Columnist

“ดิสรัปชั่นด้านสังคม”

26 กันยายน 2019 เวลา 06:07 น.
เปิดอ่าน 23

ปกรณ์ นิลประพันธ์

ทุกวันนี้เราตื่นตัวกับคำว่า disruptive technology กันมาก โดยประเด็นหลักที่พูดกันในบ้านเราก็คือ จะสร้างสภาพแวดล้อม (ecosystem) ที่เหมาะสมเพื่อรองรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่กระโดดไปด้วยอัตราเร่งที่สูงยิ่ง ได้อย่างไร

 

เราพูดกันเรื่อง 5G เรื่อง big data เรื่อง AI เรื่อง Internet of Things

 

จะต้องพัฒนาโครงข่าย 5G ต้องพัฒนาคนให้มีความรู้ความสามารถสูงด้านดิจิทัลเทคโนโลยี ด้าน cyber security ด้าน data analytics ต้องให้เด็กทำ codeing ได้ตั้งแต่ประถม ฯลฯ

 

ผู้เขียนไม่มีข้อสงสัยใดต่อแนวคิดเพื่อการพัฒนาเหล่านั้น 

 

แต่เหรียญก็มีสองด้าน และจากการสังเกตการณ์สภาพสังคมนับตั้งแต่สิ่งที่เรียกว่า IT หรือ Information Technology ได้เริ่มต้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของมนุษย์ในช่วง 1990s ผู้เขียนพบว่า “ช่องว่างระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ”  ซึ่งเป็นความเหลื่อมล้ำอย่างหนึ่ง กว้างขึ้นเรื่อย ๆ และในอัตราเร่งที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ

 

ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวมีผลอย่างรุนแรงต่อ “ความยั่งยืน” ในการพัฒนาของทุกประเทศ 

 

ปัญหาสังคมที่หลากหลายและสลับซับซ้อนมากกว่าแต่ก่อน ล้วนเกิดจาก “การใช้” เทคโนโลยีในทางที่ไม่เหมาะสมซึ่งบ้างก็อ้างว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” อีกประการหนึ่งก็เกิดจาก “การเสพย์” ข้อมูลโดยขาดสติขาดปัญญารู้คิด 

 

การแสดงออกอย่างดิบ เถื่อน ถ่อย ที่สร้างความสะใจในอารมณ์ มีให้เห็นและติดตามกันดาษดื่น ทั้งเข้าถึงง่ายดายเพียงปลายนิ้ว 

 

การปลุกเร้าทางเพศเพื่อแลกเศษเงิน แบบที่มักจะอ้างว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” กลายเป็นสิ่งใหม่ที่ธรรมดา (new normal) 

 

 

การโกหกหลอกลวง การสร้างและการปั่นกระแสในเรื่องต่าง ๆ มีมากมาย เพื่อจูงใจให้คนธรรมดาที่มีรัก โลภ โกรธ หลง และขาดปัญญาได้ “ปลดปล่อย” อารมณ์ความรู้สึกทางใดทางหนึ่งออกมาเป็นปฏิกิริยา เพื่อสร้างความโกลาหลในสังคมตามเป้าหมาย

 

การปลุกเร้าหรือให้ความสำคัญกับการบริโภคในสิ่งที่ไม่จำเป็นมีมากมาย เป็นที่มาของความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย

 

ดังนั้น นอกเหนือจากการพัฒนาทางวัตถุ การพัฒนาจิตใจเพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง” ให้ปัจเจกบุคคลจึงต้องก้าวไปพร้อม ๆ กันด้วย 

 

และการพัฒนาจิตใจนี้ ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือจำกัดแต่สถาบันศาสนา หากเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะในระดับครอบครัว

 

ถ้าเรายังลดความเหลื่อมล้ำระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจไม่ได้ ก็ยากที่จะเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

ผู้เขียนเป็นนักกฎหมายเป็นนักสังเกตการณ์สังคม ไม่เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ จึงไม่อาจสร้างแบบจำลองทางวิชาการออกมาได้ ทั้งไม่ได้จำฝรั่งที่ไหนมา แต่เกิดจากการติดตามสถานการณ์ ข้อเขียนนี้จึงไม่อาจเป็นข้ออ้างอิงตามหลักวิชาการ

 

คงเป็นเพียงความห่วงใยจากลุงแก่ ๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง