Columnist

ทางเลือกต่อการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

15 สิงหาคม 2019

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
การเมืองไทยมีอะไรที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ รัฐบาลตั้งขึ้นเพียงไม่กี่วันทำท่าซวนเซเสียแล้ว โดยเฉพาะเรื่องความผิดพลาดของนายกรัฐมนตรีในการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่สมบูรณ์ตามที่กำหนดไว้ในรัจธรรมนูญ ซึ่งมีแนวโน้มบานปลาย และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

การเมืองไทยมีอะไรที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ รัฐบาลตั้งขึ้นเพียงไม่กี่วันทำท่าซวนเซเสียแล้ว โดยเฉพาะเรื่องความผิดพลาดของนายกรัฐมนตรีในการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่สมบูรณ์ตามที่กำหนดไว้ในรัจธรรมนูญ ซึ่งมีแนวโน้มบานปลาย และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

สถานการณ์การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบพัฒนามาสู่ขั้นที่นายกรัฐมนตรีออกมายอมรับความผิดพลาดด้วยการขอโทษคณะรัฐมนตรีที่ทำให้ไม่สบายใจ พร้อมระบุว่าขอรับผิดชอบเพียงผู้เดียวและจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีต่อไป

 

ระหว่างที่รอการแสดงออกถึงความรับผิดชอบ มีผู้เสนอทางออกให้นายกรัฐมนตรีหลายทางเลือกด้วยกัน ทางเลือกแรกคือ การขอพระราชทานอภัยโทษ และขอพระบรมราชานุญาตถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ หลักคิดของแนวทางนี้ เมื่อทำผิดพลาดก็ขอโทษและเริ่มกระบวนการใหม่ให้ถูกต้อง ทุกอย่างก็จะดำเนินต่อไปตามขั้นตอน  

 

ขั้นตอนที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากแนวทางนี้คือ ทุกสิ่งต้องถอยหลังกลับไปสู่สภาพเดิมก่อนที่คณะรัฐมนตรีชุดนี้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาใหม่อีกครั้ง แต่ปมปัญหาที่ต้องคำนึงคือ มติคณะรัฐมนตรีและคำสั่งของรัฐมนตรีที่ผ่านมาก็จะถูกตีความได้ว่าเป็นโมฆะ 

 

และถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นกระบวนการใหม่ถูกต้องแล้ว แต่ความชอบธรรมของรัฐบาลและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลก็จะลดลงอย่างมหาศาล ขณะที่ความผิดพลาดของนายกรัฐมนตรีจะเป็นปมปัญหาที่ดำรงอยู่กับรัฐบาลตลอดไป ซึ่งจะถูกฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ และนำไปสู่การอภิปรายไปไว้วางใจรัฐบาลในอนาคตได้

 

ทางเลือกที่สอง การขอพระราชทานอภัยโทษ และลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งหมายความว่า นายกรัฐมนตรีมีความกล้าหาญอย่างมากในการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อความผิดพลาดที่ตนได้กระทำลงไป  ผลที่ตามมาคือเป็นการสิ้นสุดลงของรัฐบาล  และต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีกันใหม่

 

แต่การเลือกลาออกนั้น ดูเหมือนว่าเป็นทางเลือกที่นายกฯไม่ประสงค์เลือกแต่อย่างใด เพราะล่าสุดยังยืนยันผ่านโฆษกรัฐบาลว่า จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป  ดังนั้นความรับผิดชอบที่นายกรัฐมนตรีกล่าวก่อนหน้านั้นคงไม่ใช่การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  แต่คงเป็นการแสดงความรับผิดชอบในลักษณะอื่น

 

อย่างไรก็ตามหากพลเอกประยุทธ์ลาออก ก็ยังคงมีโอกาสถูกเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้ง แต่จะถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมอย่างหนักหน่วง แต่หากถอนตัวไม่ร่วมการคัดเลือกอีก ก็อาจรักษาเกียรติยศของตนเองไว้ระดับหนึ่ง ส่วนผู้ที่เข้าข่ายเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปคือผู้ที่อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง หรือหากเลือกบุคคลที่อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองไม่ได้ ก็สามารถดำเนินการตามกระบวนการรัฐธรรมนูญต่อไป ซึ่งให้สมาชิกรัฐสภาเสนอคนนอกบัญชีเป็นนายกรัฐมนตรีได้

 

ทางเลือกที่สาม นายกฯเลือกไม่ทำอะไรที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบในเวลานี้ โดยปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเรื่อยๆ และรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วจึงค่อยกำหนดท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา ทว่าเรื่องนี้ยิ่งยืดเยื้อออกไปมากเท่าไร ความไม่มั่นคง และความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลก็ยิ่งมีสูง และยิ่งสร้างความเสียหายแก่ประเทศมากขึ้นเท่านั้น  

 

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในทางที่เป็นคุณต่อรัฐบาล ในแนวที่ว่าการถวายสัตย์ได้กระทำครบถ้วนตามกระบวนการแล้ว แม้ว่านายกฯอ่านคำสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามรัฐธรรมนูญก็ไม่ถือว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ รัฐบาลสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ หากออกมาแนวนี้ การบริหารประเทศของรัฐบาลก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยความชอบธรรมตามกฎหมาย เพราะศาลรัฐธรรมนูญให้การรับรอง  แต่ความชอบธรรมทางการเมืองก็ยังคงไม่อาจคลี่คลายได้มากนัก

 

แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การถวายสัตย์ไม่ครบขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ  ก็หมายความว่าสิ่งที่กระทำลงไปแล้วไม่มีผลบังคับ รัฐบาลก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่งระหว่าง การถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ หรือลาออก ทว่าแนวโน้มน่าจะไปในทิศทางลาออกเสียมากกว่า เพราะความชอบธรรมทางการเมืองได้มลายสิ้นแล้ว   

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอญุ่กับการตัดสินใจของพลเอกประยุทธ์ว่า จะเลือกเส้นทางใด ระหว่าง “การแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด โดยลาออกและดำรงชีวิตต่อไปด้วยเกียรติยศ”  หรือ “การเลือกอยู่ต่อ ซึ่งต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการต่อต้านอย่างเข้มข้น จนอาจนำไปสู่การจบชีวิตทางการเมืองอย่างขมขื่นก็ได้”