Columnist

ทุกปัญหาต้องแก้ที่สาเหตุ

5 สิงหาคม 2019 เวลา 11:32 น.
เปิดอ่าน 41

ณรงค์ เพชรประเสริฐ

ในนโยบายเร่งด่วน 12 นโยบาย มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาหลายนโยบาย กล่าวคือ

 

แก้ไขปัญหาการดำรงชีวิตของประชาชน

แก้ไขปัญหาทุจริตในวงราชการ

แก้ไขปัญหายาเสพติด

แก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย

 

ในหลักอริยสัจ 4 ทุกข์สมุทัยนิโรธและมรรคทุกข์คือปัญหาสมุหทัย คือ สาเหตุของปัญหานิโรธคือการกำจัดปัญหาและมรรคคือแนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหามรรค ก็เปรียบเสมือนนโยบายเพราะนโยบาย คือแนวทางแก้ปัญหาแนวทางพัฒนา ดังนั้นการกำหนดนโยบายหรือแนวทางแก้ปัญหาสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการรู้สาเหตุของปัญหาอย่างชัดเจนการขจัดปัญหาก็คือ การขจัดสาเหตุของปัญหานั้น

 

คำถามของผู้เขียนก็คือในปัญหาต่างๆที่รัฐบาล “ตู่ต่อเนื่อง” ได้คิดได้ศึกษาวิเคราะห์อย่างไรหรือไม่ว่าสาเหตุของปัญหานั้นๆคืออะไรถ้าไม่สามารถระบุสาเหตุของปัญหาได้อย่างถูกต้องก็ไม่อาจแก้ปัญหานั้นได้ถูกต้อง

 

ตัวอย่างรูปธรรมก็คือนโยบายเร่งด่วนประการที่ 1“แก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตของประชาชน” คำถามแรกที่ต้องถาม “ตู่ต่อเนื่อง” ปัญหาหลักหรือปัญหาสำคัญที่สุดในทัศนะของรัฐบาล “ตู่ต่อเนื่อง” คืออะไร? คำถามต่อมาสาเหตุของปัญหานั้นคืออะไร? จากนั้นจึงมากำหนดนโยบายหรือแนวทางการขจัดสาเหตุแห่งปัญหานั้น

 

ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า ปัญหาหลักของประชาชนคนไทยส่วนใหญ่มีอยู่สามปัญหาหลักคือ ความยากจน ความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำ ในสังคมปรากฏการณ์ของสามปัญหานี้จะเห็นได้จากความเป็นจริงห้าด้านคือ ด้านรายได้และทรัพย์สินด้านสิทธิด้านโอกาส ด้านอำนาจและด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

ดูเหมือนว่า ปัญหาความยากจนจะมีการศึกษาวิจัยกันมากที่สุด และแสดงให้เห็นความยากจนที่วัดจากรายได้และทรัพย์สินมีข้อสรุปว่าปัจจุบันนี้ประชากรที่มีรายได้ระดับยากจนมีอยู่ประมาณ11 – 12 ล้านคน และการศึกษาวิจัยสาเหตุของความยากจนก็มักไปเน้นที่พฤติกรรมส่วนบุคคล หรือครอบครัวของคนยากจน เช่นสรุปว่าสาเหตุของความยากจนเพราะมีลูกมากหัวหน้าครอบครัวไม่มีคุณภาพ ไม่มีศักยภาพคนยากจนเพราะขี้เกียจ ฝักใฝ่อบายมุข ฯลฯ เป็นต้น ถามว่าข้อสรุปนี้ถูกไหม? ในฐานะที่ผู้เขียนก็ทำงานวิจัยด้านนี้มามากเหมือนกันเห็นว่า ปัจจัยที่กล่าวมานั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความยากจน

 

แต่ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า ยังมีปัจจัยสำคัญมากอีกส่วนหนึ่งที่เป็นเหตุของความยากจนนั่นคือ ปัจจัยเชิงโครงสร้างหรือปัจจัยเชิงระบบซึ่งเป็นส่วนที่นักวิชาการส่วนใหญ่และรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยไม่พูดถึงปัจจัยเชิงระบบก็คือ ระบบเศรษฐกิจระบบการเมือง ระบบอำนาจที่นำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบกัน ทั้งเป็นการเอารัดเอาเปรียบระหว่างบุคคลกับบุคคล และการเอารัดเอาเปรียบเชิงระบบที่ทำให้เกิดการผูกขาดตัดตอนพ่อค้า นายทุนมีอำนาจมากทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ข้าราชการและผู้ปกครอง มีอำนาจเหนือประชาชนทำตัวเป็นเจ้าขุนมูลนายใช้อำนาจแสวงประโยชน์ให้ตนเอง ด้วยการคอรัปชั่นรับเบี้ยใต้โต๊ะร่วมมือร่วมประโยชน์ส่วนตนกับพ่อค้านายทุนกำหนดนโยบายต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์แก่พ่อค้านายทุนมากกว่าประชาชนทั่วไป

 

การเอาเปรียบเชิงระบบผ่านอำนาจเช่นนายจ้าง สามารถใช้อำนาจกดค่าแรงคนงานได้พ่อค้าใช้อำนาจทุน และการค้ากดราคาพืชผลของเกษตรกรได้ข้าราชการผู้ปกครอง ใช้อำนาจจำกัดสิทธิและปิดโอกาสของประชาชนได้ ขณะเดียวกันกลับใช้อำนาจเปิดโอกาสเอื้อประโยชน์ให้แก่พ่อค้านายทุนที่ยื่นประโยชน์ให้ จึงเกิดปรากฏการณ์คนยากจนหาของป่าถูกจับกุมติดคุก แต่นายทุนทำลายป่ายึดพื้นที่ป่าทำรีสอร์ทข้าราชการ และผู้ปกครองทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ไม่ได้ยินมองไม่เห็น เป็นต้น

 

ความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำในสังคมด้านหลักก็มีสาเหตุมาจาก “อำนาจ” และความสัมพันธ์ทางอำนาจเพราะในสังคมไทยข้าราชการผู้ปกครอง และพ่อค้านายทุนมีอำนาจมากเกินไปเมื่อเทียบกับคนสามัญที่ไร้อำนาจ โดยเฉพาะที่เป็นเกษตรกรและคนงาน ดังนั้นในความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ไร้อำนาจผู้ไร้อำนาจ จะเสียเปรียบเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจเรื่องกระบวนการยุติธรรมเรื่องสิทธิเรื่องโอกาส และเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

 

ดังนั้นผู้เขียนเห็นว่า การแก้ปัญหาความยากจนความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม ถ้าไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างปัญหาเชิงระบบไม่แก้ปัญหาความสัมพันธ์ทางอำนาจ ที่คนกลุ่มน้อยมีอำนาจมากเกินไป ขณะที่คนส่วนใหญ่ไร้อำนาจก็ยากที่จะแก้ปัญหาในการดำรงชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ห้าปีของรัฐบาล“ตู่ต้นตอ(คสช.)” มันเป็นยุคของการเพิ่มอำนาจทุนหนุนอำนาจรัฐจำกัดอำนาจประชาชนอย่างนี้แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่ารัฐบาล“ตู่ต่อเนื่อง” จะแก้ปัญหาความยากจนความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคมได้