Columnist

เลือกตั้งซ่อมนครปฐม:  บริบทเปลี่ยนและชัยชนะที่ยังไม่อาจกำหนด

10 ตุลาคม 2019 เวลา 20:19 น.
เปิดอ่าน 409

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

กระแสอารมณ์ความรู้สึกของความเป็นขั้วการเมืองไม่เข้มข้นเท่ากับการเลือกตั้งทั่วไป 

การเลือกตั้งซ่อมเขต ๕ จังหวัดนครปฐมเกิดขึ้นจากการลาออกของ นางจุมพิตา จันทรขจร อดีต ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมีปัญหาเรื่องสุขภาพจนไม่สามารถปฏิหน้าที่ได้ และวันเลือกตั้งถูกกำหนดขึ้นในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๒

 

เขตเลือกตั้งที่ ๕ จังหวัดนครปฐมครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของอำเภอสามพรานเพียงอำเภอเดียว  สามพรานมีพื้นที่แบบเขตเมืองเป็นหลัก มีสถานประกอบการทางธุรกิจ พาณิชย์ บริการและอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก  แต่ก็มีเกษตรกรอยู่ไม่น้อยกัน  มีผู้คนหลากหลายอาชีพ ทั้งนักธุรกิจ ผู้ประกอบการรายย่อย ข้าราชการพนักงานเอกชน ผู้ใช้แรงงานใน เกษตรกร และอาชีพอิสระอื่น ๆ อีกมากมาย

 

การเลือกตั้งในอดีตเมื่อปี ๒๕๕๔ เป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยเพียงสองพรรคเท่านั้น  ชัยชนะเป็นของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์เป็นผู้สมัครได้คะแนน ๔๘,๕๔๔ คะแนน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีนายมารุต บุญมีเป็นผู้สมัครได้คะแนน ๔๐,๓๐๗ คะแนน แพ้ไปเพียงแปดพันกว่าคะแนน นับเป็นการแข่งขันที่ค่อนข้างสูสีกันพอสมควร

 

การเลือกตั้งในเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา  มีผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่สนามการแข่งขันในเขตเลือกตั้งนี้เพิ่มขึ้น ทั้งในแง่พรรคและตัวบุคคล   สิ่งที่น่าสังเกตคือพรรคเพื่อไทย ซึ่งชนะเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๕๔ ไม่ได้ส่งผู้สมัครแข่งขัน นั่นเป็นเพราะนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้ย้ายไปอยู่พรรคชาติไทยพัฒนาเสียแล้ว

 

ทว่านายเผดิมชัย กลับแพ้เลือกตั้งอย่างขาดลอย ได้ลำดับที่สี่ ด้วยคะแนนเพียง ๑๒,๒๗๙ คะแนน เท่านั้น คะแนนหายไปจากเดิมถึง ๓ หมื่นกว่าคะแนน       

 

ส่วนผู้ชนะการเลือกตั้งกลับเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ สังกัดพรรคใหม่ อันได้แก่ นางจุมพิตา พรรคอนาคตใหม่ ชนะด้วยคะแนน ๓๔,๑๖๔ เสียง   คะแนนเสียงจำนวนนี้ใกล้เคียงกับคะแนนที่หายไปของนายเผดิมชัย   เป็นไปได้สูงว่าผู้ที่เคยเลือกนายเผดิมชัยมาก่อน เมื่อคราวสังกัดพรรคเพื่อไทย ได้หันมาเทคะแนนให้แก่พรรคอนาคตใหม่แทน

 

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ก็มีสถานการณ์ไม่แตกต่างกันมากนัก คะแนนที่เคยได้สี่หมื่นกว่าเสียง ลดลงเหลือเพียง  ๑๘,๙๗๐ เสียงเท่านั้น  และเป็นไปได้สูงว่า ผู้ที่เคยเลือกพรรคนี้จำนวนมากหันไปเลือกผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้คะแนนถึง ๑๘,๗๔๑ เสียง

 

การเลือกตั้งซ่อมที่จะถึง พรรคพลังประชารัฐพยายามใช้ยุทธศาสตร์รวมศูนย์เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง  จึงไม่ส่งผู้สมัครเข้าแข่งขัน และให้พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครเสมือนเป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาล เพื่อแข่งกับผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนซีกฝ่ายค้าน หากแข่งขันกันเพียงสองพรรคสองขั้วแบบนี้ เมื่อดูฐานคะแนนรวมของซีกพรรคร่วมรัฐบาลทั้งสามพรรค ก็มีโอกาสสูงที่จะเอาชนะพรรคอนาคตใหม่ได้   แต่ยุทธศาสตร์นี้ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

 

 

เจ้าถิ่นดั้งเดิมอย่างนายเผดิมชัย ซึ่งถูกเรียกว่า “บ้านใหญ่” มิได้คิดแบบนั้น  การละทิ้งสนามเลือกตั้งเพื่อเปิดทางให้พันธมิตรมิใช่วิสัยที่กระทำได้ง่าย  เพราะการมีสถานภาพเป็น ส.ส.กับไม่เป็น ส.ส.นั้น มีความแตกต่างกันมากในเรื่องอิทธิพลภายใต้บริบทโครงสร้างอำนาจของสังคมไทย   ดังนั้นเมื่อโอกาสเปิด ก็ย่อมอยากใช้โอกาสนั้นอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้ตนเองเข้าถึงอำนาจให้ได้  ส่วนภาพรวมทางการเมืองหรือเอกภาพของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

  

สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลให้พรรคอนาคตใหม่สามารถรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันเอาไว้ได้  เพราะคะแนนของฝ่ายค้านจะรวมศูนย์ให้แก่พรรคอนาคตใหม่  ขณะที่คะแนนฝ่ายรัฐบาลจะแตกกระจายเป็นสองส่วน แบ่งปันกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทยพัฒนา  ซึ่งบั่นทอนโอกาสแห่งชัยชนะของผู้สมัครพรรคทั้งสองลงไปไม่น้อยทีเดียว

 

สนามเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ดูเหมือนฝ่ายค้านมีเอกภาพของยุทธศาสตร์ทางการเมืองภาพรวมมากกว่าฝ่ายรัฐบาล   แต่นั่นแหละ การได้เปรียบในการแข่งขันในช่วงเริ่มต้นมิใช่เป็นหลักประกันของชัยชนะเสมอไป  เพราะการหาเสียงเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่มีพลวัตสูงยิ่ง  การเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ เพราะแต่ละฝ่ายย่อมใช้สารพัดกลยุทธ์เพื่อให้ตนเองประสบชัยชนะในการแข่งขัน

 

ดังนั้นแม้พรรคอนาคตใหม่มีความได้เปรียบที่ฐานคะแนนเดิมไม่ถูกแบ่งแยก  แต่การเลือกตั้งซ่อมแตกต่างจากการเลือกตั้งทั่วไป ตรงที่กระแสอารมณ์ความรู้สึกของความเป็นขั้วการเมืองไม่เข้มข้นเท่ากับการเลือกตั้งทั่วไป   เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้โครงสร้างระบบอุปถัมภ์ การจัดตั้งเครือข่ายหัวคะแนนที่เข้มแข็ง และกลยุทธ์หาเสียงเชิงลึกที่เน้นความสัมพันธ์ส่วนตัวมีบทบาทในการเลือกตั้งมากขึ้น   และดูเหมือนว่าการหาเสียงโดยใช้กลยุทธ์แนวลึกเป็นความถนัดของผู้สมัครบางคนของพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคเสียด้วย

 

นั่นหมายความว่า เราไม่อาจกำหนดได้อย่างชัดเจนว่า พรรคใดจะกำชัยชนะได้อย่างแน่นอน การแข่งขันจะดำเนินไปอย่างเข้มข้น และโอกาสแห่งชัยชนะก็ยังเปิดกว้างสำหรับทั้งสามพรรคที่อยู่ในลู่การแข่งขัน