Columnist

“ไฮสปีดเทรน” ในยุคไร้ Absolute Power

7 สิงหาคม 2019

เนตรทิพย์
วันวาน “เนตรทิพย์” เหลือบไปเห็นข่าว “ปณต สิริวัฒนภักดี” ผู้บริหารบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ของกลุ่ม”เจ้าสัวเจริญ” ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ ถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาที่ดิน 104 ไร่ บริเวณโรงเรียนเตรียมทหารเดิม หรือโครงการ One Bangkok ที่กลุ่มเจ้าสัวเจริญตั้งใจจะปั้นให้เป็นแลนด์มาร์คใหม่ของเมืองไทย ที่กอปรไปด้วยอาคาร สำนักงาน โรงแรม รีเทลและคอนโดที่อยู่อาศัยสุดหรู ด้วยเงินลงทุนที่มากที่สุดในประเทศไทยถึง 1.2 แสนล้านบาท

วันวาน “เนตรทิพย์” เหลือบไปเห็นข่าว “ปณต สิริวัฒนภักดี” ผู้บริหารบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ของกลุ่ม”เจ้าสัวเจริญ” ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ ถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาที่ดิน 104 ไร่ บริเวณโรงเรียนเตรียมทหารเดิม หรือโครงการ One Bangkok ที่กลุ่มเจ้าสัวเจริญตั้งใจจะปั้นให้เป็นแลนด์มาร์คใหม่ของเมืองไทย ที่กอปรไปด้วยอาคาร สำนักงาน โรงแรม รีเทลและคอนโดที่อยู่อาศัยสุดหรู ด้วยเงินลงทุนที่มากที่สุดในประเทศไทยถึง 1.2 แสนล้านบาท

เห็นแล้วก็ให้นึกย้อนมาถึงที่ดิน 150 ไร่ทำเลทอง “ผืนสุดท้าย” บริเวณสถานีมักกะสัน หรือสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เพิ่งจะแถมพ่วงไปให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่บริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้งและพันธมิตรประมูลได้ไปแบบ “ม้วนเดียวจบ”ก่อนหน้านั้นจริง ๆ

 

ขนาดที่ดินแค่ 104 ไร่ของสำนักงานทรัพย์สินฯที่กลุ่ม “เจ้าสัวเจริญ”ประมูลได้ไปยังสามารถนำไปพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสระดับแสนล้านบาทได้ แล้วเหตุใดที่ดินทำเลทองผืนสุดท้ายใจกลางกรุงเช่นนี้ การรถไฟฯและรัฐบาลชุดไหนก็ไม่รู้ถึงมุบมิบ ๆ ประ(เคน)มูลแถมพกไปให้กลุ่มทุนยักษ์ ผ่านโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินไปได้ง่ายๆ ถึงเพียงนี้

 

ทั้งที่หากรัฐและการรถไฟฯ นำที่ดินทำเลทองดังกล่าวมาประมูลหาเอกชนเข้ามาพัฒนาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ไม่แน่ว่า บรรดาหนี้สินกว่า 1.2 แสนล้านบาทของการรถไฟก็อาจจะอันตธานหายไปเลยก็ได้  

 

พูดถึง “โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)”วงเงินลงทุนกว่า 2.24 แสนล้านบาทที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)จัดประมูลไปก่อนหน้าและเตรียมประเคนสัมปทานออกไปให้กลุ่มทุนผู้ชนะประมูลแบบ “ม้วนเดียวจบ” คือบริษัทซี.พี โฮลดิ้งและพันธมิตรแล้ว ก็ให้คาใจไม่หาย

ล่าสุดเห็นฯพณฯท่านนายกฯออกมายืนยันกับสื่อว่า การลงนามในสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจะเป็นไปตามกำหนด ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้อย่างแน่นอน โดยขณะนี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กำลังดูแลอยู่ โดยอยู่ระหว่างการจัดทำแผนการส่งมอบพื้นที่ ซึ่งปัญหาขณะนี้

มีอย่างเดียวคือการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้ภาคเอกชน โดยขณะนี้มีการเคลียร์พื้นที่ไปกว่า 80% แล้ว เหลือเพียง 20% ซึ่งเป็นพื้นที่ต้องอพยพผู้คนออกจากพื้นที่เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ฯพณฯท่านนายกฯอาจลืมไปก็คือ หากอภิโปรเจ็กต์นี้มีการลงนามกันไปก่อนหน้า เชื่อแน่ว่าทุกอย่างคง “ไร้ปัญหา” ต่อให้มีการขุดคุ้ยฟื้นฝอยหาตะเข็บก็คงไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงตัวสัญญาสัมปทานโครงการได้แน่

 

เพราะอย่างไรเสีย อำนาจตาม ม.44 ที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)มีอยู่นั้น สามารถผ่าทางตันปัญหาไปได้หมด ดั่งที่นายกฯประกาศก้องระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาวันก่อนว่า “อำนาจบริหารของ คสช.นั้นอยู่เหนืออำนาจอื่นๆ ทั้งหมด ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ อ่านภาษากฎหมายออกหรือเปล่า”

 

            แต่..เมื่ออำนาจเบ็ดเสร็จที่เป็น Absolute Power ไม่มีอยู่แล้ว แม้โครงการนี้จะได้รับการไฟเขียวในหลักการให้การรถไฟฯ เร่งลงนามในสัญญากับบริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานไปก่อนหน้า แต่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันที่ปราศจากอำนาจพิเศษที่ว่านี้ การจะคาดหวังให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดของสัญญาที่จะลงนามเร่งดำเนินการรวบรัดเพื่อให้มีการลงนามในสัญญาให้จบ ๆ กันไป โดยที่ยังไม่สามารถเคลียร์หน้าเสื่อปมปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ได้นั้นเห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้วเพราะขืนสุ่มสี่สุ่มห้ามั่วนิ่มโม่แป้งกันออกไป ก็มีหวังได้เข้าปิ้งกันเป็นพรวนแน่ !

 

              อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้ โครงการดังกล่าวถูกตั้งข้อกังขามาไม่รู้จักกี่ไส้ขด เคยมีการตีแผ่ร่างสัญญาที่จะลงนามกัน ซึ่งยังพบว่า ยังมีรายการหมกเม็ด ปกปิดข้อสัญญาบางประการที่แม้แต่คนรถไฟเองก็ยังไม่ได้เห็น ไม่ว่าจะเรื่องของเงื่อนไขทางการเงินที่อยู่นอกเหนือทีโออาร์ การผูกพันให้รัฐและการรถไฟแบกเข้าไปการันตีความเสี่ยงต่างๆ ในหลายกรณี และโดยเฉพาะการจ่ายเงินสนับสนุนการดำเนินโครงการกว่า 117,227 ล้านบาท

สำคัญการเวนคืนและส่งมอบที่ดินในโครงการที่แม้แต่สำนักงานอัยการสูงสุดยังตั้งข้อสังเกตแนบท้ายให้การรถไฟฯตรวจสอบประเด็นดังกล่าวอย่างรอบคอบ ด้วยเกรงจะก่อให้เกิดค่าโง่ตามมาในอนาคตเฉกเช่นโครงการอื่น ๆ เพราะการรถไฟฯนั้น เคยมี”บทเรียน”ความล้มเหลวในการเวนคืนและสะสางปัญหาผู้บุกรุกออกจากแนวก่อสร้างรถไฟ หรือรถไฟฟ้ามาแล้ว  รวมทั้งยังเผชิญกับ “ค่าโง่”ในโครงการทางรถไฟและถนนยกระดับ “โฮปเวลล์” ที่จนป่านนี้ ก็ยังมืดแปดด้านจับมือใครดมไม่ได้

 

หากท้ายที่สุดแล้วโครงการนี้จะต้องจบลงด้วย “ค่าโง่”อีกหน ก็หวังแต่ว่านายกฯบิ๊กตู่คงไม่โยนเผือกร้อนไปให้ใครต่อใคร เหมือนกับอดีตรัฐมนตรีคมนาคมในอดีต ที่หอบลูกพรรคเข้ามาร่วมรัฐบาลของ ฯพณฯท่านบิ๊กตู่ในเวลานี้ ที่คงจะ “ความจำสั้น” หรือไม่ก็คงเป็น”อัลไซเมอร์”ไปแล้ว จนถึงขนาดที่จำไม่ได้ว่า

 

 ตนเองเป็นผู้กระเตงข้อเสนอให้ ครม.ในอดีตบอกเลิกสัญญาสัมปทานโครงการโฮปเวลล์กับมือ จนนำมาซึ่ง “ค่าโง่” นับหมื่นล้านบาทในวันนี้ที่การรถไฟฯยังมืดแปดด้าน!!!