Columnist

ตำรวจ “โชว์แย้งอัยการ” หลักฐานไม่พอฟ้องก็ “ให้สั่งฟ้อง” “กระบวนการยุติธรรมวิบัติ” ที่ต้องปฏิรูป

12 กันยายน 2019 เวลา 05:01 น.
เปิดอ่าน 47

เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

               หลังพลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา ในนามหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจ ประกาศเลิกใช้รัฐธรรมนูญได้เพียงสองเดือน

                ตำรวจผู้ใหญ่ได้ "ฉวยโอกาส"  เสนอให้หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจมาตรา ๔๔ แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวลงนามในคำสั่งที่  ๑๑๕/๒๕๕๗  เมื่อวันที่ ๒๑ ก.ค. ๕๗  แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาเกี่ยวกับการสอบสวนทันที  

               คือมาตรา ๑๔๕  กรณีการพิจารณาสำนวนคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดสั่งไม่ฟ้องจากที่เดิมเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด  แก้ไขให้เป็น  "ผู้บัญชาการตำรวจภาค"  ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้มีบทบาทอะไรในระบบงานสอบสวนเลยแต่อย่างใด

            ตัดอำนาจผู้ว่าฯ ตาม ป.วิ อาญาเกี่ยวกับการสอบสวนให้ความเป็นธรรมกับประชาชนในจังหวัดไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายไปอีกหนึ่งเปลาะ!

              ปัจจุบัน  คดีที่อัยการจังหวัดมี “คำสั่งไม่ฟ้อง” เนื่องจากพิจารณาแล้วหรือแม้กระทั่งสั่งให้พนักงานสอบเพิ่มไปหลายครั้ง  แต่ก็ยังเห็นว่า  “คดีไม่มีพยานหลักฐานแม้กระทั่ง “พอฟ้อง”

            ขืนฟ้องไป โอกาสที่ศาลยกฟ้องจะสูงมาก เกิดความเดือดร้อนต่อผู้ต้องหาที่บริสุทธิ์  หรือหากเป็นคนร้ายจริงก็จะนวลไป  ผู้เสียหายเกิดความคับแค้นใจ!

              รวมทั้ง  “คดีที่ยอมความได้และผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์” หรือ “ผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย” ที่ต้องอัยการต้องสั่งไม่ฟ้องตามกฎหมายอยู่แล้ว  รวมทั้งคดีที่อัยการเห็นว่าไม่ควรอุทธรณ์ ฎีกา ถอนฟ้อง  ถอนอุทธรณ์ หรือฎีกา    

             คดีเหล่านี้  นับตั้งปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมา กองบังคับการตำรวจจังหวัดต้องขนสำนวนทั้งหมดหอบใส่รถเดือนละหลายร้อยหรือบางจังหวัดอาจนับพันคดี  ไปทิ้งไว้ให้ผู้บัญชาการตำรวจภาคตรวจและมีความเห็น

 ”ไม่แย้ง” หรือ “แย้ง” แทนที่เคยเดินไปส่งให้ผู้ว่าที่ศาลากลางจังหวัดที่อยู่ไกล้ๆ และใช้เวลาไม่นานในการพิจารณา?

            ซึ่งส่วนใหญ่  ผู้ว่าฯ มักไม่มีความเห็นแย้งอัยการ     

          เว้นแต่จะมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานอะไรจากประชาชนหรือฝ่ายปกครองกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เกี่ยวกับคดีนั้นแตกต่างไปจากที่ปรากฎในการสอบสวน   ก็อาจตรวจสอบให้รอบคอบขึ้นหรือเสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้อง

             สำหรับการเปลี่ยนแปลงอำนาจนี้ด้วยคำสั่ง คสช.ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่ได้ผ่านสภาในการแก้ ป.วิ อาญาให้มาเป็นของผู้บัญชาการตำรวจภาค  ทำให้มีอำนาจดังกล่าวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้น 

              ในความเป็นจริงปัจจุบัน คนที่เขียน “ความเห็นแย้งอัยการ” ให้ รอง ผบช.แต่ละคนซึ่งส่วนใหญ่  "ไม่ใช่ผู้มีวุฒิและความรู้ทางกฎหมายอย่างถ่องแท้" ลงชื่อปฏิบัติราชการแทน ผบช.ก็คือ

              “ตำรวจยศพันตำรวจเอก ตำแหน่ง ผกก.สอบสวน”  ที่ว่างงานกันอยู่มากมายในปัจจุบันเกือบ ๘๐๐ คน ที่เป็นผลมาจากการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๗/๒๕๕๙  ให้ยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ

               เป็นเหตุให้จำเป็นต้องออกคำสั่งแต่งตั้งจากการทำหน้าที่หัวหน้างานสอบสวนที่แต่ละสถานี  ไปประจำเดินไปเดินมาที่ตำรวจภาคทั้งหมดนั่นเอง

               ผกก.สอบสวน เหล่านี้  ถูกผู้บังคับบัญชาตำรวจผู้มีชั้นยศและอำนาจวินัยแบบทหารมอบหมายและสั่งการให้พยายามเขียนความเห็นแย้งอัยการให้ได้

               ใครเขียนแย้งให้ รอง ผบช.ลงชื่อได้มาก  ก็ถือว่าเป็น  มีฝีมือ? 

               หรือแม้แย้งไม่ได้  ก็ยังเสนอให้อัยการสูงสุดสั่งสอบสวนเพิ่มเติม   ซึ่งไม่ได้มีอยู่กฎหมายมาตราใด  ทำให้คดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ  กองอยู่มากมายนับพันคดีที่สำนักงานอัยการสูงสุดปัจจุบัน!  

 

 

         กระบวนการยุติธรรมสากลในประเทศที่เจริญทั่วโลก  ไม่ได้ให้อำนาจใครไม่ว่าฝ่ายปกครองหรือแม้กระทั่งตำรวจในการทำ “ความเห็นแย้งอัยการ” เหมือนประเทศไทย

         เนื่องจากเขาถือว่า “การสอบสวนและสั่งฟ้องคดีเป็นกระบวนการเดียวกัน” อัยการมีอำนาจเข้าตรวจสอบพยานหลักฐานหรือแม้กระทั่งสั่งให้พนักงานสอบสวนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ  “ในคดีสำคัญ” หรือ “คดีที่มีการร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม” ได้ตั้งแต่เกิดเหตุ

         รวมทั้งให้ความเห็นชอบ “การออกหมายเรียกผู้ต้องหา” หรือ “การเสนอศาลออกหมายจับ” ของพนักงานสอบสวนทุกหน่วยงานด้วย

         นอกจากนั้น  อัยการทุกประเทศล้วนแต่ยึดหลักว่า  “การสั่งฟ้องต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ให้ศาลลงโทษได้” หรือหลัก “พิสูจน์จนสิ้นสงสัย”  (proof beyond reasonable doubt) เท่านั้น

           ไม่ใช่ถือหลักแค่  “พยานหลักฐานพอฟ้อง”  ก็สั่งฟ้องไปเหมือนอัยการไทย

          เป็นการสั่งคดีที่ขัดต่อ “หลักความยุติธรรมสากล”  และทำให้ตัวเอง “ปลอดภัยไว้ก่อน” ไม่ถูกผู้คนและสังคมตั้งข้อสงสัยว่าอาจทุจริตหรือรับสินบนหากสั่งไม่ฟ้อง

           “ผลักภาระ” ให้ผู้ต้องหาไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนในชั้นศาล!

          หรือแม้กระทั่งบางคดีเห็นว่า “พยานหลักฐานไม่น่าพอฟ้อง”  แต่หลายคนก็ยังจำใจ “ต้องสั่งฟ้อง” ไป 

          เนื่องจากไม่ต้องการให้ผู้บัญชาการตำรวจภาคหรือ ผบ.ตร.มีความเห็นแย้งเสนออัยการสูงสุดวินิจฉัย  ทำให้อัยการคนนั้นถูกเพ่งเล็งว่า ตรวจและสั่งคดีอย่างไร จึงทำให้ตำรวจแย้งได้อยู่เรื่อย           

             วิธีปฏิบัติในการสอบสวนและมีความเห็นทางคดีทั้งของตำรวจและอัยการเช่นนี้ 

             ถือเป็น “กระบวนการยุติธรรมวิบัติ” ที่ต้องได้รับการปฏิรูป

             “การสอบสวนและการสั่งฟ้องต้องเป็นกระบวนการเดียวกัน”

          ยกระดับกระบวนการยุติธรรมอาญาไทยสู่มาตรฐานสากลเช่นเดียวกับนานาอาระประเทศทั่วโลกโดยเร็วที่สุด