Columnist

คนในอยากออก คนนอกไม่อยากเข้า

16 มกราคม 2020 เวลา 12:21
คนในอยากออก คนนอกไม่อยากเข้า
เปิดอ่าน 1,111

พรรคที่มีอายุยืนยาวเคยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งได้ส.ส.ถล่มทลายแต่มาวันนี้...

           

ไล่เลียงบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายแหล่ที่มีอายุยืนยาวสมควรยกให้เป็น”สถาบันทางการเมือง”  ก็ดูไม่มีพรรคการเมืองไหนเทียบได้กับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นับตั้งแต่ก่อตั้งโดยควง  อภัยวงษ์ เมื่อ 6 เม.ย.2448  จนมาถึงป่านนี้ ราว 73 ปีเข้าไปแล้ว  

 

คนเก่าคนแก่ แม้แต่สื่อมวลชน มักเรียกกันติดปาก  “พรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม” เพราะมีการนำองค์พระแม่ธรณีบีบมวยผม มาประดิษฐสถานไว้บริเวณหน้าที่ทำการพรรค ใครผ่านไปผ่านมายกมือกราบไหว้ให้การสักการะ

 

ตามความเชื่อของคนไทยมาแต่โบร่ำโบราณ  แม่พระธรณี เปรียบเหมือนเทพผู้คุ้มครองแผ่นดินให้มีความสงบสุขร่มเย็น ด้วยความเป็นพรรคการเมืองต้องการความยึดโยงจิตใจให้คนที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์เดียวกันได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข  ทว่านับตั้งแต่บุคคลสำคัญๆทยอยลาออกชักไม่แน่ใจว่าพรรคจะมีความสงบสุขอยู่หรือเปล่า   

             

 



 

นักการเมืองคนแล้วคนเล่าเติบโตจากพรรคการเมืองแห่งนี้ เป็นพรรคที่ประสบความสำเร็จในการได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่ครองความนิยมประชาชนมาอย่างยาวนาน ถึงกับกล่าวกันว่า ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้   

 

บุคคลากรของพรรค ล้วนมีชื่อเสียงมากความสามารถ  แม่นกฎหมายมีหลักการ เก่งตรวจสอบ  จึงประสบความสำเร็จในงานด้านนิติบัญญัติและบริหาร  ไต่เต้าไปเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ ก็มากมาย 

 

ขณะที่หลายท่านล่วงลับกันไป  หลายท่านดำรงอยู่เป็นปูชนียบุคคล เมื่อถึงวันวันครบรอบก่อตั้งพรรค  จึงมีการชุมนุมของอาวุโสทางการเมืองมากหน้าหลายตา บ้างก็มาสนทนาแลกเปลี่ยนปัญหาบ้านเมือง  บ้างก็ออกมาให้คำปรึกษาชี้แนะ การสร้างพรรคให้ยืนหยัดยาวนาน ถึงได้บอก นี่จึงเป็นสถาบันทางการเมืองไปแล้ว  

           

แต่การยกระดับให้เป็นสถาบันทางการเมือง ก็เคยมีเหตุการณ์เกือบล่มสลายหายไปจากสารบบพรรค  เห็นเป็นช่วงการต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นมาใหม่อย่างพรรคไทยรักไทยของทักษิณ   ชินวัตร  ตอนนั้นรัฐธรรมนูญมีการบัญญัติกม.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและมีบทลงโทษเกี่ยวกับการยุบพรรค ปรากฎว่า มีการหาช่องทางฟ้องร้องกันไปมาถึงขั้นให้ยุบพรรค

           

ประชาธิปัตย์ก็ติดบ่วงแห่งคำร้องแต่ในที่สุดรอดสันดอนชนิดคอการเมืองเป่าปากโล่งใจ สามารถรักษาสภาพพรรคให้ยืนหยัดอยู่ต่อไปได้ ฝ่ายร้องให้ยุบพรรคก็ไม่พอใจจึงให้ฉายาเป็น”พรรคแมลงสาป” แบบว่า เกิดง่ายตายยากอะไรทำนองนั้น  

              

 

ทว่ามาถึงพ.ศ.นี้ มีอะไรต่อมิอะไรอยู่เหนือขอบเขตการควบคุม  ทั้งการเกิดขึ้นใหม่ของพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งกฎกติกาตามรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนไป  ทั้งการต้องเป็นผู้นำให้ทันเทคโนโลยีการสื่อสารที่มากกว่าการเป็นผู้ตามเพื่อช่วงชิงพื้นที่ทางการเมืองแบบเดิมๆ    

 

ลำพังการเอ่ยอ้างยึดมั่นอุดมการณ์ทางการเมืองจึงดูเป็นแค่คำพูดหล่อๆ แต่ไม่สามารถนำมาสร้างความรักและศรัทธาพรรคการเมืองให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ 

               

พรรคการเมืองจึงตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกับอาคารหอพักให้เช่าชั่วครั้งชั่วคราว 

 

พรรคการเมืองจึงเป็นเพียงโลโก้ประทับติดหน้าอกเสื้อของนักการเมืองให้รู้ว่าเป็นคนมีสังกัดให้ถูกต้องตามกรอบกติกากฎหมายรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง 

 

ไม่ใช่ภาพของสถาบันทางการเมืองให้มั่นคงแข็งแรงเหมือนคนรุ่นก่อนๆเคยทำไว้

 

“ถือเป็นสัจธรรม ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน สรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่จะมาช้าหรือเร็ว”

         

หากแต่สัญญาณสั่นไหว เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านหัวหน้าพรรคจาก”บัญญัติ   บรรทัดฐาน” มาเป็น”อภิสิทธิ์   เวชชาชีวะ”กอปรกับแกนนำพรรคบางส่วนออกไปเคลื่อนไหวนอกสภาขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในนามมวลมหาประชาชน ความไม่เป็นเอกภาพต่างคนต่างเคลื่อนไหว มองหลักการประชาธิปไตยไปคนละแบบ

         

กระทั่งมาถึงการเลือกตั้งเมื่อเดือนมี.ค.ปีที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของหัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ ต้องพ่ายแพ้หมดรูปในสนามเลือกตั้งเขตกทม. และประกาศแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก จนมีการเปิดแข่งขันชิงหัวหน้าพรรคคนใหม่โดยจุรินทร์   ลักษณะวิศิษฎ์ ได้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

           

ขณะที่ผู้เข้าแข่งขันชิงตำแหน่งอย่าง  พีระพันธ์ุ  สาลีรัฐวิภาค   กรณ์ จาติกวณิช  ลาออกจากพรรคไปแล้วและมีรายอื่นตามมาอีกอย่างเช่น อรรถวิชช์  สุวรรณภักดี ที่มีข่าวจะจับมือ”กรณ์” ตั้งพรรคการเมืองใหม่ 

           

หรือนึกถึงคนเก่าแก่กว่านั้นคงต้องเป็น สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำมวลมหาประชาชน เคยเคียงบ่าเคียงไหล่ ชวน หลีกภัย  อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแต่ก็ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับพรรครวมพลังประชาชาติไทยโดยมีอดีตส.ส.ปชป.ร่วมด้วย โดยเฉพาะในรายของหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม เพิ่งลาออกจากปชป.มาเมื่อไม่นานนี้ ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน”ลัทธิชังชาติ”ในปัจจุบัน

         

จึงต้องกลับไปที่คำกล่าวข้างต้น “พรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม " จะกลับคืนสู่ความยั่งยืนสมกับความเป็นสถาบันการเมืองได้หรือไม่ “  

            

นับตั้งแต่ " จุรินทร์" ขึ้นมาเป็นแม่ทัพ ต่อบทบาทหน้าที่บริหารพรรค มีความพยายามรีแบรนด์ปชป.สร้างคนรุ่นใหม่  จะเป็นทีมอเวนเจอร์  ยุวประชาธิปัตย์หรืออะไรก็ตาม พร้อมไปกับการบริหารบ้านเมืองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล  ก็ยังไม่ตอบโจทย์ เหตุใดคนในอยากออกคนนอกไม่อยากเข้า!?!


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน