Columnist

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๒)

30 มกราคม 2020 เวลา 8:00
พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๒)
เปิดอ่าน 2,129

ข้าหลายเจ้าบ่าวหลายนาย บางคนเรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่าเป็น “บาปเคราะห์ทางการเมืองไทย”

 

นักการเมืองไทยเป็นพวก “ข้าหลายเจ้า บ่าวหลายนาย”

 

บางคนเรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่าเป็น “บาปเคราะห์ทางการเมืองไทย” อันสืบผลเนื่องมาจาก “วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย” ที่เราต้องพึ่งพิงกันและกัน โดยผู้น้อยต้องพึ่งพิงผู้ใหญ่ หรือ “ข้า” ต้องพึ่งพิง “นาย” ภายใต้ระบบการปกครองแบบ “ไพร่ฟ้า” ที่ผู้ปกครองกำหนดให้คนไทยทุกคนต้องมีเจ้านายเพื่อเข้าสังกัดจัดกลุ่ม

 

โดยเหตุผลที่ในสมัยโบราณเรามีการทำศึกสงครามมาก ต้องจัดทำทะเบียนไพร่พลไว้ใช้งานศึกสงคราม แต่ถ้าไม่มีศึกสงครามก็ปล่อยให้ทำมาหากินตามปกติ หรือไม่ก็ถูกเกณฑ์เข้ามาก่อสร้างให้หลวง หากใครไม่ไม่เข้าสังกัดเจ้านายหรือขุนนางก็จะไม่มีใคร “คุ้มกะลาหัว” ปกป้องคุ้มครองดูแลทุกข์สุขให้ ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับการที่มีคนอื่นคอยปกป้องคุ้มครองและชอบพึ่งพิงผู้มีอำนาจหรือมีบุญบารมีตลอดมา

 

วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าข้างต้นได้ส่งผลกระทบมาถึงกระบวนการทางการเมืองไทยในทุกวันนี้เป็นอย่างมาก อย่างที่ได้เล่ามาในบทความนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า พรรคการเมืองไทยในยุคแรกก็เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุน “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” และยังคงเป็นไปในแบบนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

 

ดังเช่นที่เราได้เห็นบรรดานักการเมืองวิ่งเข้ามาสู่พรรคพลังประชารัฐ ก็ด้วยเหตุที่พรรคนี้มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” ในทำนองเดียวกันที่คนรุ่นใหม่หันไปสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งพรรคนั้นก็มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังถูกกระแสสังคมของผู้คนกลุ่มนี้สร้างให้เป็น “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” อีกเช่นกัน นั่นก็คือ “ว่าที่นายกรัฐมนตรี” หรือผู้นำยุคใหม่ในอนาคตของพวกเขา

.




 

ก่อนที่จะไปวิเคราะห์อนาคตของพรรคอนาคตใหม่ ผู้เขียนขอกล่าวถึงอนาคตของพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด(ที่ยังรอดเหลืออยู่)ในประเทศไทย คือ “พรรคประชาธิปัตย์” นั้นเสียก่อน เพราะพัฒนาการของพรรคการเมืองพรรคนี้ “สะท้อน” วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยแบบดั้งเดิมนั้นได้เป็นอย่างดี ว่าในเมื่อสิ้นคนที่เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่แล้ว พรรคนี้ก็ไม่หนทางไป

 

พรรคประชาธิปัตย์มีกำเนิดจาก “แรงริษยา” คือต้องการแข่งอำนาจวาสนากับผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ท่านหนึ่ง คือนายปรีดี พนมยงค์ ที่เป็นผู้นำคนสำคัญของคณะราษฎร ที่ขึ้นมามีอำนาจภายหลังจากที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้นำคณะราษฎรในฝ่ายทหารเสื่อมอำนาจลงภายหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งใน พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นได้

 

พรรคสหชีพกับพรรคแนวรัฐธรรมนูญที่มี ส.ส.เสียงข้างมากได้ร่วมกันเสนอชื่อนายปรีดีขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี นักการเมืองที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับนายปรีดีจึงได้รวมตัวกันตั้งเป็นพรรคประชาธิปัตย์ โดยเสนอนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคขึ้นชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นด้วย แต่ก็พ่ายแพ้ จึงต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านมาตั้งแต่ พ.ศ.นั้น


 

ความจริงแล้วในยุคที่ทหารครองเมืองระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ และก็มีการเลือกตั้งอีกหลายครั้งในช่วงนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้รับเชิญให้ไปร่วมรัฐบาลอยู่บ้าง แต่บทบาทที่โดดเด่นที่สุดก็คือการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะมี ส.ส.ฝีปากกล้าเกิดขึ้นมากมาตั้งแต่ยุคนั้น

 

จนกระทั่งหมดยุคของนายควงภายหลังการเลือกตั้งในปี ๒๕๐๐ แล้วทหารก็ครองเมืองต่อมาอีกจนมีการเลือกตั้งใน พ.ศ. ๒๕๑๒ ที่เป็น “ยุคคนเลือดใหม่” ของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้มีบุญหยักศักดิ์ใหญ่อีกคนหนึ่ง เพราะเป็นอดีตผู้นำของขบวนการเสรีไทย ที่ช่วยกอบกู้ไทยไม่ให้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่ประคับประคองพรรคมาได้เพียงอีกแค่ไม่กี่ปี

 

ภายหลังยึดอำนาจของทหารในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พรรคนี้ก็ระส่ำระสายหนักมาก แม้แต่หัวหน้าพรรคก็หาคนมาเป็นได้ยากลำบาก คือต้องไปเอาอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร คือพันเอกถนัด คอมันตร์ มาเป็นหัวหน้าพรรคในการเลือกตั้งปี ๒๕๒๒ และในปี ๒๕๒๖ ก็เปลี่ยนมาเป็นนายพิชัย รัตตกุล แต่ใน พ.ศ. ๒๕๒๙ พรรคประชาธิปัตย์ก็แตกเป็นกลุ่ม “๑๐ มกรา” ที่นำโดยนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ขึ้นอีกกลุ่มหนึ่ง

 

กระทั่งในปี ๒๕๓๔ พรรคประชาธิปัตย์จึงเข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้ง ภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย ต่อมาจนถึงยุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี ๒๕๔๘ ที่พยายามจะมีการสร้าง “ประชาธิปัตย์ใหม่” ให้เกิดขึ้น แต่ก็ด้วย “ปัญหาเดิมๆ” ภายในพรรค ทำให้พรรคไม่สามารถพัฒนาไปได้ตามที่สมาชิกรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งคาดหวัง และแตกร้าวเรื่อยมาจนถึงยุคของนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์นี้

 

“ปัญหาเดิมๆ” ของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ “การสร้างแบรนด์” ของพรรคที่ยากแก่การปรับเปลี่ยนความจดจำของผู้เลือกตั้ง เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีกำเนิดมาจากการต่อสู้เผด็จการ ตั้งแต่ยุคที่ต่อสู้กับนายปรีดีที่คนยุคนั้นเชื่อว่าเป็น “เผด็จการพลเรือนทางรัฐสภา” แบรนด์นี้ได้ถูกใจผู้เลือกตั้งในภาคใต้จำนวนมาก ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งในภาคใต้มาอย่างท่วมท้นโดยตลอด ร่วมกับที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงบทบาทต่อต้านเผด็จการทหารมาตั้งแต่ยุคท้ายๆ ของจอมพล ป. ยุคจอมพลสฤษดิ์ และยุคจอมพลถนอม

 

กระทั่งเป็นแบรนด์ว่าเป็นพรรคที่ “ต่อสู้กับเผด็จการ” แต่ว่าการเมืองภายหลัง พ.ศ. ๒๕๔๙ บริบทของทางการเมืองไทยได้เปลี่ยนไป ทำให้พรรคประชาธิปัตย์พยายามที่จะปรับตัว ให้เข้ากับการแข่งขันในระบบการเมืองสมัยใหม่ โดยเฉพาะในสิ่งที่เรียกว่า “การแย่งชิงความนิยมทางการเมือง” ที่ประชาธิปัตย์มีความสับสนทางความคิดในหมู่สมาชิกและผู้บริหารของพรรคนั้นเป็นอย่างมาก เพราะเกิดมีแนวคิดเก่าๆ กับแนวคิดใหม่ๆ ผสมกันอยู่อย่างยุ่งเหยิงทั้งภายในและภายนอกพรรค จนขาดความเด่นชัดในอุดมการณ์ และกำลังจะล่มจมไปกับการเมืองน้ำเน่าที่มีผู้ชักนำให้เข้าไปร่วมเป็นรัฐบาล จนอาจจะมองไปได้ว่าเป็นพรรคที่ “มองไม่เห็นอนาคต”

 

ที่สุดพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดนี้อาจจะ “ล่มหายไป” พร้อมกับเรือเหล็กผุๆ นี้ก็ได้



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน