Columnist

เลิกพรรค การเมืองแบบเด็กเล่นขายของ

29 สิงหาคม 2019 เวลา 05:06 น.
เปิดอ่าน 1

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

เมื่อโอกาสทางการเมืองเปิดออกที่จะทำให้เข้าสู่อำนาจได้  นักฉวยโอกาสก็ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือดุจบันไดปีนป่ายสู่อำนาจ  พวกเขาคาดหวังว่าจะได้ส.ส.จำนวนมากเพื่อเป็นฐานอำนาจ  ทว่าเมื่อผลเลือกตั้งออกมา หลายคนเกือบตกบันได  ดีที่ผู้รักษากติกาตีความกฎหมายและคิดคะแนนเลือกตั้งเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา  นักฉวยโอกาสบางคนจึงหลุดเข้ามาเป็นส.ส.ได้อย่างหวุดหวิด เพียงหนึ่งเดียวของพรรค

 

มีพรรคการเมืองเสียงเดียวสิบกว่าพรรค   พวกเขาจึงจับกลุ่มรวมกันเพื่อสร้างพลังต่อรอง ประกาศสนับสนุนพรรคใหญ่พรรคหนึ่ง ซึ่งมีพลังอำนาจบางอย่างหนุนหลังให้จัดตั้งรัฐบาล  และโชคดีอย่างยิ่งสำหรับพวกเขา เพราะกลุ่มพรรคที่รวมกันเป็นรัฐบาลนั้นมีเสียงเกินครึ่งเพียงไม่กี่เสียงเท่านั้น   นั่นหมายความว่าเสียงของพรรคเพียงเสียงเดียวก็มีความหมายต่อการอยู่รอดของรัฐบาล

 

แกนนำคนสำคัญของพรรคใหญ่รับปากว่า จะจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองเพื่อตอบแทนน้ำใจไมตรี  ทว่าเมื่อจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ก็ทำท่าว่าจะลืม   การสำแดงพลังจึงเกิดขึ้น   เมื่อสัญญาณถูกส่งออกไป  ผลการตอบสนองกลับมาก็ดีพอสมควร  พรรคเล็ก ๆ ได้รับการจัดสรรตำแหน่งกันทั่วหน้า  แต่บางพรรคที่แสดงออกมากไปหน่อยถูกตัดหางปล่อยวัด ต้องสัญจรออกไปจากวางจรอำนาจ กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ฝ่ายค้านอิสระ”

 

นักฉวยโอกาสการเมือง มักนึกถึงและยึดถือวาจาอมตะที่อดีตนักการเมืองผู้เสียชีวิตไปแล้วคนหนึ่ง กล่าวเอา เป็นคติเตือนใจตนเอง นั่นคือ “เป็นฝ่ายค้าน มันอดอยากปากแห้ง”   ใครบ้างหละที่ไม่อยากอิ่มหมีพีมัน 

 

การเป็นพรรคเล็กในสถานการณ์รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแบบนี้ ทำให้มีน้ำหนักในการต่อรองสูง   แต่ดูเหมือนว่าแกนนำพรรครัฐบาลก็ตระหนักดี   พวกเขาจึงพยายามหาทางดูด ส.ส. พรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ เข้ามาสนับสนุนพรรคตนเอง   มีทั้งพยายามดูดให้ออกจากพรรคเดิมมาเลย และเชื่อมต่อไว้เป็นกำลังสำรองไว้ใช้ในยามคับขัน ได้ข่าวมาว่าจำนวนกำลังสำรองที่ประเมินกันไว้มีประมาณ ๑๐ ถึง ๒๐ เสียง

                 

 

ข้อเสียของพรรคเล็กเสียงเดียว ภายใต้ระบบการคิดคะแนนแบบแปรผันของระบบเลือกตั้งคือ การมีโอกาสหลุดจากการเป็น ส.ส. ได้ หากมีการเลือกตั้งซ่อมและคิดคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อใหม่   บางคนเป็นหัวหน้าพรรค ได้เป็น ส.ส. อย่างหวุดหวิดเพราะคะแนนเสียงขั้นต่ำเฉียดฉิวมาก และหากมีการเลือกตั้งซ่อมและต้องคิดคะแนนบัญชีรายชื่อพรรคใหม่ เขาอาจหลุดจากการเป็น ส.ส. ได้ 

 

หัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรคจึงอาศัยช่องว่างของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย สร้างหลักประกันให้กับตนเอง โดยการเลิกพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัด และย้ายไปอยู่พรรคอื่น ซึ่งเขาคิดว่าจะทำให้สถานภาพความเป็น ส.ส.ของเขามีความมั่นคงกว่าเดิม 

 

การทดลองเลิกพรรคนำร่องก็เกิดขึ้น  โดยอ้างว่าพรรคมี ส.ส.น้อย และกรรมการพรรคไม่มีเวลาในการจัดตั้งสาขาและหาสมาชิกพรรค ทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจการของพรรคต่อไปได้ จึงมีมติเลิกพรรค   และผู้ดูแลกติกาก็ขานรับมีมติให้เลิกพรรคตามที่ขอเสียด้วย

 

แม้เลิกพรรคไปแล้ว  หัวหน้าพรรคซึ่งเป็นส.ส.อยู่ด้วยอ้างว่าได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญทำให้สถานภาพความเป็น ส.ส. ยังดำรงอยู่ และหากหาพรรคใหม่สังกัดภายในหกสิบวัน เขาก็ยังสามารถเป็น ส.ส.ต่อไปได้ดังเดิม

 

แน่นอนว่า พรรคใหม่ที่เขาจะเลือกสังกัดเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล  ในกรณีนี้รัฐบาลไม่ได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น  แต่พรรคแกนนำมี ส.ส. เพิ่มขึ้นหนึ่งเสียง 

 

เมื่อตั้งพรรคขึ้นมาและสมประโยชน์แล้ว แต่ดูแลไม่ไหว ก็เลิกทำเสีย ทั้งยังไม่มีภาระ และดูเหมือนว่าจะทำให้สภาพความเป็น ส.ส. หลุดพ้นจากความแปรปรวนของระบบการคิดคะแนนเลือกตั้งอีก  ในช่วงหกสิบวันหลังจากเลิกพรรค หากสิ่งที่บุคคลนี้ทำแล้ว ผู้รักษากติกาวินิจฉัยว่าไม่มีปัญหาต่อสถานภาพความเป็น ส.ส.  ของเขา  คาดว่าจะมีพรรคเล็ก ๆ อีกหลายพรรคอาจกระทำตาม เพราะนอกจากไม่ต้องเหนื่อยในการดูแลพรรคแล้ว ยังเป็นหลักประกันว่าสถานภาพความเป็น ส.ส.ของพวกเขามีความแน่นอนเพิ่มขึ้นด้วย

 

ผมคิดว่า การกระทำแบบนี้เป็นพฤติกรรมของนักฉวยโอกาส และไม่เหมาะสมต่อการเป็นบุคลสาธารณะอย่างยิ่ง  เพราะทำให้นักการเมืองไทยที่ภาพลักษณ์แย่อยู่แล้ว ยิ่งแย่ลงไปอีก  และการเมืองจะกลายสภาพเป็นเรื่องของเด็กเล่นขายของไป