Columnist

เมื่อเลือกทำเอง ก็ต้องรับผิดชอบกับผลที่ตามมา

5 กันยายน 2019 เวลา 05:10 น.
เปิดอ่าน 5

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

 

ดูอาการรัฐบาลท่าจะหนักหนาสาหัสไม่น้อย นอกจากไม่สามารถคลายปมปัญหาถวายสัตย์ไม่ครบตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็สร้างปมใหม่ขึ้นมาอีก  ด้วยการออกพระราชกำหนด (พรก.) ที่ส่อแววขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลมิได้ยึดกฎหมายสูงสุดของประเทศเป็นหลักในการบริหารราชการเสียแล้ว

 

เรื่องการถวายสัตย์ไม่ครบ  ฝ่ายค้านพยายามตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี แต่หาได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด  กลับหลีกเลี่ยงไม่ตอบ ปล่อยให้กลายเป็นเรื่องความลับดำมืด  ฝ่ายค้านจึงตัดสินใจใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญยื่นญัติติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ  เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมาตอบในเรื่องนี้  แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีจะมาตอบด้วยตัวเองหรือไม่

 

ในช่วงเวลาที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลพูดคุยเพื่อกำหนดวันอภิปราย  มีการโยนหินถามทางเรื่องการประชุมลับขึ้นมา ซึ่งสร้างความเคลือบแคลงสงสัยต่อพฤติกรรมของรัฐบาลมากขึ้น  คำถามผุดขึ้นมาในใจของประชาชนว่า  เรื่องง่าย ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรี ว่าปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่จะเป็นเรื่องลับได้อย่างไร

 

นายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลสาธารณะ  ประชาชนต้องการทราบคำตอบจากปากนายกรัฐมนตรีว่า ทำไมนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ  เป็นเพราะความเลินล่อ หรือจงใจเจตนา  หรือถูกเจ้าหน้าที่ระดับล่างวางยา   หรือเป็นปัจจัยอื่น ๆ

 

การพยายามจุดประเด็นประชุมลับ เป็นการส่งสัญญาณที่ทำให้ผู้คนคิดและจินตนาการเชื่อมโยงไปสู่ประเด็นอื่น   ยิ่งสร้างความสงสัยแก่ผู้คนว่ารัฐกำลังปกปิดเรื่องอะไรอยู่  หรือ เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อปัดความรับผิดชอบให้ตนเองพ้นจากปมปัญหานั้นไป  โดยส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์บางอย่างออกมาเพื่อปิดปาก ปิดตา และปิดหูประชาชน

 

คนจำนวนมากที่ขาดความกล้าหาญทางจริยธรรม เมื่อทำสิ่งใดผิดพลาด มักจะโทษผู้อื่นหรือสิ่งอื่นเสมอ  และบ่อยครั้งก็แก้ตัวว่าไม่มีทางเลือก   ทั้งที่แท้จริงแล้วมีทางเลือกเสมอ   ขึ้นอยู่กับว่าต้องการผลสืบเนื่องแบบใดจากทางเลือกนั้น    เช่น หากมีคนบอกเราให้ทำสิ่งใดโดยไม่ยึดหลักการหรือกฎหมาย   เราก็ทางเลือกว่าจะทำอย่างที่เขาบอก หรือจะทำโดยยึดหลักการหรือกฎหมาย   ไม่ว่าเราจะเลือกแบบใด เราก็ต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมเพียงพอในการรับผิดชอบผลสืบเนื่องจากการเลือกของเรา 

นอกจากเรื่องถวายสัตย์ฯแล้ว ปัญหาอีกอย่างที่รัฐบาลสร้างขึ้นมาเองคือ  การออก พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองและสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 ให้ชะลอการใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัวที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. 2562 ออกไปอีก 1 ปี  โดยอ้างเหตุผลว่า หน่วยงานที่จะเป็นผู้ปฏิบัติการหรือบังคับการตามกฎหมายยังมีปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับความพร้อมด้านบุคลากรและขั้นตอนการปฏิบัติ

 

การออก พ.ร.ก ฉบับนี้มีความล่อแหลมต่อการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่บัญญัติว่า

 

“ ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ  ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ  พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกําหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้ 

 

การตราพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทําได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้”

 

ตามเหตุผลที่รัฐบาลอ้างสะท้อนว่า เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลและกระทรวงที่รับผิดชอบเอง ที่ไม่ได้จัดเตรียมความพร้อมของหน่วยงานและบุคลากรเพื่อรองรับการนำกฎหมายไปปฏิบัติ  ทั้งที่พ.ร.บ.ฉบับนี้มีกระบวนการจัดทำเป็นเวลายาวนานในยุคของสภานิติบัญญัติ  ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติก็มีส่วนร่วมในกระบวนการร่างด้วย  ดังนั้นย่อมต้องรู้ดีอยู่แล้วว่า ควรเตรียมการอย่างไรบ้างในการปฏิบัติ อีกทั้งยังมีเวลาถึง 90 วันในการเตรียมตัว หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา   

 

แต่กลับไม่ทำอะไรเลย ครั้นจวนตัวก็เลือกวิธีตราพระราชกำหนดเพื่อแก้ไขความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของตนเอง ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับยุค คสช. ที่หากทำอะไรผิดพลาด ก็ใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาเสมอ  เป็นวิธีคิดแบบเดียวกัน ต่างกันก็แต่เครื่องมือทางกฎหมายที่นำมาใช้เท่านั้นเอง 

เป็นที่ประจักษ์ว่า หลังจากจัดตั้งรัฐบาลและบริหารประเทศเพียงไม่กี่เดือน รัฐบาลนี้ก็สร้างปัญหาล่อแหลมต่อการละเมิดรัฐธรรมนูญหลายครั้ง แต่ละเรื่องก็บั่นทอนความเป็นนิติรัฐทั้งสิ้น นอกจากทำให้ความชอบธรรมของรัฐบาลลดลงแล้ว ก็ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อหลักนิติธรรมของสังคมด้วย 

 

 จะแก้ตัวอย่างไร ก็คงฟังไม่ขึ้น  เมื่อตัดสินใจเลือกทำสิ่งใดเอง ก็ต้องรับผลที่ตามมาเอง จะปัดความรับผิดชอบก็คงไม่ได้    เรือเหล็กลำนี้ผุกร่อนเร็วกว่าที่คาด และคงจะแล่นไม่พ้นปากอ่าวเสียแล้ว