Columnist

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปลดชนวนวิกฤติทางการเมืองในอนาคต

22 สิงหาคม 2019 เวลา 05:23 น.
เปิดอ่าน 2

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐เป็นรัฐธรรมนูญที่มีอัตลักษณ์แบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งจำกัดสิทธิและอำนาจของประชาชนค่อนข้างมาก  ขณะที่มอบสิทธิและอำนาจแก่กลุ่มชนชั้นสูงในสังคมอย่างมหาศาล ลักษณะเช่นนี้มีทำให้รัฐธรรมนูญมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งของความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคตได้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันความขัดแย้งจึงเป็นสิ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

                       

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ได้ประชุมหารือกันเมื่อวันที่ ๑๗ สิงคม ๒๕๖๒ ที่ห้องประชุมของคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และได้สรุปว่า ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ๑๐ ประเด็นดังนี้

                           

๑. การกระจายอำนาจการปกครองแก่ประชาชนในท้องถิ่นให้มากขึ้น ทั้งอำนาจในการบริหารจัดการ การคลังและงบประมาณ และการบริหารบุคลากร โดยให้มีการจัดตั้งจังหวัดจัดการตนเองซึ่งผู้บริหารระดับจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง และจัดตั้งสภาพลเมืองขึ้นมาเป็นสภาคู่ขนานกับสภาท้องถิ่น เพื่อร่วมตัดสินใจในโครงการที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประชาชนในท้องถิ่นนั้น และมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น

                        

๒. แก้ไขระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์(ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)  โดยในส่วนของการเลือกตั้ง ส.ส. ให้ขยายเสรีภาพในเลือกตั้ง โดยประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกส.ส. และ ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นอิสระออกจากกันได้  เพื่อขจัดภาวะการจำยอมเลือก “คนพ่วงพรรค” ในปัจจุบันให้หมดไป  พร้อมทั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนสามารถเลือกพรรคการเมืองได้ เพื่อขจัดการรอนสิทธิของประชาชนที่ให้เลือกพรรคได้เฉพาะในเขตที่พรรคนั้นส่งผู้สมัครในเขตเลือกตั้งดังในปัจจุบัน และขยายเสรีภาพโดยยกเลิกการบังคับให้ผู้สมัครส.ส. ต้องสังกัดพรรค

                       

สำหรับ ส.ว. นั้นให้ยกเลิกบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๒   และแก้ไขระบบการเลือกตั้ง ส.ว. โดยให้ขยายสิทธิของประชาชนทุกคนให้สามารถเลือก ส.ว.ได้  โดยมาลงทะเบียนแจ้งความจำนงค์ใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ส.ว. และระบุอัตลักษณ์ของตนเองว่าสังกัดกลุ่มใด เพื่อจะได้เลือกผู้สมัคร ส.ว.ในกลุ่มนั้น

                        

๓.ปฎิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ  มีประเด็นสำคัญหลายประเด็น เช่น การแยกอำนาจสอบสวนเป็นอิสระจากตำรวจ  การเปิดเผยเหตุผลในการสั่งฟ้องคดีหรือไม่ฟ้องคดีของอัยการต่อสาธารณะ  การปรับปรุงประสิทธิภาพในการกระบวนการทำงานของศาล และการปรับปรุงสภาพของเรือนจำให้ดีขึ้น  เป็นต้น

                       

๔. ปฏิรูประบบการศึกษาให้มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ทั้งในระดับอนุบาล ประถม มัธยม และอาชีวะศึกษา  จัดตั้งคณะกรรมการการศึกษาระดับชาติเป็นองค์กรอิสระที่ปลอดจากการเมืองและมีวาระ ๗ ปี    ทิศทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องเน้นพัฒนาครู ด้านความสามารถทางวิชาการ ทักษะการสอน ทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ และจิตสำนึกความเป็นครูอย่างเข้มข้มและต่อเนื่อง ขจัดงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอนและการพัฒนาเด็กออกไป การจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอและเป็นธรรมแก่โรงเรียน เพิ่มบทบาทและอำนาจแก่ผู้ปกครองและผู้ทรงคุณวุฒิในชุมชนเพื่อกำกับดูแลและพัฒนาโรงเรียน การจัดการศึกษาฟรีแก่เด็กตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลายและอาชีวะศึกษาตอนต้น  พร้อมทั้งส่งเสริมการศึกษาทางเลือก และการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (civic education)

                     

๕.  ยกเลิกมาตรา ๖๔ ของรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และให้บรรจุเรื่องการจัดทำประชามติโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เข้าไปแทน

                      

๖. การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและทรัพยากร โดยมีการระบุในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่า พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติเป็นของประชาชนไทย  ในการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์พลังงานและทรัพยากรทั้งดิน น้ำ ป่า จะต้องมีคณะกรรมการระดับชาติที่เป็นอิสระจากการเมืองมาจากการสรรหาและมีประชาชนเข้าไปเป็นกรรมการในสัดส่วนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง  และส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกที่สะอาดและไม่สร้างมลพิษ

                        

๗. สร้างกลไกการป้องกันเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาด และสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ 

                         

๘. ทบทวนกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยขยายสิทธิให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสามารถเข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรอิสระได้ทุกองค์การ  และปรับเปลี่ยนคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระให้เชื่อมโยงกับประชาชนและมีความหลากหลายมากขึ้น

                        

๙. ขยายสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม(IESCR) คุ้มครองความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เพศสภาพ  ส่งเสริมสังคมสวัสดิการและการคุ้มครองสิทธิแรงงาน ผู้สูงวัย เด็ก สตรี และผู้ด้อยโอกาส

                        

๑๐ .การส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรรมอินทรีย์ อาหารปลอดสารพิษ และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

                          

ทั้ง ๑๐ ประเด็นเป็นการเสนอในเบื้องต้น ซึ่ง ครป. จะนำไปรณรงค์  ประชุม ปรึกษาหารือ สัมมนาร่วมกับประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ในทุกภูมิภาค เพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารให้ครอบคลุมรอบด้าน และนำมาจัดทำเป็นข้อเสนออย่างเป็นระบบต่อไป   ทั้งนี้ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า การปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญมีทิศทางที่ขยายสิทธิและอำนาจของประชาชนในการบริหารปกครองประเทศให้มากขึ้น อันเป็นการสร้างดุลยภาพของอำนาจทางการเมืองและเป็นเกราะป้องกันวิกฤตทางการเมืองในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิผล