Columnist

ตัด”อวัยวะ”เพื่อรักษางบประมาณ

22 มกราคม 2020 เวลา 22:42
ตัด”อวัยวะ”เพื่อรักษางบประมาณ
เปิดอ่าน 4,536

การเสียบบัตรแทนของสองส.ส.หวังผลให้พรรคภูมิใจไทยต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

ถึงป่านนี้ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563  จำนวน 3.2 ล้านล้านบาทเพื่อนำไปใช้จ่ายพัฒนาประเทศด้านต่างๆ จะประกาศออกมาบังคับใช้ได้เมื่อใด เห็นทีต้องลุ้นกันตัวโก่งอีกระลอก

       

เป็นที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้ งบประมาณปี 63 มีผลบังคับใช้ล่าช้ากว่ากำหนด อันเนื่องจากมาจากการจัดเลือกตั้งที่ผ่านมา กว่าได้ส.ส. ตั้งรัฐบาล แถลงนโยบายรัฐบาล ลากกันมาถึงมิ.ย.ปี 62  จึงมีการเสนอร่างกม.งบประมาณ 63 เข้าสภาพิจารณา  เรียกว่าล่วงเลยเกินกรอบเวลาปฏิทินงบประมาณ 

 

ผ่านมาสี่เดือนตามปฏิทินงบประมาณ  รัฐบาลต้องหยิบยืมบประมาณของปี 62 มาใช้จ่ายบริหารประเทศกันอยู่เลย  

 

ซ้ำร้ายกว่านั้น รัฐบาลอาจต้องหยิบยืมใช้งบปี 62 ลากยาวออกไปอีก เมื่อ”สายสืบตาดี”อย่าง นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ตรวจพบ ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยถึงสองราย กระทำการเสียบบัตรแทนกันระหว่างการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระสาม

 

ทั้งสองไม่ได้อยู่ในสภา รายแรก คือ ฉลอง เทิอดวีระพงศ์  ส.ส. เขต 2 พัทลุง ปรากฎตัวในงานวันเด็กแห่งชาติที่จ.พัทลุง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการลงมติ  รายที่สอง นาที รัชกิจประการ เธอแยกแบ่งร่างไปโผล่เมืองจีนในห้วงเวลาลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณเช่นเดียวกัน

      



 

ข้อกล่าวหาของอดีตส.ส.นอกสภาจากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการตอกย้ำ เมื่อ ชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ สั่งให้เลขาธิการสภาฯตรวจสอบซึ่งรายงานมาแล้วว่ามีการเสียบบัตรแทนกันจริง คราวนี้จากเรื่องเล็กบานปลายเป็นเรื่องใหญ่  

 

การนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องมีการตรวจสอบครบถ้วนสมบูรณ์เรียบร้อย โดยเฉพาะร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดินเสียด้วย  อีกทั้งเมื่อปรากฎข้อเท็จจริงเข้ามาอีกว่ามีการเสียบบัตรแทนกัน ย่อมทำให้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้

        

กรณีการเสียบบัตรแทนกันไม่ใช่ครั้งแรกของสภาไทย  เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตและส่งผลร้ายแรงตามมาชนิดที่ว่า สมควรเป็นบทเรียนให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรกระทำอีกแต่ไม่วายยังมีผู้หาญกล้ากระทำการท้าทายกฎหมาย

  

…สถิตย์  ธรรม… จำความได้ว่า ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยสร้างวีรกรรมทางการเมืองด้วยการเสียบบัตรแทนกันต่อร่างกม.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทจนมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ โดยวินิจฉัยให้ร่างกม.ฉบับดังกล่าวมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและให้มีอันตกไป

 

ย้อนกลับไปอีกเคยมีการเอาผิดคนกระทำการเสียบบัตรแทนกันกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาสว. ถูกร้องผ่านป.ป.ช.ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

เหตุการณ์ครั้งนั้นกำลังตามมาหลอกหลอนในรัฐบาลยุคพล.อ.ประยุทธ์   เพราะในเมื่อมีการลงมติไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องมีการเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยซึ่งล่าสุด วิรัช รัตนเศรษฐ์ ประธานวิปรัฐบาล เตรียมเสนอให้ประธานสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

 

เป็นประการฉนี้ เกิดคำถามชวนลุ้นระทึก ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะมีอันเป็นโมฆะหรือไม่ ในเมื่อเคยมีแนวคำวินิจฉัยจากอดีต  

 

แต่ช้าก่อนมือกฎหมายเตรียมหาทางออกรับมือกันไว้แล้ว ไม่ว่าเป็นเนติบริกร วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แจกแจงว่าเป็นเคสแตกต่างกัน  หรือแม้แต่ มือตรวจสอบนอกสภาอย่างนิพิฎฐ์  เสนอว่า พรรคภูมิใจไทยต้องยอมตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกาย

        

การตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกายในทีนี้ คือ ส.ส.ภูมิใจไทยทั้งสองรายต้องยอมสารภาพไม่ได้ลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณมาตราใดบ้างเพื่อเปิดทางสะดวกในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าเป็นทางออกดีที่สุด

       

แต่การยอมสารภาพ ไม่ต่างกับ “กระทำความผิดสำเร็จ”  ทำให้ทั้งสองต้องเผชิญดาบสองตามมานั่นคือ ความผิดส่วนตน ซึ่งจะถูกดำเนินคดีอาญา ก็ว่ากันไป  ขณะเดียวกัน อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภท. ออกมาประกาศแล้ว  สมาชิกส.ส.ต้องให้ความสำคัญกับสภา 

      

เมื่อกระทำการผิดข้อบังคับ สร้างความเสื่อมเสียต่อสภาต้องมีการหวดกันบ้าง  โดยพรรคได้มีการตั้งกรรมการสอบสวน  ส่วนโทษจะเป็นระดับไหน  ตั้งแต่ตักเตือนจนขับออกจากสมาชิกพรรค  นี่หล่ะเป็นเรื่องต้องวัดใจพรรคภูมิใจไทยจะลงโทษหรือไม่

 

ดูจะเป็นแนวทางที่”นิพิฎฐ์”ลุ้นให้เป็นแบบนั้นเสียด้วย ในเมื่อส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกัน คือส.ส.จากจังหวัดพัทลุง พื้นที่เดียวกันที่ทำให้ นิพิฎฐ์ ต้องพ่ายแพ้ไม่สามารถเข้ามานั่งในสภา  นั่นคือการหวังผลทางการเมือง ตามสไตล์พวกกัดไม่ปล่อย 

 

แต่ที่ชัวร์สุด งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะออกมาบังคับใช้เมื่อไหร่ถูกยื้ดเยื้อออกไปแล้ว   

 

 

 

      


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน