Columnist

นายกฯ คุมตำรวจเอง กับปัญหาการฝ่าฝืนกฎหมายที่ต้องแก้ไขโดยเร็ว

31 กรกฎาคม 2019

เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร
ประชาชนต่างรู้สึกตื่นเต้นที่เห็นและได้ยินนายกรัฐมนตรีชี้แจงในสภาว่า “จะคุมงานตำรวจและการปฏิรูปด้วยตัวเอง”

ประชาชนต่างรู้สึกตื่นเต้นที่เห็นและได้ยินนายกรัฐมนตรีชี้แจงในสภาว่า “จะคุมงานตำรวจและการปฏิรูปด้วยตัวเอง”

ไม่ว่าใครจะเชื่อถือว่าจะทำจริงหรือไม่อย่างไร?        แต่อย่างน้อยก็แสดงว่า  ท่านได้ยอมรับว่ากระบวนการยุติธรรมอาญาไทยมีปัญหาในเชิงระบบและโครงสร้างอย่างร้ายแรง   ต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่

             ถือว่าสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งก็ได้

           ต่างไปจากคนที่บอกว่าไม่มีปัญหา   หนทางปฏิรูปหรือแม้กระทั่งการแก้ไขอะไรก็ตีบตัน!

             ในประวัติศาสตร์ชาติไทย  ระบบความยุติธรรมอาญาได้มีการปฏิรูปสำคัญอยู่สามครั้ง   

             ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕  ที่ยกเลิกการสอบสวนแบบแบบ  “จารีตนครบาล”  ใช้วิธีทรมาณด้วยการให้ ดำน้ำ ลุยไฟ หรือตอกเล็ก บีบขมับ  บังคับให้ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพ หรือ  “พิสูจน์ความบริสุทธิ์” ของตน

            เปลี่ยนเป็นการยึดหลัก  “ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์”  หรือ Presumption of Innocence และให้มีการรวบรวมหลักฐานทั้งพยานบุคคลและวิทยาศาสตร์พิสูจน์การกระทำผิดเช่นเดียวกับประเทศที่เจริญทั่วโลก

            โดยมีฝ่ายปกครองคือ  “กรมการอำเภอ” เป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวน

            ทำให้ทาสไพร่ที่เป็นคนยากจนในชาติพ้นจาก “บ่วงกรรม”   เงยหน้าอ้าปากพูดความจริงได้ในระดับหนึ่ง 

ครั้งที่สอง  หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕  ได้มีการประกาศใช้ ป.วิ อาญา พ.ศ.๒๔๗๘  กำหนดวิธีปฏิบัติของเจ้าพนักงานในการตรวจค้น จับกุม ออกหมายค้น หมายจับ   การสอบสวน สั่งคดี รวมทั้งการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอย่างละเอียด

            แต่งานสอบสวนในส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นกระบวนการชั้นต้นที่สำคัญของประเทศ  ยังอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ให้นายอำเภอ ปลัดอำเภอ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนเช่นเดิม

            ตำรวจทำหน้าที่เพียงการตรวจตราป้องกันอาชญากรรมและจับกุมผู้กระทำผิดซึ่งหน้าส่งฝ่ายปกครองสอบสวนสร้างหลักประกันความยุติธรรม

             ปฏิบัติมากว่า  ๒๘ ปี  จนกระทั่งถึงยุคเผด็จการ พ.ศ.๒๕๐๖ จอมพลประภาส  จารุเสถียร ออกข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยที่ ๑/๒๕๐๖  ให้การสอบสวนเป็นอำนาจของตำรวจฝ่ายเดียว!

            จึงทำให้ตำรวจไทยมีอำนาจทั้งการตรวจตรา  กล่าวหา  จับกุม  ออกหมายค้น หมายจับ และสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน แม้กระทั่งตรวจพิสูจน์วัตถุพยานในองค์กรเดียวโดย  “ปราศจากการตรวจสอบจากภายนอกไม่ว่าองค์กรใดอย่างสิ้นเชิง”  นับแต่นั้นเป็นต้นมา!

            ก่อให้เกิดปัญหา  “อำนาจเป็นพิษ”  ประชาชนทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส

            เป็นที่มาให้มีการออกข้อบังคับเพิ่มเติมโดยรัฐมนตรีคนเดียวกันในปี ๒๕๐๙  ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ  มีอำนาจตรวจสอบหรือ “เข้าควบคุมการสอบสวน” คดีที่มีผู้ร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

            ทำให้การสอบสวนคดีอาญาในจังหวัดต่างๆ มีหลักประกันว่า  หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม  ก็สามารถร้องเรียนต่อผู้ว่าฯ หรือนายอำเภอให้เข้าดำเนินการได้

            ทั้งสองฝ่ายถือปฏิบัติตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยนั้นกันมาด้วยดี  ไม่ได้มีปัญหาอะไร        

       ทำให้ตำรวจต้องสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานด้วยความระมัดระวัง  ไม่พลั้งเผลอรวบไว้ไม่ครบถ้วน  หรือบิดเบือนให้ผิดไปจากข้อเท็จจริง

            การสอบสวนยัดข้อหาประชาชน  หรือสอบสวนทำลายพยานหลักฐาน “ล้มคดี” ในส่วนภูมิภาคก็ทำได้ยากกว่าในกรุงเทพมหานคร

            เพราะหากมีการร้องเรียนไปยังผู้ว่าฯ นายอำเภอ  ก็สามารถสั่งให้ทำให้ถูกต้อง  หรือแม้กระทั่งเอาสำนวนมาสอบสวนเองได้

          การปฏิรูปที่สำคัญครั้งที่สามก็คือ  ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐  ที่ให้การออกหมายค้นและหมายจับเป็นอำนาจของศาล  แทนการให้ตำรวจผู้ใหญ่ออกหมายเองเช่นที่ผ่านมา

ลดอาการอำนาจเป็นพิษลงได้อีกระดับหนึ่ง     

            อย่างไรก็ตาม ปัญหากลับเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๖   ที่ ผบ.ตร.คนหนึ่งมีความคิดประหลาดว่า   ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยนั้น  ตำรวจไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามต่อไป  เพราะองค์กรตำรวจไม่ได้สังกัดมหาดไทยมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ แล้ว

            จึงได้ออกคำสั่งที่ ๔๑๙/๒๕๕๖  มิให้พนักงานสอบส่งสำนวนให้ฝ่ายปกครองผู้ว่าฯ นายอำเภอ ตรวจสอบหรือเข้าควบคุม      

            กำชับในเวลาต่อมาอีกฉบับหนึ่งว่า  หากผู้ใดฝ่าฝืน  จะถูกลงทัณฑ์!

            ทำให้พนักงานสอบสวนต้องจำใจปฏิบัติตามคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายนั้น  เพื่อมิให้ถูกลงโทษกักยาม กักขัง

             ทั้งที่อัยการสูงสุดได้เคยมีหนังสือแจ้งมาว่า  คำสั่งตำรวจแห่งชาติเป็นเรื่องภายในองค์กร   ไม่มีผลลบล้างข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยที่ถือเป็นกฎหมายรูปแบบหนึ่งได้ 

           การสอบสวนที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวถือเป็นการสอบสวนที่มิชอบ  ต้องส่งกลับไปปฏิบัติให้ถูกต้อง          

             เรื่องนี้  เป็นปัญหาใหญ่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเร่งแก้ไขยิ่งกว่าการแต่งตั้งตำรวจ

           โดยสั่งให้ตำรวจปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยเร็วที่สุด!