Columnist

หมาหลงบนทางด่วน!

26 กันยายน 2019 เวลา 06:05 น.
เปิดอ่าน 13

เนตรทิพย์

            ผ่านกันไปอย่างงวยงงกับมหกรรม “ตีปี๊บ” ของพลพรรคฝ่ายค้าน (และฝ่ายแค้น) กับการเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรณีปมการถวายสัตย์ที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่จบลงไปแบบ “เหวงๆ เหวอๆ” ประชาชนคนไทยแทบไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเนื้อหาที่อภิปรายคืออะไร

 

           ขณะที่กรณีการแต่งตั้ง รมต.ที่พัวพันยาเสพติด ต้องติดคุกออสซี่ แถมยังพ่วงดีกรีปริญญาเอกกำมะลอในประวัติ ที่น่าจะจับเอามาขึ้นเขียงมากกว่า

 

           หรือกรณีความล้มเหลวของการบริหารจัดการน้ำที่อุบลฯ และหลายจังหวัดในลุ่มน้ำมูล ทั้งที่มีบทเรียนกรณี "น้องน้ำถล่มกรุง" ในอดีตมาแล้ว ก็ไม่เห็นฝ่ายค้านจะตอแยทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน

 

           เช่นเดียวกับเรื่องของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่หลายฝ่ายออกมาตีปี๊บผลกระทบอันรุนแรงจากนโยบายดั้นเมฆของรัฐบาลทั้งชุดก่อนและชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องของการทำลายวิถีชีวิตชุมชน และแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำแหล่งใหญ่สุดของประเทศ การประกาศ “พังเมือง เอ้ย!ผังเมือง” ตาม พรบ.อีอีซี ที่นัยว่าเอื้อต่อนายทุน ก็ยังไม่เห็นฝ่ายค้านหรือหน่วยงานไหนจะล้วงลูกเข้ามาจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง!

 

           พูดถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่รัฐบาลชุดนี้ตีปี๊บเป็นรายวัน จะเป็น "ความหวัง" ในการกอบกู้เศรษฐกิจ กระตุ้นการลงทุนอย่างยั่งยืนอะไรแล้ว ก็ทำให้ “เนตรทิพย์” อดคิดไปถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษนามแนวชายแดนที่รัฐบาลก็เคยตีปี๊บเป็นวรรคเป็นเวร จะกรุยทางให้ไทยผงาดเป็นพี่เบิ้มในภูมิภาคนี้เช่นกัน!

 

           ก็ไม่รู้ตอนนี้นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนดังกล่าวคืบหน้าไปถึงไหนอย่างไรแล้ว ฯพณฯท่าน "นายกฯบิ๊กตู่" และรองนายกฯสมคิด ที่เคารพ!

 

           เห็นแล้วก็ทำให้นึกไปถึงคำพูดของผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมนับถือมากที่สุดท่านหนึ่ง ที่เคยกล่าวถึงนโยบายการพัฒนาประเทศไทยของเราเอาไว้อย่างน่าคิดว่า

 

           เหมือน “หมาหลงบนทางด่วน” ยังไงยังงั้น!

 

           เรามีสำนักผังเมือง มีสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีสำนักงานวางแผนเศรษฐกิจ จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาอะไรต่อมิอะไรกันเป็นสิบ เป็นร้อยแห่ง แต่ก็ลมเพลมพัดไปตามลมการเมืองและพัฒนาประเทศกันไปแบบ "ไร้จุดหมาย"

 

           วันวานรัฐบาลไปโหมปลุกท่าเรือน้ำลึกทวาย ปลุกเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในพม่ากันใหญ่โตจะให้เชื่อมต่อกับการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังของไทย

 

           ถัดมาปลุกรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อเพื่อนบ้านจะไปเชื่อมกับนโยบาย “วันโรด วัน เบลท์ (One Road One Belt)” ของจีนกันเอาเป็นเอาตาย สั่งหน่วยงานจัดทำแผนก่อสร้างเส้นทางเชื่อมต่อเส้นทางเชื่อมโยงเศรษฐกิจ East-West Corridor เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้านอินโดจีนให้ยุ่บยั่บ

 

           วันวานตีปี๊บโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย- จีน เส้นทาง จากกรุงเทพฯ - โคราช - หนองคาย มูลค่ารวมกว่า 400,000 ล้าน เส้นทางแรกที่นายกฯประเดิมเทหินคลุกปักหมุดวางรางไปปลายปี 2560 คืบหน้าไปถึงไหนไม่รู้ แต่เวลานี้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ- อู่ตะเภา) มูลค่า 2.24 แสนล้านบาท ทำท่าจะปาดหน้าก่อสร้างไปได้ก่อนซะอย่างนั้น!

 

           ก็คงเหตุนี้ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือมากท่านนี้ถึงบอกกับผมว่า หากจะให้นิยามบ้านเมืองเราเวลานี้ก็คงต้องบอกว่ามันมีสภาพไม่ต่างไปจาก “หมาหลงบนทางด่วน”! คือไม่รู้อะไรเลยไม่รู้จะเดินไปทางทิศไหนยืนเก้ๆ กังๆ หันซ้าย หันขวากันอยู่นั่นแหล่ะ!

 

           จะให้เชื่อมั่นประเทศไทยไปกับ “ลุงตู่” หลายฝ่ายก็ชักไม่แน่ใจไอ้ที่กำลังตีฆ้องร้องป่าวโมงตุ้มโมงตุ้มโมงอะไรกันอยู่นี้จะนำพาเราไปไหนกันแน่! เพราะยังเห็นรองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังออกมาเตือนประชาชนให้พึงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยกันให้หนัก

 

           วันวานตีปี๊บโครงข่ายขนส่งระบบราง ปลุกเส้นทาง East-West Corridor หรือจะรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-โคราช-หนองคาย เส้นทางขนส่งจะเชื่อมต่อจากแหลมฉบัง-กรุงเทพ-กาญจนบุรี่ สู่เมืองทวาย ระบบรางเด่นชัย-เชียงรายเพื่อเชื่อมต่อกับเส้นทางจากจีนตอนใต้ที่ก่อสร้างมาจรดประเทศไทย หรือจะขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซีออกไปถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนระยอง จันทบุรี สระแก้ว

 

           สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นเส้นทางการส่งต่อความเจริญไปให้เพื่อนบ้าน เปิดทางจีนอาศัยเป็นสะพานข้ามไปขุดทอง (จากที่ขุดทองในไทยจนแทบจะไม่หลงเหลืออะไรให้ขุดแล้ว)

 

           ส่วนพี่ไทยเราคงได้แต่อาศัยใบบุญตั้งเพิงหมาแหงน หวังแค่ได้ขายส้มตำ-น้ำตก ไก่ย่างกับจุดแวะพักริมทางขบวนคาราวานขนส่งสินค้าขึ้น-ล่องของเขาเท่านั้น!

 

           ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ มันสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาประเทศแบบไร้ทิศ เป็นยิ่งกว่า “หมาหลงบนทางด่วน” เสียอีก! “เนตรทิพย์” เคยไปดูงานมหกรรมงานแสดงระดับโลก “The World Expo 2010” ที่ประเทศจีนเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน โดยรัฐบาลจีนนั้นทุ่มเทงบประมาณกว่า 1.3 แสนล้านในการเนรมิตเมืองใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับงานมหกรรมในระดับโลกดังกล่าว พร้อมโชว์ศักยภาพของประเทศจีนว่าพัฒนาไปถึงไหนอย่างไร รายละเอียดนั้นผมคงจะไม่กล่าวถึง เพราะมันผ่านไปแล้วเกือบ 10 ปี

 

           แต่ 1 ในไฮไลท์ที่รัฐบาลจีนนำออกมาแสดงในเวลานั้น ก็คือ “แบบจำลองของมหานครเซี่ยงไฮ้” ที่เขาจัดแสดงเรียกน้ำย่อยให้ผู้คนทั่วโลกที่ไปชมงานเอ็กซ์โปในครั้งนั้นได้เห็นถึง ทิศทางการเติบโตของมหานครเซี่ยงไฮ้ในทุกซอกทุกมุม ตั้งแต่ อดีต ปัจจุบันและในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าคือในปี 2020 ว่าจะขยายเมืองไปถึงไหนอย่างไร

 

เขามีการวางทิศทางการขยายเมืองในอนาคต10 ปีข้างหน้าไว้เป็นแผนแม่บทสุดอลังการ วางผังจัดโซนนิ่งเขตเศรษฐกิจ เขตที่อยู่อาศัย เขตอุตสาหกรรม จัดระบบสาธารณูปโภครองรับครบวงจร ไม่ปล่อยให้ขยายเมืองกันไปตามมีตามเกิดแบบบ้านเราแล้วค่อยตามไปทุบๆๆๆ ขุดๆๆ สร้างระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ในภายหลัง

 

        ไม่แปลกใจเลยเหตุใดนักวิเคราะห์ทั่วโลกถึงฟันธงในขณะนั้นว่า จีนกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก และจะทะยานขึ้นแซงหน้ามะกันไปได้อย่างแน่นอน แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้นจริง ๆ

 

         แต่พอเหลียวกลับมาดูบ้านเราวันนั้นกับวันนี้ ก็ได้แต่สะท้อนใจครับ เราพัฒนาเมืองอย่างไร้ทิศ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร้ทิศไร้แผนเป็นลมเพลมพัดกันจริงๆ บ้านเมืองเราในเวลานี้ถึงได้ตกอยู่ในสภาพ “หมาหลงบนทางด่วน” อย่างที่เห็นไงครับ!!!