Columnist

ประเมินการแถลงนโยบายรัฐบาล

31 กรกฎาคม 2019

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

การแถลงนโยบายรัฐบาลในรัฐสภา และการถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้ติดตามชมตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการศึกษาทางการเมืองของสังคม ประชาชนได้ทราบว่ารัฐบาลมีเจตจำนงค์และแนวทางอย่างไรในการบริหารบ้านเมือง  และได้รับรู้ถึงความคิดและบทบาทต่าง ๆ ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับประเมินและตัดสินใจทางการเมืองในอนาคตต่อไป

                        บรรยากาศโดยรวมของการแถลงเป็นไปค่อนข้างราบรื่น แม้ว่าบางช่วงมีความตึงเครียดบ้างก็ตาม  ฝ่ายรัฐบาล การแถลงของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาขลุกขลักบ้างในช่วงแรก เพราะใช้อภิปรายการอ่านตามเนื้อหาในเอกสาร  ครั้นถูกท้วงติงปรับวิธีการ ทว่าดูเหมือนพลเอกประยุทธ์ ไม่ได้เตรียมตัวหรือซ้อมอ่าน  มาก่อน เพราะอ่านเร็ว ข้าม และผิดหลายตอนด้วยกัน   แทนที่จะอ่านอย่างช้า ๆ ชัด ๆ ถูกต้องและครบถ้วนเพื่อให้ประชาชนที่รับฟังๆได้มีโอกาสซึมซับ รับ และย่อยข้อมูลข่าวสารได้

การชี้แจงประเด็นที่ฝ่ายค้านวิจารณ์ ส่วนใหญ่เน้นเรื่องราวที่ทำมาในอดีต และย้ำถึงความเหนื่อยยากในการแก้ปัญหา มากกว่าขยายความเพิ่มเติมแนวทางนามธรรมของนโยบายเพื่อให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น  พยายามหลีกเลี่ยงการระบุเป้าหมาย เป้าเวลา และวิธีการหลักของนโยบาย และโดยอ้างว่าเป็นเรื่องของหน่วยงานราชการที่ต้องดำเนินการต่อไปตามแบบแผนของการบริหารราชการ

        การพูดในลักษณะดังกล่าวมีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่ไม่ถูกเสียทั้งหมด เพราะว่ารัฐบาลที่มีจากการเลือกตั้งนั้น อย่างน้อยต้องแถลงนโยบายหลักที่ใช้ในการหาเสียงอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง  เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่า สิ่งที่สัญญาไว้ในช่วงหาเสียงจะถูกนำไปปฏิบัติจริง   แต่อาจเป็นเพราะว่าพลเอกประยุทธ์ มิได้สังกัดพรรคการเมืองจึงไม่ให้ความสำคัญกับส่วนนี้มากนัก และทำตามแบบแผนเดิมของระบบราชการดังที่ผ่านมา

                 อีกเรื่องที่พลเอกประยุทธ์แสดงออกไม่ค่อยเหมาะสมนัก คือการใช้ภาษา การควบคุมอารมณ์ น้ำเสียงและท่วงทำนองในการสื่อสาร  พลเอกประยุทธ์อาจลืมไปว่าสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมิใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง  มิใช่กลุ่มบุคคลที่ตนเองใช้อำนาจแต่งตั้งมา  ดังนั้นการอภิปรายเชิงการสั่งสอนหรือตำหนิดังที่เคยชิน ไม่ควรนำมาใช้ในรัฐสภายุคปัจจุบันอีกต่อไป เพราะนอกจากเป็นการยกตนข่มท่านแล้ว ยังสะท้อนบุคลิกภาพแบบอำนาจนิยม ซึ่งไม่สอดคล้องกับรูปแบบภาวะผู้นำในระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย              

            ด้านฝ่ายค้าน  ส.ส.บางพรรคแสดงบทบาทได้ดี แต่บางพรรคก็ยังไม่ดี  ส.ส.ที่แสดงบทบาทได้ดี ทั้งในแง่ของการเตรียมตัว การนำเสนอความคิด การวิเคราะห์ การชี้ปัญหา การนำเสนอแนะทางเลือกเชิงนโยบายแก่รัฐบาล รวมทั้งมีการใช้ภาษา ถ้อยคำ น้ำเสียง และท่วงทำนองที่สุภาพเหมาะสม ส่วนใหญ่จะเป็นส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำให้เราพอเห็นแสงสว่างของการปฏิรูปการเมืองอยู่บ้าง

          ส่วน ส.ส. ที่แสดงบทบาทไม่ดี ใช้ท่วงทำนองแบบเดิม ๆ ใช้ภาษาเสียดสี มีถ้อยคำไม่เหมาะสม มุ่งวิจารณ์เรื่องตัว และเน้นเล่นเกมการเมืองเพื่อเอาชนะหรือทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายตรงข้าม  ส่วนใหญ่เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย และเสรีรวมไทย  ซึ่งควรกลับไปทบทวนและปรับปรุงตนเองเสียใหม่ มิฉะนั้นบทบาทและการยอมรับจากสังคมก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ

          ด้านส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและวุฒิสมาชิกมีบางคนที่มีความคิดและพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างจากเดิม มีการกล่าวคำพูดที่แสดงถึงความล้าหลังทางความคิดและกิริยาที่ไม่เหมาะสมออกมา  ซึ่งก็ควรปรับปรุงเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม  ส.ว.ที่พูดดี ความคิดดีและเสนอทางเลือกเชิงนโยบายแก่รัฐบาลก็มีให้เห็นอยู่บ้าง แม้ว่าไม่มากนัก

       ประธานรัฐสภา คุณชวน หลีกภัยนั้น ทำหน้าที่และแสดงบทบาทได้ดีมาก ทั้งในแง่การควบคุมการประชุมและการวางตัวเป็นกลาง  ขณะที่รองประธานรัฐสภาคงต้องเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์เพิ่มเติมอีกไม่น้อย          

     ผมคิดว่าโดยรวม ๆ แล้ว บรรยากาศการประชุมสภาครั้งนี้ทำให้ประชาชนได้เรียนรู้การเมืองและนโยบายมากขึ้น  และรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาเองก็คงได้เรียนรู้ด้วยเช่นเดียวกัน ผ่านข้อมูลข่าวสารที่เสะท้อนกลับจากประชาชน    และสิ่งที่สำคัญคือ แต่ละฝ่ายควรสรุปบทเรียน และนำมาพัฒนาความคิดและปรับปรุงการกระทำของตนเองในอนาคต เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยไทยให้มีความมั่นคงและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ครับ