Columnist

ความเหมือนและความต่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย-สวีเดน (ตอนที่สี่)

30 มกราคม 2020 เวลา 8:30
ความเหมือนและความต่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย-สวีเดน (ตอนที่สี่)
เปิดอ่าน 547

ทำไมการเข้าจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ถึงในวังจึงเป็นไปได้โดยไม่เกิดการเสียเลือดเนื้อ

 

คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองทั้งของสวีเดนและของไทยใช้วิธีการคล้ายๆกันในการเปลี่ยนแปลงการปกครองยึดอำนาจจากกษัตริย์  คณะผู้ก่อการของสวีเดนที่เป็นรู้จักกันในนามของ “คณะบุคคล ค.ศ. 1809” (1809 års män) ใช้วิธีการบุกเข้าจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ 

 

ส่วนของบ้านเราก็แน่นอนก็คือ คณะราษฎร ที่ตอนแรกก็จะทำแบบสวีเดน คือบุกเข้าจับกุมพระมหากษัตริย์ แต่คิดแล้วไม่ปลอดภัย อาจล้มเหลว เลยเปลี่ยนมาเป็นแผนจับกุมตัว “พระบรมวงศานุวงศ์” เป็นตัวประกันแทน  และเป้าหมายคือ พระองค์กรมพระนครสวรรค์วรพินิต                                                                                                                      

 

การจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่เกิดขึ้นภายใต้การนำของนายพล Carl Johan Adlercreutz  ด้วยในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  Adlercreutz เห็นว่าสวีเดนอยู่ในภาวะวิกฤตที่พระเจ้ากุสตาฟที่สี่ตัดสินพระราชหฤทัยเปิดศึกสงครามรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางตะวันตกกับเดนมาร์ก-นอร์เวย์ ทางตะวันออกกับรัสเซียในฟินแลนด์ และทางใต้กับฝรั่งเศส ในฐานะที่เขาเป็นนายทหารระดับสูง เขาเห็นว่าสิ่งที่จะช่วยให้สวีเดนรอดจากความหายนะได้คือ การยุติสงคราม

 

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เขาได้รับข้อมูลในกุรงสตอคโฮล์มว่า มีนายทหารจำนวนหนึ่งที่คิดจะถอดพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ ด้วยเห็นว่าสวีเดนไม่มีหนทางอื่นใดที่จะยุติสงครามได้ ตราบเท่าที่สวีเดนยังมีพระองค์เป็นกษัตริย์อยู่ เพราะแม้ว่าจะมีรัฐสภาที่พยายามจะส่งเสียงคัดค้านนโยบายต่างประเทศของพระองค์ แต่การประชุมรัฐสภาจะเกิดขึ้นได้ก็จากการเรียกประชุมสภาโดยยกษัตริย์เท่านั้น  ซึ่งพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ก็ทรงละเลยที่จะให้มีการประชุมสภา                                                              

ผู้ที่เป็นตัวกลางประสานระหว่างนายทหารเหล่านั้นกับ Adlercreutz ก็คือ นายพันตรี M. Björnstjerna โดยเขาเหล่านั้นต้องการจะให้ Adlercreutz เป็นผู้นำในการก่อการ แต่เบื้องต้น Adlercreutz ระมัดระวังตัวและหลังจากที่ได้ประสานตรวจสอบข้อมูลจากข้าราชการพลเรือนอาวุโสจำนวนหนึ่งแล้ว Adlercreutz ก็ปฏิเสธที่จะเป็นผู้นำให้แก่กลุ่มนายทหารเหล่านั้น

 

 




 

แม้ว่าต่อมาเขาจะได้รับทราบถึงการตัดสินใจก่อการปฏิวัติของนายพันโท Adlersparre ที่เคลื่อนกำลังพลจากชายแดนตะวันตกมุ่งสู่กรุงสตอคโฮล์ม แต่ Adlercreutz ก็ยังลังเลที่จะทำการใดๆ  และเมื่อพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ทรงล่วงรู้ถึงการก่อการของ Adlersparre  และทรงมีแผนที่จะเสด็จออกจากสตอคโฮล์มไปยัง Skane ที่อยู่ทางใต้สวีเดนเพื่อไปตั้งหลักเตรียมกองกำลังต่อต้านฝ่ายกบฏ 

 

เพราะที่นั่นมีนายพล J.C. Toll บัญชาการอยู่ ซึ่ง Toll เป็นนายทหารที่จงรักภักดีต่อพระองค์และรับใช้ราชบัลลังก์มาตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้ากุสตาฟที่สาม พระราชบิดาของพระองค์ และเมื่อ Adlercreutz ทราบถึงแผนการตอบโต้ของพระเจ้ากุสตาฟที่สี่  เขาจึงตัดสินใจในวินาทีสุดท้ายที่จะจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่  ทำให้การบุกเข้าจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ในตอนเช้าของวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1809 เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยกะทันหันเฉพาะหน้ามากกว่าที่จะมีการวางแผนล่วงหน้าไว้ก่อน

 

จะเป็นด้วยเหตุผลที่ว่า เขายังเป็นนายทหารที่มีความจงรักภักดีต่อกษัตริย์อยู่มาก และอย่างที่กล่าวไปในตอนก่อนๆว่า นักวิชาการส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า การที่ Adlercreutz ตัดสินใจเป็นผู้นำในการจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ ก็เพราะเขาไม่ต้องการให้ทหารสวีเดนรบกันเอง อันจะทำให้เกิดสงครามกลางเมืองและสุ่มเสี่ยงที่จะเปิดโอกาสให้ข้าศึกต่างชาติเข้ามาแทรกแซงสวีเดนได้ 

 

แต่ก็มีนักวิชาการอีกฝั่งหนึ่งเชื่อว่า การจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่เป็นแผนการช่วงชิงการนำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากฝ่ายนายพันโท Adlersparre ที่อาจจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง        

                                                                                                                

ในคืนวันที่ 12 มีนาคม ได้มีการประชุมหารือกันระหว่างบุคคลผู้ก่อการภายใต้การนำของ Adlercreutz โดยตกลงนัดหมายที่จะไปพบกันที่วังในเช้าวันรุ่งขึ้น  โดยมีคณะบุคคลจำนวนหกคนภายใต้การนำของ Adlercreutz ได้แก่ จอมพล Wilhelm Maurritz Klingspor  นายพล Isaac Lars Silfversparre นายพล Stromfelt นายพันตรี Von Otter  เคานต์ GyldenStolpe และเคานต์ Ugglas   Adlercreutz เป็นใคร ?

 

ทำไมนายทหารที่คิดจะถอดพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ถึงต้องการให้เขาเป็นผู้นำการก่อการ และทำไมตอนแรก เขาถึงลังเลและปฏิเสธ ?                                                                                                                  

Adlercreutz มีชื่อเต็มว่า Carl Johan Adlercreutz (ค.ศ. 1757-1815) อายุ 52 ปีตอนเข้ายึดอำนาจ เป็นชาวสวีเดนเชื้อสายฟินแลนด์ เกิดที่ฟินแลนด์ในตระกูลฐานันดรอภิชน และเข้ารับราชการเป็นทหารตั้งแต่อายุ 13 ปีในกองพลน้อยทหารม้าอาวุธเบา ศึกษาทฤษฎีการทหารที่สตอคโฮล์ม และเขาได้อยู่ในกองกำลังในขณะที่ Gustav III ทำรัฐประหารยึดอำนาจในปี ค.ศ. 1772 

 

ปี ค.ศ. 1777 เขาได้เข้าร่วมในกองพลน้อย Savolax เพื่อปกป้องชายแดนฟินแลนด์ต่อการรุกรานของรัสเซีย  และในสงครามระหว่างรัสเซีย-สวีเดน ค.ศ. 1788-1790 เขาได้เป็นทหารที่ปฏิบัติการการรบโดดเด่น ได้รับเลื่อนยศเป็นพันตรีในปี ค.ศ. 1791 และเป็นผู้บัญชาการกองทหาร ในปี ค.ศ. 1792 ในช่วงกบฏ “Anjala” ที่ขัดคำสั่งพระเจ้ากุสตาฟที่สาม เขายังคงเป็นทหารที่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ และยืนหยัดต่อสู้ในสงครามกับรัสเซีย และต่อมาเขาได้มีส่วนในการพิพากษาต่อกลุ่มผู้สมคบคิดก่อการกบฏ “Anjala”  ด้วย  

 

จากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารบังคับบัญชากองทหารม้า และจากการพ่ายแพ้ในสงครามฟินแลนด์ในปี ค.ศ. 1808 ส่งผลให้ที่ดินทรัพย์สินของเขาในฟินแลนด์ถูกยึดโดยฝ่ายรัสเซีย                                                                                                                                              

 

ส่วนบุคคลในคณะก็มีประวัติที่น่าสนใจ Wilhelm Maurritz Klingspor อายุ 65 ปี ผ่านศึกสงครามมามากมาย เคยดำรงตำแหน่งในราชสำนักรับใช้พระเจ้ากุสตาฟที่สาม เป็นนายพลคุมกองกำลังในฟินแลนด์ ได้รับมอบหมายงานด้านการทูตในรัสเซียด้วย 

 

ตอนที่เขาอายุได้ 63 เกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับสวีเดน โดยรัสเซียได้โจมตีสวีเดนโดยไม่มีการประกาศสงคราม ทำให้เขาต้องเดินทางกลับจากรัสเซียทันที และเข้าบัญชาการการรบในฟินแลนด์ ได้มีการระดมกองกำลังและเตรียมเข้าสู่สงคราม  แต่เขากลับไม่สามารถทำตามแผนได้ จนทำให้สวีเดนต้องพ่ายแพ้ ส่งผลให้เขาต้องพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการ                                                      

 


 

Isaac Lars Silfversparre มีอายุ 56 ปี มาจากตระกูลอภิชน เป็นนายพลทหารสวีเดนและเป็นนักดนตรีไวโอลินสมัครเล่น และได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของ the Royal Musical Academy ในปี ค.ศ. 1772  และดำรงตำแหน่งประธานของ Academy ตั้งแต่ ค.ศ. 1800-1801 และได้เป็นสมาชิกของ the Royal Academy of War Sciences ในปี ค.ศ. 1810   

 

ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับ Count Ugglas เขามีชื่อเต็มว่า Samuel af Ugglas  อายุ 59 ปีในปี ค.ศ. 1809  เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัย Uppsala ในปี ค.ศ. 1769 และในปี ค.ศ. 1772  พระเจ้ากุสตาฟที่สามได้ทรงแต่งตั้งเขาให้เป็นอภิชนและให้ดำรงตำแหน่งหนึ่งในผู้ปกครองสูงสุด และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันทรงเกียรติในปี ค.ศ. 1796 และในปี ค.ศ. 1799  และได้เป็นที่ปรึกษาให้พระเจ้ากุสตาฟที่สี่ ในปี ค.ศ. 1800   และข้อมูลเกี่ยวกับเขาก็มีเพียงเท่านี้            

 

ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับนายพันตรี Von Otter กล่าวเพียงว่าเขาเป็นนายทหารใต้บังคับบัญชาของนายพล Adlercreutz และร่วมรบในศึกระหว่างสวีเดนกับรัสเซียในช่วงสงครามในฟินแลนด์ระหว่าง ค.ศ. 1808-1809                                                                  

 

จากประวัติของบุคคลที่เป็นระดับผู้นำในกลุ่มนี้ เราก็พอจะเดาได้ว่าทำไมการเข้าจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ถึงในวังจึงเป็นไปได้โดยไม่เกิดการเสียเลือดเนื้อ       

 

นั่นคือ Adlercreutz เป็นนายทหารที่มีประวัติจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมืองและเป็นคนของพระเจ้ากุสตาฟที่สาม อีกทั้งบุคคลอื่นๆในกลุ่มก็ล้วนแต่เป็นนายทหารหรือข้าราชการที่อยู่วงในใกล้ชิดกษัตริย์  และที่สำคัญคือ ในช่วงที่มีข่าวลือเกี่ยวกับกระแสการปฏิวัติ  บุคคลที่พระเจ้ากุสตาฟที่สี่ทรงเรียกให้มาเข้าเฝ้าเพื่อปรึกษาความราชการอย่างเร่งด่วนก็คือ นายพล Adlercreutz และจอมพล Klingspor  และเมื่อเขาทั้งสองพาคนอีกสี่คนเข้าไปในวังในเช้าวันที่ 13 มีนาคม จึงไม่มีใครสงสัยคาดคิดได้เลยว่า คนเหล่านี้จะมาจับกุมตัวกษัตริย์ยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครอง !  

 

และแผนของคณะราษฎรในการส่งคนเข้าไปจับกุมตัวกรมพระนครสวรรค์วรพินิตก็ไม่แตกต่างกัน ดังจะได้กล่าวในตอนต่อไป

 

Adlercreutz

Adlercreutz  

 

ภาพวาดการบุกจับกุมตัว Gustav IV ในวัง

ภาพวาดการบุกจับกุมตัว Gustav IV ในวัง

 

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน