Columnist

ปูเสื่อรอ 5 จี

6 ตุลาคม 2019 เวลา 11:31 น.
เปิดอ่าน 123

เนตรทิพย์

         เกินกว่าฟรอยต์(ซิกมุนด์ ฟรอยด์)จะจินตนาการจริงๆ !...

         กับเรื่องของนโยบาย "ชิม ช้อป ใช้"  และ "100 เดียวเที่ยวทั่วไทย" ที่รัฐบาลหว่านเม็ดเงินไปนับหมื่นล้านในการกระตุ้นให้ผู้คนนับ 10 ล้านคนให้ออกไปจับจ่ายใช้สอยและท่องเที่ยวกันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

         แต่กลับลงเอยด้วยความโกลาหล หลังผู้คนที่เฮโลไปช้อปปิ้งในห้างดังแน่นขนัด แต่ระบบกระเป๋าอิเล็คทรอนิค G-Wallet ที่รัฐบาลวางไว้ไม่อาจจะรองรับได้ ทำเอาผู้คนที่พากันไปจับจ่ายใช้สอยกันเพลินๆ เกิดอาการเซ็งเป็ดกับการรอคิวข้ามภพข้ามชาติ เลยพากันเทและทิ้งรถเข็นไว้ดูต่างหน้า

        มันสะท้อนอะไรน่ะหรือ?

         มันสะท้อนให้เห็นว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสุดบิ๊กบึ้มที่ว่า จ่อจะกลายเป็นมหกรรม "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" (หรือทะเลก็ไม่รู้) เพราะผู้คนไม่อยากนำเงินออกมาจับจ่ายใช้สอยกัน อยากจะกำเงินสดไว้กับตัวกันเสียมากกว่า ขนาดข้าวของบนรถเข็นไม่ถึง 1,000 บาท ยังไม่ยอมควักเงินสดส่วนตัวจ่ายเองเลย

         จึงไม่แปลกที่หลากสำนักจะแสดงความกังวลว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 320,000 ล้านที่รัฐหว่านลงไปล่าสุดนั้น จ่อจะ "มุกแป๊ก" ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้กระเตื้องขึ้นมาได้จริง

         วันวานที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยังออกมาป่าวประกาศจำเป็นต้องปรับลดประมาณการทางเศรษฐกิจของปีนี้ลงเหลือแค่ 2.7-3% เท่านั้น ขณะที่การส่งออกที่เคยคาดการณ์เป็นบวกมาก่อนหน้าล่าสุด กกร.ได้ปรับลดลงไปถึง -2% ด้วยซ้ำ ทั้งที่ 3 เดือนก่อนยังคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังจะขยายตัวไปได้ถึง  2.9-3.3% อยู่เลย!

 

          เห็นแล้วก็ทำให้นึกไปถึงตำราเศรษฐศาสตร์การจัดการที่  รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร วิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง(วบส.) อดีตผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน(MPPM) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่เคยตอกย้ำให้ภาครัฐพึงระวังการจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะต้องดำเนินการในช่วงที่เห็นสัญญาณชัดเจนว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น หรือผงกหัวขึ้นมา

         ไม่ใช่ไปดำเนินการเอาในช่วงที่เศรษฐกิจยังตกต่ำ และไม่รู้ว่าจะตกต่ำลงไปถึงไหน ยังหาสัญญาณกระเตื้องไม่มี หาไม่แล้วมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดำเนินการไปจะกลายเป็นความสูญเปล่า เพราะหากผู้คนยังมีความไม่มั่นใจในอนาคตของตนเอง ยังไม่รู้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำลงไปถึงไหน ย่อมเลือกที่จะเก็บกำเงินสดไว้ในมือมากกว่าจะจับจ่ายใช้สอย

         สำหรับ "เนตรทิพย์" แล้ว ที่จริงยังมีหนทางกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนที่นอกจากจะเป็นหนทางกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวแล้ว ยังมีส่วนข่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนควบคู่กันไปด้วย นั่นก็คือ การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมือถือเร่งลงทุนพัฒนาเครือข่าย 4 จีและ 5 จี ให้เต็มกำลังในระยะ 2-3 ปีจากนี้หรือจะ 1-2  ปีตามความมุ่งหมายของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)นั่นแหละครับ!

         เพราะความสำเร็จของการพัฒนามือถือระบบ 2 จีและ 3 ในอดีต หรือระบบ4Gในปัจจุบันนั้ัน ทุกฝ่ายต่างก็ประจักษ์อยู่แล้วว่ามีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจให้กระเพื่อมได้มากน้อยแค่ไหน ทำให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาก้าวไกลไปเพียงใด อุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีมูลค่าทางการตลาดทะลุ 500,000 - 600,000 ล้านบาทไปแล้ว

         ขณะที่วิถีขีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเป็นอย่างไรนั้นทุกฝ่ายต่างรู้แก่ใจกันดีอยู่ วันนี้เรามีเบอร์มือถือกันทั้งประเทศกว่า 125 ล้นเลขหมายแล้ว มากกว่าจำนวนประชากรเสียอีก หากในอนาคตสามารถผลักดันการลงทุน 5 จีให้เกิดขึ้นได้เศรษฐกิจจะเติบโตไปได้อีกแค่ไหน จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจไทยได้อีกกี่เท่าหรือกี่มากน้อยนั้นผมคงสาธยายได้ไม่หมด

       แต่หนทางในการผลักดันให้เกิดการประมูลคลื่น 5 จี ที่ กสทช.ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งมาตั้งแต่ปีมะโว้ จนล่วงเข้ามาปีนี้ก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ ด้วยข้อจำกัดของหลักเกณฑ์การประมูลเดิม และ กรอบแนวคิดในการประมูลด้วยวิธีการเดิมที่เคยใช้กับการจัดสรรคลื่น 2G - 3G รวมถึง 4G ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ของตลาดโทรคมนาคมในปัจจุบันไปแล้ว

 

       ท้ายที่สุด กสทช.จึงเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง "คณะกรรมการขับเคลื่อน 5 จี"ขึ้น เพื่อหวังจะให้มีการขยับโรดแม็พ 5 จีให้เร็วขึ้น จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถใช้งานได้ปลายปี 2563 - ต้นปี 2564 แต่ขณะนี้นัยว่า ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ ต่างมีแผนจะเปิดให้บริการ5จีเต็มตัวในกลางปี 2563 ขณะที่ญี่ปุ่น และ จีน กำหนดจะเปิดใช้งานในมหกรรมงานโอลิมปิกในเดือน ก.ค. 2563 จึงหวังจะให้มีการขยับ "โรดแมพ5จี" ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม เพื่อสกัดกั้นไม่ให้นักลงทุนย้ายฐานไปประเทศอื่นว่างั้นเถอะ

        แต่ในส่วนของโอปอเรเตอร์ค่ายมือถือต่างๆ นั้น ต่างยังคงสงวนท่าที แบ่งรับแบ่งสู้ หากรัฐจะให้กระโจนลงทุนในเครือข่าย 5 จีทันทีจะปีนี้หรือปีหน้าก็ยังไม่พร้อมกันอยู่ดี ด้วยเครือข่าย 4 จีที่ลงทุนกันไปแทบ "หมดหน้าตัก" ของแต่ละค่ายนั้น ยังไม่ได้ถอนทุนคืนแต่อย่างใด

        หากจะต้องลงทุนเครือข่าย 5 จีนี้กันอีกเป็นแสนล้าน คงได้หืดจับลมจับกันเป็นทิวแถว  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมนั้นไม่เหมือนทีวีดิจิทัล ที่ลงทุนไปแล้วเกิดขาดทุนขึ้นมา ยังสามารถขอคืนใบอนุญาตต่อกสทช.และได้รับเงินชดเชยค่าคลื่นกลับมา

       แต่ในส่วนของกิจการโทรคมนาคมนั้น เอาแค่มีข้อเสนอ จะให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการลงทุนในโครงข่ายโทรคมนาคมพื้นฐาน 5 จีบ้าง ยังยากจะฝ่าด่านอรหันต์ของนักวิชาการและเครือข่ายอะไรทั้งหลายแหล่ ที่พร้อมจะดาหน้าออกมาถล่ม!

       จึงแทบไม่ต้องไปคาดหวังว่า รัฐบาลหรือ กสทช.จะเอื้ออาทรแบบแจกคลื่นความถี่ไปให้เอกชนลงทุนแบบไม่คิดค่าธรรมเนียมใดๆ แบบในต่างประเทศเขา จริงไม่จริง!!!