Columnist

ปมปัญหาของถวายสัตย์ปฏิญาณ กับนัยแห่งความเป็น “นิติรัฐ” และ “อัตตารัฐ”

7 สิงหาคม 2019

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
เรื่องชวนฉงนเกิดขึ้นได้เสมอในการเมืองไทย ดังปมปัญหาการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นปริศนาสำคัญประการหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองทั้งหลาย

เรื่องชวนฉงนเกิดขึ้นได้เสมอในการเมืองไทย ดังปมปัญหาการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นปริศนาสำคัญประการหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองทั้งหลาย

ตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญพ.ศ.๒๕๖๐ ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

 

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่าข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

 

ประโยคที่ขาดหายไปจากคราวการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรีคือ “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

 

เรื่องนี้มองได้อย่างน้อยสองแง่มุมอย่างแรกคือเกิดจากความบกพร่องโดยสุจริตของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้มีบุคลิกมั่นใจในตนเองสูง เมื่อกล่าวสิ่งใดต่อหน้าสาธารณะมักกล่าวตามที่ตนเองประสงค์ โดยมิได้อ่านตามตัวอักษรที่เขียนไว้ล่วงหน้าความเป็นไปได้ในการกล่าวไม่ครบหรือกล่าวเกินไปจากสิ่งที่เตรียมไว้จึงมีโอกาสเกิดขึ้นสูง  ดังในกรณีนี้ี้

 

ทว่าหากใช้เหตุผลนี้อธิบายความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ก็อาจถูกโต้แย้งว่า เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดและสามารถทำได้ถูกต้องอย่างง่ายดายเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีจะทำผิดพลาดได้  เพราะอาศัยความรู้เพียงอ่านออกเขียนได้ก็สามารถกระทำได้อย่างถูกต้องแล้ว โดยไม่ต้องใช้ทักษะ ความพยายาม หรือสติปัญญาขั้นสูงแต่อย่างใด

 

ข้อโต้แย้งดังกล่าวนำไปสู่การมองในแง่มุมที่สองนั่นคือ การไม่อ่านข้อความนั้นอย่างจงใจ หากเป็นเช่นนี้จริงคำถามที่ตาม คือมีเหตุจูงใจใดบ้าง    เป็นไปได้หรือไม่ที่นายกรัฐมนตรีคิดว่า สารัตถะที่สำคัญได้อ่านไปจนหมดสิ้นแล้ว  ส่วนประโยคที่ไม่อ่านเป็นส่วนที่ไม่มีความสำคัญ ซึ่งจะอ่านหรือไม่อ่านก็ไม่มีผลใด ๆเกิดขึ้นตามมา   หรืออาจมีแรงจูงใจเบื้องลึกอื่น ๆ ที่เรามิอาจหยั่งรู้ได้ในปัจจุบัน  ต้องรอสักวันหนึ่งในอนาคต จึงจะทราบ ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีสัมภาษณ์เอาไว้

 

อย่างไรก็ตามผลสืบเนื่องที่ตามจากการกระทำของนายกรัฐมนตรีก็เกิดขึ้นหลายประการ ประการแรก เกิดความสงสัยแพร่กระจายในสังคมว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้มีความสมบูรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่  เพราะตามมาตรา ๕ ในรัฐธรรมนูญระบุชัดว่า “...การกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ... การกระทำนั้นเป็นอันบังคับมิได้”  

 

ในกรณีนี้ก็คือ การกระทำของนายกรัฐมนตรีอาจเข้าข่าย กระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  ซึ่งหมายความว่า “บังคับมิได้” นัยก็คือ “การถวายสัตย์ปฏิญาณที่ผ่านมาบังคับมิได้”  ซึ่งอาจตีความได้ว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้ยังมิอาจปฏิบัติหน้าที่ได้นั่นเอง   ดังนั้นสิ่งใดก็ตามที่ปฏิบัติในนามคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีชุดนี้ก็อาจถูกตั้งข้องสงสัยว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

 

ผลที่ตามมาอย่างที่สองคือ ฝ่ายค้านได้ดำเนินการตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ และอาจเป็นประเด็นที่นำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจในอนาคต   รวมทั้งมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเรื่องนี้ให้ชัดเจนแล้ว   ในอนาคต หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องและดำเนินการวินิจฉัยไปในทิศทางที่ว่า  การกระทำดังกล่าวมิได้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และมีผลสมบูรณ์แล้ว เรื่องก็จบไป    แต่หากวินิจฉัยว่า ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ  อันนี้จะเป็นเรื่องใหญ่  และอาจนำไปสู่วิกฤติการณ์ของรัฐบาลได้   แม้เรื่องนี้มิได้มีการกำหนดโทษทางกฎหมายชัดเจน แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้

 

ประการที่สาม หากนายกรัฐมนตรีมิได้กระทำครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด  แล้วมิต้องรับผิดชอบใด ๆ ไม่ว่าทางกฎหมายหรือทางการเมือง ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปด้วยความคิดแบบไทย ๆ ที่ว่า “ไม่เป็นไร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อประเทศชาติ”    ก็จะสร้างความสงสัยได้ว่า  สังคมไทยยุคปัจจุบัน “หลักนิติรัฐ” และ “หลักนิติธรรม” ที่ปกครองโดยใช้กฎหมายและความชอบธรรม ยังมีความหมายอยู่หรือไม่  หากผู้บริหารสูงสุดของประเทศกระทำการที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายสูงสุดบัญญัติเอาไว้อย่างครบถ้วน  ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น    หากความรู้สึกแบบนี้แพร่กระจายในหมู่ประชาชนมากขึ้น  บรรทัดฐานและจารีตการปกครองของประเทศไทยคงจะเกิดภาวะสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

การตัดสินใจและการกระทำหลังจากนี้ ทั้งโดยตัวนายกรัฐมนตรี ฝ่ายค้าน และศาลรัฐธรรมนูญ  จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ทางการเมืองและหลักการปกครองประเทศไทยอย่างมาก  ทางแพร่งจะปรากฎขึ้น ระหว่างความโน้มเอียงเพื่อสร้างความเข้มแข็งแห่งความเป็น “นิติรัฐ” ที่การบริหารประเทศขึ้นอยู่กับหลักฎหมายและนิติธรรม หรือ  จะเป็น “อัตตารัฐ”  ที่การปกครองและการใช้กฎหมายขึ้นอยู่กับอารมณ์และความต้องการของผู้ปกครองเป็นหลัก