Columnist

ระวัง!ระอุค่าโง่เสียเอง

29 กันยายน 2019 เวลา 13:21 น.
เปิดอ่าน 18

เนตรทิพย์

            ไม่รู้จะถือเป็นข่าวดี หรือข่ายร้าย สำหรับประชาชนคนไทยกันดี

 

            กับเรื่องของรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินระยะทาง 220 กม.มูลค่ากว่า 2.24 แสนล้านบาท ที่ “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกุล” รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ขีดเส้นตายให้บริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง และพันธมิตร (CPH) ผู้ชนะการประมูลโครงการตั้งแต่ปีมะโว้ จะต้องเข้ามาเซ็นสัญญากับการรถไฟฯ ภายในวันที่ 15 ตุลาคม ศกนี้ ก่อนสิ้นสุดการยืนราคาที่ทางกลุ่มเสนอไว้

 

“ หากกลุ่มซีพีเอชไม่มาลงนามภายในวันที่กำหนด คณะกรรมการคัดเลือกฯจะเชิญผู้ยื่นข้อเสนอรายที่ 2 มาเจรจาต่อ โดยกลุ่มซีพีเอชจะถูกริบหลักประกันซอง 2,000 ล้านบาท และอาจถูกขึ้นบัญชีดำเป็นผู้ทิ้งงาน ซึ่งจะทำให้กลุ่ม CPH หมดสิทธิ์เข้าร่วมประมูลงานกับภาครัฐ ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้เสนอรายที่ 2 มีราคาก่อสร้างสูงกว่าราคาที่กลุ่มซีพีเอชเสนอ กลุ่มซีพีเอชต้องจ่ายส่วนต่าง จึงต้องการให้ผู้ชนะประมูลดำเนินการโครงการต่อไป”  

 

นี่ฯพณฯทั่นรองนายกฯกำลังจะสื่อให้ประชาชนคนไทยรับรู้ว่า โครงการนี้รัฐบาลและการรถไฟฯถือไพ่เหนือกว่าคู่สัญญาเอกชนกระนั้นหรือ? กำลังจะบอกว่า ที่ผ่านมาบริษัทเอกชนมัวแต่โยกโย้ ไม่ยอมลงนามในสัญญาถึงต้องขีดเส้นตายให้ต้องลงนามในสัญญา  โดยรัฐหรือการรถไฟฯ จะไม่มีการเจรจาต้าอวยอะไรอีกแล้วกระนั้นหรือ?

 

มันใช่หรือ?

 

ข้อเท็จจริงนั้น ทุกฝ่ายต่างรู้อยู่เต็มอก มีโครงการสัมปทานใดบ้างที่มีเงื่อนไขสัมปทานดีที่สุดใน 3โลก เทียบเท่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่ว่านี้ เพราะนอกจากบริษัทเอกชนจะได้สัมปทานรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินมูลค่ากว่า 2.24 แสนล้านบาทไปแล้ว

 

 ภาครัฐโดยการรถไฟฯยังต้องจัดหาเม็ดเงินสนับสนุนโครงการระหว่างก่อสร้างอีก 1.17 แสนล้านบาทประเคนให้ไปอีก แถมยังได้ที่ดินทำเลทอง 150 ไร่บริเวณสถานีมักกะสันมูลค่ากว่า 1.2 แสนล้าน ทั้งยังได้รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ มูลค่า 2.5 หมื่นล้านแถมพกไปด้วยอีก  เงื่อนไขที่เรียกได้ว่า “เกิดอีก 10 ชาติก็หาไม่ได้แล้วในสามโลก” เช่นนี้ มีหรือที่บริษัทเอกชนจะอิดออดไม่เด้งรับข้อเสนอ

 

แต่มูลเหตุที่ทำให้การรถไฟฯ ไม่สามารถ “ปิดดีล” โครงการนี้ลงไปได้ ต้อง “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก”กันมาแรมปีนั้น ก็เพราะเงื่อนไขทางการเงินและข้อเสนอ“นอกกรอบ” ที่ถูกสอดไส้เป็นบัญชีห่างว่าวแนบท้ายสัญญานั่นต่างหากที่ทำเอา คนรถไฟที่รับหน้าเสื่อเจรจาต้องขอดเกล็ดโม่แป้งกันระลอกแล้วระลอกเล่า

 

เพราะทุกฝ่ายต่างรู้แก่ใจกันดีบทเรียนจากโครงการสัมปทานรัฐใต้ปีกกระทรวงคมนาคมกี่โครงการเข้าไปแล้วที่ต้องลงเอยด้วย “ค่าโง่” ที่ทิ้งไว้ให้ประเทศชาติและประชาชนรับกรรม บรรดาค่าโง่โครงการเหล่าก็ล้วนเกิดมาจาก”ใบสั่ง” เร่งรัดการลงนามหรือเร่งรัดโครงการกันแบบหน้ามืดตามัวกันมาทั้งสิ้น

 

  ยิ่งในส่วนของการรถไฟฯที่เพิ่งจะผ่านบทเรียนกรณี “ค่าโง่โฮปเวลล์” มูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านบาทที่จนป่านนี้ก็ยังคลำทางออกกันไม่เจอ การรถไฟและกระทรวงคมนาคมยังไม่รู้จะบากหน้าหาเม็ดเงินจากที่ไหนมาจ่ายค่าโง่ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดได้ จนต้องฟ้อนเงี้ยวดิ้นหาทางประวิงเวลากันหน้ามืดอยู่ในเวลานี้  

 

ประเด็นที่ผู้ปฏิบัติงานและฝ่ายบริหารรถไฟฯ ตลอดจนหลายภาคส่วนดาหน้าออกมาคัดง้างการประเคนโครงการสัมปทานนี้ไปให้กลุ่มทุนยักษ์นั้น ก็เพราะหวั่นเกรงว่า ท้ายที่สุดแล้ว โครงการนี้จะลงเอยด้วยการที่การรถไฟฯ เจริญรอยตาม “ค่าโง่โฮปเวลล์” เอาอีก

 

ด้วยการรถไฟฯนั้น ไร้ประสบการณ์การบริหารโครงการสัมปทาน “พีพีพี”ที่ว่านี้ จะมีก็แต่เป็น “นาย” เขามาโดยตลอด รู้จักแต่การ “เซ็งลี้” ให้เช่าที่ดินรถไฟฯหรือประมูลจัดซื้อ จัดจ้างทั่วไป ไม่เคยจะต้องมาบริหารจัดการในลักษณะโครงการร่วมลงทุนแบบรัฐ-เอกชนที่ทั้งสองฝ่ายมีสถานะทัดเทียมกันมาก่อน

 

ก็ขนาดโครงการโฮปเวลล์ที่ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไรเลย การรถไฟฯยังปล่อยให้โครงการต้องจบลงด้วยค่าโง่นับหมื่นล้านที่จนป่านนี้ยังคลำทางไม่ออกกันไม่เจอเอาได้ แล้วนับประสาอะไรกับรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่ผนวกเอา 3 อภิมหาโครงการยักษ์เข้าไว้ด้วยกันเช่นนี้

 

และยิ่งเมื่อมีข่าวว่าร่างสัญญาแนบท้ายที่คณะกรรมการเจรจาคัดเลือกและซีพีฯกำลังเจรจาต้าอวยกันอยู่นั้นมีมหกรรมหมกเม็ด ดึงรัฐเข้าไปเป็นเบี้ยล่างบริษัทเอกชนทุกกระเบียดนิ้ว จนแทบจะเรียกได้ว่าพร้อมจะโง่ตั้งแต่ในมุ้งด้วยแล้ว  แถมยังมีรายการหมกเม็ดที่ยังเคลียร์หน้าเสื่อไม่แล้วเสร็จ โดยเฉพาะกรณีการส่งมอบที่ดินในแนวรถไฟเนื้อที่กว่า 4,300 ไร่ การรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานอื่น ๆ นับสิบหน่วยงานที่ยังไม่ได้เคลียร์หน้าเสื่อ

 

สิ่งเหล่านี้จะทำเป็นเล่นปล่อยผ่านไปแบบลวก ๆ “เซ็นๆ กันเข้าไปเถอะ”  แบบที่อดีตประธานยกร่างรัฐธรรมนูญ เคยป่าวประกาศให้ประชาชนคนไทยเรารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป จนสุดท้ายกลับกลายมาเป็น “รัฐธรรมนวยฉบับปฏิกูล”ที่ยังคงหาทางออกให้กับประเทศไม่ได้เลยกระนั้นหรือ?

 

ก่อนจะไป "ดั้นเมฆ" ลุยกำถั่วรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่จะต้องผูกพันอนาคตลูกหลานไปอีก 50-100 ปี(อ่านไม่ผิดหรอก)  ก็สู้ฯพณฯท่าน “เสี่ยหนู”และฯพณฯ ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ช่วยกรุณากลับไปเคลียร์หน้าเสื่อ "ค่าโง่" โครงการระบบทางรถไฟและถนนยกระดับโฮปเวลล์ ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดให้สะเด็ดน้ำก่อนจะดีไหม? เพราะเส้นตายตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดวันท่ี 22 ตุลาคมศกนี้กำลังใกล้งวดเช้ามาทุกทีแล้วไม่ใช่หรือ?

 ไม่ต้องไปโอ่ความใจกว้างดั่งทะเลพร้อมควักเงินส่วนตัวนับร้อยล้านทุบตอม่อโฮปเวลล์ เพื่อตัดปัญหาข้ออ้างของบริษัทเอกชนที่ยังไม่ยอมลงนามในสัญญาอะไรนั่นหรอก

เพราะนัยว่าจนป่านนี้ กระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯ ยังไม่เคยตอบคำถามให้ประชาชนคนไทยได้กระจ่างเลยว่า นักการเมืองหรือใครกันบ้างที่มีส่วนในการบริหารสัญญาอัปยศโครงการนี้ จนนำมาซึ่งค่าโง่นับหมื่นล้านที่จะต้องควานหาเม็ดเงินภาษีประชาขนคนไทยไปจ่ายแก่คู่สัญญาเอกชนเขา

 

และจนป่านนี้ กระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯที่ดอดไปตั้งคณะทำงานตรวจสอบโครงการ ตรวจสอบที่มาที่ไปของโครงการก็ยังมะงุมมะงาหราคลำทางออกไม่เจอว่า ตกลงแล้วจะต้องลากคอใครมาขึ้นเขียง หรือให้ต้องมารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นตาม "พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2539" เฉกเช่นโครงการระบายข้าว “จีทูเจี๊ยะ” ของกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือค่าโง่บ่ำบัดบัดน้ำเสียคลองด่าน มูลค่ากว่า 2.2 หมื่นล้าน และค่าโง่รถและเรือดับเพลิง กทม.มูลค่า 6.8 พันล้านบาทที่เขาเชือดแพะบูชายัญกันระนาวไปแล้ว

ลากตัวเอามารับผิดชอบให้ได้เสียก่อนจะดีไหม ก่อนจะไประอุค่าโง่ระลอกใหม่ขึ้นมาอีก หาไม่แล้วตัวท่านเองน่ันแหล่ะจะโดน ม.157 เสียเอง ทำเป็นเล่นไป!!!