมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณในความคิดของเพลโตและอริสโตเติลที่เรียกระบอบนี้ว่า ระบอบการปกครองแบบผสม (mixed constitution)                                                                                             

 

การปกครองของยุโรปส่วนใหญ่ในอดีตจะเป็นระบอบที่พระราชอำนาจจำกัดหรือเป็นระบอบผสม (a limited or mixed regime)   ซึ่งระบอบอำนาจจำกัดหรือระบอบผสมนี้เป็นอุดมคติหรือแบบแผนสำคัญสำหรับทำงานประสานร่วมมือกันระหว่างกษัตริย์ รัฐสภาและประชาชน  เพื่อ “ประโยชน์สุขของทั้งมวล”  (common good) โดยจะต้องมีการปกป้องและยอมรับสิทธิ์ของฝ่ายต่างๆเพื่อเป็นวิถีทางที่จะบรรลุเป้าหมายแห่งการสมดุลอำนาจระหว่างผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง  และต้องพึงตระหนักไว้ด้วยว่า สัมพันธภาพของดุลอำนาจที่ว่านี้ก็หาได้ดำเนินไปโดยไม่มีการท้าทายหรือแข่งขันกันและกัน

 

อย่างในยามที่กษัตริย์ทรงเข้มแข็งมีพระราชอำนาจมากและสามารถใช้กำลังพิชิตและควบคุมแว่นแคว้นได้ สิทธิ์และอำนาจของดินแดนดังกล่าวก็จะลดน้อยถอยลงโดยจะตกอยู่ภายใต้กษัตริย์ หรือในทำนองกลับกัน หากดินแดนแว่นแคว้นใดมีอำนาจเข้มแข็ง สามารถแข็งข้อต่อกษัตริย์ พระราชอำนาจของกษัตริย์ต่ออาณาเขตดินแดนนั้นก็จะลดน้อยถอยลง  

 

ขณะเดียวกัน dominium politicum et regale ยังเป็นระบบที่สามารถปรับตัวเข้ากับการมีการปกครองของกษัตริย์ที่หลากหลาย (the multiple monarchies) อย่างที่เกิดในยุโรปตอนต้นสมัยใหม่ด้วย ที่ผู้ปกครองหรือพระมหากษัตริย์ให้สัตย์ปฏิญาณที่จะเคารพสิทธิ์กษัตริย์หรือผู้ปกครองแว่นแคว้นย่อยๆที่เป็นส่วน ประกอบของอาณาจักรของพระองค์และสามารถผนวกเข้ามาเป็นดินแดนของพระองค์ได้โดยง่าย หากจะยังคงไว้ซึ่งสมดุลระหว่างตัวแทนและการปกครองของกษัตริย์ภายในแคว้นนั้นๆที่เป็นองค์ประกอบแต่ละส่วนของราชอาณาจักรใหญ่ของพระองค์                                         

 

หากเปลี่ยนจากคำว่ากษัตริย์เป็นประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี  dominium politicum et regale  ก็ยังเป็นแนวความคิดที่น่าจะยังใช้ได้อยู่ในปัจจุบัน และหากจะเพิ่มนายกเทศมนตรี อบจ. อบต. เข้าไปก็ไม่ได้แปลกแยกอะไร ของแบบนี้มันอยู่ที่ความเข้าใจและจินตนาการ !

 

นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ Helmut Koenigsberger ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ยุโรปยุคต้นสมัยใหม่ได้กล่าวไว้ว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ประเทศบางประเทศในปัจจุบันมีรัฐสภาที่เข้มแข็งสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ ก็เพราะว่ามีของเก่าๆที่เขายังรักษาไว้ นั่นคือ  dominium politicum et regale  ที่ไม่ให้ฝ่ายใดมีอำนาจมากเกินไปนั่นเอง  

 

ของบ้านเรา จะมีหรือไม่มีแนวคิดนี้ก็ไม่รู้ ต้องถามนักประวัติศาสตร์ของเรา  แต่ถึงแม้ไม่มี แต่ตอนนี้ เมื่อรู้แล้ว มันก็น่าจะเริ่มมีได้ มิใช่หรือ ?