Columnist

ศาลยกฟ้อง คนร้ายลอยนวล ใครรับผิดชอบ?

10 ตุลาคม 2019 เวลา 10:10 น.
เปิดอ่าน 4533

เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

คนเจ็บแค้นใจที่สุดคือ “ผู้เสียหาย” ไม่ว่าจะเป็นคนบาดเจ็บหรือญาติพี่น้องของคนที่ถูกฆ่าตาย 

ช่วงเวลานี้  สังคมกำลังถกเถียงกันเรื่องความเป็นอิสระของผู้พิพากษาไทยว่ามีอยู่จริงเช่นเดียวกับประเทศที่เจริญทั่วโลกหรือไม่  ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือในการพิจารณาพิพากษาคดีต่างๆ  อีกมากมายว่าประชาชนจะสามารถมั่นใจในความเป็นอิสระได้มากน้อยเพียงใด?   

 

เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นจากการที่ นายคณากร  เพียรชนะ  ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดยะลา  พยายามฆ่าตัวตายด้วยการใช้อาวุธปืนยิงที่อกด้านซ้ายข้างบัลลังค์หลังอ่านคำพิพากษายกฟ้องจำเลยห้าคนในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่น 5 ศพ พร้อมแถลงการณ์ระบายความในใจว่า

 

ขาดความเป็นอิสระในการพิพากษาคดีดังกล่าว เนื่องจากได้ถูกอธิบดีผู้พิพากษาภาคมีบันทึกลับแนะนำให้ลงโทษประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตจำเลยทั้งห้าแทนการพิพากษายกฟ้องตามที่ส่งร่างขึ้นไปให้ตรวจพิจารณา

 

การปฏิบัติในลักษณะนี้  โฆษกศาลชี้แจงว่า เป็นเรื่องปกติและเป็นไปตามระเบียบของศาลฏีกาซึ่งออกไว้โดยอาศัยอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่ให้อธิบดีมีอำนาจตรวจและเสนอแนะต่อผู้พิพากษาผู้รับผิดชอบคดีสำคัญให้ปรับหรือแก้ไขได้

 

เป็นกระบวนการช่วยให้การพิจารณาของผู้พิพากษาผู้รับผิดชอบเป็นไปด้วยความรอบคอบ ไม่ถือเป็นการแทรกแซงแต่อย่างใด

 

ปัญหาก็คือระเบียบนั้น รวมทั้ง “การปฏิบัติที่เป็นจริง” จะแยกอย่างไรระหว่างความเห็นหรือคำแนะนำ กับ “การแทรกแซง”  ตามที่ผู้พิพากษาคณากรเข้าใจ?

 

สำหรับการออกระเบียบ  ถ้าใครเห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 188 วรรคสองที่บัญญัติว่า  “ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นโดยรวดเร็ว เป็นธรรม  และปราศจากอคติทั้งปวง”

 

ผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคนไม่ว่าจะเป็นใคร  ก็ต้องนำเรื่องนี้ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน

 

ส่วนการกล่าวหาว่าอธิบดีมีพฤติกรรมแทรกแซงทำให้ขาดความเป็นอิสระในการพิพากษาคดี

 

ถ้าใครมีพยานหลักฐานว่า มีกระทำอย่างไรที่ถือว่าเป็นการแทรกแซงนอกเหนือไปจากการมีบันทึกแนะนำดังกล่าว  ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือด้วยวิธีใดนอกเหนือไปจากที่ระเบียบกำหนดไว้

 

ก็ถือเป็นปัญหาพฤติกรรมของบุคคล  ที่ผู้รู้เห็นมีสิทธิร้องเรียนหรือกล่าวโทษต่อประธานศาลฏีการวมทั้งคณะกรรมการตุลาการให้วินิจฉัยและลงโทษทางวินัยตามที่ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ กำหนดไว้ได้

 

การที่ผู้พิพากษาคณากร  ไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของอธิบดีที่ให้พิพากษาประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตจำเลยทั้งห้าคนนั้น  เพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรม  เนื่องจากอัยการไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ให้ศาลเชื่ออย่างปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยร่วมกันกระทำผิดได้ จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมดไป

 

ถือว่าท่านได้ปฏิบัติถูกต้องแล้ว  โดยยึดมั่นในจริยธรรมข้อสำคัญเรื่องความเป็นอิสระของผู้พิพากษารวมทั้งหลัก  “ต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัย”  จึงจะพิพากษาลงโทษได้          

                

ปัญหาคดีที่อัยการสั่งฟ้อง  แต่สุดท้ายศาลยกฟ้องไม่ว่าจะเป็นชั้นใดนั้น  เกิดขึ้นมากมายในประเทศไทย  ทั่วประเทศประมาณว่าไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 

 

แต่ในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้สถิติจะสูงกว่านี้คือ ร้อยละ 80

 

นี่คือความล้าหลังและล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมไทยที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือความเป็น “นิติรัฐ”  สังคมเกิดความไม่สงบสุขตลอดมา

 

รากเหง้าของปัญหาแท้จริงก็คือ ประสิทธิภาพของงานสอบสวนไทย “แท้จริง” อยู่ในสภาพสุดเลวร้าย!

 

นอกจากความล้มเหลวในการบริหารงานบุคคลที่ทำให้ตำรวจฝ่ายสอบสวนส่วนใหญ่เสียขวัญและกำลังใจอยู่ในภาวะระส่ำระสายอย่างร้ายแรง ถึงขนาดหลายคนต้องตัดสินใจฆ่าตัวตายในเวลาเพียง 3 เดือนถึง 4 ศพแล้ว!

 

ยังเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลหลายยุคสมัยปล่อยให้งานสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ตั้งแต่เริ่มใช้ ป.วิ อาญา เมื่อ พ.ศ. 2477   ซึ่งในส่วนภูมิภาคอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ โดยตำรวจทำหน้าที่ในการตรวจตราป้องกันอาชญากรรมและการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ ถือเป็นการวางหลักให้งานสอบสวนอยู่ในระบบพลเรือนตามหลักสากล

 

 

แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสมัยรัฐบาลเผด็จการจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  ได้ออกข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยในปี 2506 ให้ตำรวจซึ่งมีระบบบังคับบัญชาแบบมีชั้นยศและวินัยแบบทหารมีอำนาจสอบสวนเพียงฝ่ายเดียวทั้งประเทศ

 

 

ทำให้พนักงานสอบสวนกลายเป็นข้าราชการที่มีการปกครองตามชั้นยศและวินัยแบบทหารทั้งหมดอย่างสิ้นเชิงนับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

ทุกคนจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาผู้มียศสูงกว่าไม่ว่าจะถูกหรือผิดกฎหมายก็ตาม  แทบไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนยืนหยัดให้ความยุติธรรมกับประชาชนได้

 

เอาแค่ปัญหาง่ายๆ ในปัจจุบันเรื่องที่พนักงานสอบสวนถูกสั่งไม่ให้รับคำร้องทุกข์ออกเลขคดีทันทีที่มีประชาชนขึ้นไปแจ้งความบนสถานี

 

ทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำที่มิชอบด้วยกฎหมายนั้นกันอย่างดุษฎีแม้กระทั่งทุกวันนี้!     

 

สำหรับการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในคดีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีสำคัญสะเทือนขวัญประชาชน  พนักงานสอบสวนทุกคนล้วนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของตำรวจผู้ใหญ่ในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน  ซึ่งเรียกกันว่าเป็น “พนักงานสอบสวนผู้ไม่รับผิดชอบ”  ให้รีบเสนอศาลออกหมายจับผู้ต้องหามาทำแผนประทุษกรรมให้นักข่าวถ่ายภาพ  เร่งปิดคดีโชว์ผลงานการสืบสวนสอบสวนของตนรวมทั้งผู้บังคับบัญชาด้วยกันทั้งสิ้น

 

ประชาชนโดยเฉพาะเจ้าพนักงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรมส่วนใหญ่ไม่ว่าฝ่ายใดคิดกันแต่ว่า  เมื่อศาลพิพากษายกฟ้อง  ก็ถือว่าจำเลยได้รับความยุติธรรมตามกฎหมาย  และทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุดแล้ว  ทั้งพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ

 

ตำรวจถือหลักว่า การสอบสวนมี “พยานหลักฐานตามสมควรน่าเชื่อว่ากระทำผิด”  ก็ออกหมายเรียกบุคคลเป็นผู้ต้องหาหรือเสนอศาลออกหมายจับ  อ้างไปมั่วๆ ว่าอาจหลบหนี ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรืออาจไม่ยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน!

 

อัยการตรวจ “เอกสารการสอบสวน” แล้ว เห็นว่าหลักฐาน “พอฟ้อง”  ก็สั่งฟ้องตามที่ตำรวจเสนอไป  พยานหลักฐานที่ปรากฏในบันทึกต่างๆ นั้นจะถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นและครบถ้วนหรือไม่  ไม่มีใครสามารถรู้ได้

 

ผลสุดท้าย แม้ศาลจะยกฟ้อง คดีถึงที่สุด  ศาลพิพากษาลงโทษใครไม่ได้  ทั้งพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ  ก็ไม่มีใครต้องรับผิดชอบแต่อย่างใด?

 

สำหรับจำเลยผู้บริสุทธิ์  หากติดคุกไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวนับได้กี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี  ก็มีสิทธิไปรับ  “เงินค่าติดคุก”  วันละ 500 บาท จากกระทรวงยุติธรรมตามที่ประชาสัมพันธ์กันไว้ได้ 

                   

แต่คนที่เจ็บแค้นใจที่สุดก็คือ “ผู้เสียหาย”  ไม่ว่าจะเป็นคนบาดเจ็บหรือญาติพี่น้องของคนที่ถูกฆ่าตาย 

 

นอกจากจะไม่ได้เห็นคนร้ายซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครถูกลงโทษตามกฎหมายแล้ว  ค่าสินใหมทดแทนทางแพ่งต่างๆ ก็ยังไม่มีสิทธิฟ้องให้ใครชดใช้ได้แม้แต่บาทเดียวอีกด้วย!