Columnist

รำวงปฏิรูปตำรวจ

5 กันยายน 2019 เวลา 05:30 น.
เปิดอ่าน 18

เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

เมื่อ ๒๒ สิงหาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งที่  ๒๐๓/๖๒  แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา ขึ้น 

 

โดยมีนายมีชัย  ฤชุพันธุ์  เป็นประธาน

 

ให้ดำเนินการตรวจพิจารณาเสนอร่างกฎหมายทั้งสองฉบับเสนอโดยเร็ว  แต่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้!

 

ผู้คนส่วนใหญ่ต่างงุนงงว่า  นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาทำไม?

 

เนื่องจาก ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว  ก็เป็นผลงานการร่างของคณะกรรมการชุดที่นายมีชัยฯ เป็นประธานเองตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้น  และได้เสนอไปตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๑   


หลังจากที่คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจตามรัฐธรรมนูญชุดพลเอก บุญสร้าง  เนียมประดิษฐ์ เสนอร่างกฎหมายไป ไม่เป็นที่พอใจ!  

 

ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจและ พ.ร.บ.การสอบสวนทั้งสองฉบับดังกล่าว ถือเป็นการปฏิรูปตำรวจและระบบงานสอบสวนดีขึ้นระดับหนึ่งประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์  จากมาตรฐานสากล

 

อย่างไรก็ตาม ผู้คนต่างหวังว่า นายกรัฐมนตรีคงจะรีบนำเสนอต่อ ครม.ให้ความเห็นชอบ และแจ้งให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติบรรจุเป็นวาระให้ สนช.พิจารณาตราเป็นกฎหมายโดยเร็ว

 

เนื่องจากระหว่างร่าง ก็ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้กระทั่งตำรวจแห่งชาติเอง รวมทั้งประชาชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว

 

แต่หลังจากเสนอไป   ได้ทราบว่ามีตำรวจชั้นนายพลทั้งในและนอกราชการหลายคนได้ลงชื่อคัดค้าน

ทำให้นายกรัฐมนตรีได้ส่งไปให้ตำรวจแห่งชาติพิจารณา ค้างคาอยู่กว่า ๘ เดือน

จนกระทั่งในการประชุม ก.ตร. ที่นายกฯ ไปเป็นประธานครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒ ส.ค. ๖๒

ได้สั่งให้ ผบ.ตร. รีบพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว  เสนอมาเพื่อสั่งการภายใน ๓๐ วัน

 

เข้าใจว่า  หลังจากนายกฯ ได้รับแล้ว  อาจเห็นว่า มีร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ ๓ ฉบับ คือร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ อาญา ว่าด้วยการสอบสวน ที่คณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีนายอัชพร จารุจินดา เป็นประธาน และ ค.ร.ม.ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของสภา

 

จึงได้ออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการชุดมีชัย ๒  ขึ้นตรวจพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสามฉบับอีกครั้ง

โดยรวมกรรมการร่างกฎหมายทั้งสองชุดบางคนมารวมอยู่ในชุดนี้ 

เพื่อที่จะได้พิจารณากฎหมายทั้งสามฉบับในคราวเดียวกัน     

การปฏิรูปตำรวจนั้น  อันที่จริง  ไม่ใช่เรื่องสลับซับซ้อนหรือยากเย็นอะไร

 

เช่น ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายที่ “ตำรวจส่วนใหญ่” ไม่ได้รับความเป็นธรรม  มีการวิ่งเต้น เล่นพรรคเล่นพวก  คนนี้เป็นเด็กคนนั้น  คนนั้นรุ่นนี้  ไปจนกระทั่งซื้อขายตำแหน่ง

 

นายกรัฐมนตรีสามารถแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆ ด้วยการสั่งให้ ผบ.ตร.ไปกำหนดหลักเกณฑ์ภายในให้ชัดเจน  เช่นพิจารณาตามลำดับอาวุโส  สายงาน หน่วยงาน และพื้นที่จังหวัด เป็นหลัก

 

หรือจะให้สอบแข่งกันเข้าหลักสูตรต่างๆ ตั้งแต่สารวัตร  ผู้กำกับ และผู้บังคับการ แล้วนำลำดับการสอบผ่านหลักสูตรนั้นมาเข้าคิวแต่งตั้งในตำแหน่งว่าง  เหมือนที่หลายหน่วยงานทำกันก็ได้

ในส่วนของการทำให้ตำรวจ อยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมของผู้ว่าฯและประชาชนในจังหวัด

 

ก็ทำได้แสนง่ายด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการนโนบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ว่าด้วย “คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ” พ.ศ.๒๕๔๙

 

เพิ่มอำนาจคณะกรรมการฯ ทั้ง กต.ตร.กรุงเทพมหานคร และ กต.ตร.จังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานอยู่แล้ว  อีกเพียง ๑ ข้อคือ

               

“มีอำนาจให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจระดับ ผกก.ลงไปในจังหวัด”

                

เพียงเท่านี้  ผู้ว่าฯ ก็สามารถควบคุมตำรวจให้ทำงานป้องกันอาชญากรรมและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในจังหวัดได้แล้ว                      

                

หรือปัญหาการสอบสวนคดีอาญาที่ล้าหลัง

                 

ก็ปฏิรูปได้ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพียง ๔ - ๕ มาตราให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล  สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนและความอยุติธรรมแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง  ไม่ใช่ทำกันแบบ  “รำวงปฏิรูปตำรวจ” คือ

 

  • เมื่อเกิดเหตุการกระทำผิดที่มีโทษจำคุกสิบปีขึ้นไป  ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้พนักงานอัยการทราบเพื่อร่วมตรวจที่เกิดเหตุและสอบปากคำผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา  หากเป็นคดีฆ่าผู้อื่น ให้รายงานนายอำเภอทราบเพื่อสั่งปลัดอำเภอร่วมตรวจที่เกิดเหตุด้วย
     
  • คดีที่อัยการได้รับการร้องเรียนว่าการสอบสวนไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย หรือไม่ได้รับความยุติธรรม  ให้มีอำนาจเข้าตรวจสอบหรือควบคุมการสอบสวนได้
     
  • กระทรวงทบวงกรมที่เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายใด  ให้มีอำนาจสอบสวนความผิดนั้นด้วย  โดยไม่ตัดอำนาจของพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจที่จะดำเนินการสอบสวนไปตามอำนาจหน้าที่ของตน
     
  • การออกหมายเรียกผู้ต้องหาและเสนอศาลออกหมายจับ  ต้องได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการในการตรวจพยานหลักฐานก่อนทุกคดี
     
  • พนักงานอัยการจะสั่งฟ้องคดีได้  ก็ต่อเมื่อมั่นใจว่า “การสอบสวนมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ให้ศาลลงโทษได้” เท่านั้น