Columnist

แนวคิดการพัฒนาชายแดนใต้

29 สิงหาคม 2019 เวลา 05:52 น.

โคทม อารียา

พระรูปหนึ่งได้กรุณามอบหนังสือที่เขียนโดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)ให้แก่ผม เรื่องที่พระอาจารย์เขียนไว้คือให้จำแนกระหว่างฉันทะกับตัณหาให้ดี ทั้งสองคำเป็นเรื่องของความอยากเหมือนกัน ถ้า “อยากให้สิ่งนั้น ๆ อยู่ในภาวะที่ดีงามสมบูรณ์ของมัน อยากรู้อยากทำอะไร ๆ ให้ดีงามสมบูรณ์= ฉันทะ”แต่ถ้า “อยากให้ตัวได้เสพ ได้บำรุงบำเรอ อยากใหญ่โตโอ้อวด อยากโก้ อยากเก๋ = ตัณหา”

 

ท่านยกตัวอย่างเป็นเชิงเตือนสังคมไทยว่า เรารับสมาร์ทโฟนที่คนอื่นผลิตเข้ามา ส่วนใหญ่รับด้วยตัณหา “เอามาใช้เพื่อเสพแทบทั้งนั้น คนไทยต้องรีบเตือนกันว่า ถ้ารับมือไอทีแบบนี้ จะไปไม่รอด ต้องเร่งฉันทะขึ้นมา ช้าไม่ได้ ... สมาร์ทโฟนต้องใช้เพื่อศึกษา ไม่ใช้อยู่แต่เสพ ต้องใช้เสพให้น้อยลง ใช้ศึกษาให้มากขึ้น ถ้าเอาแค่เสพสนองตัณหาก็จบ ได้แต่เป็นเหยื่อเขาเท่านั้น”

 

เรื่องที่พระอาจารย์เขียนไว้ในเล่มเดียวกันเป็นเรื่องปัจจยาการ หรืออาการที่เป็นปัจจัยแก่กัน คนเข้าใจกันว่า ผลเกิดแต่เหตุปัจจัยแล้วมักมองว่า “อันนี้เกิดจากเหตุอะไรนะ เกิดจากปัจจัยอะไรนะ แล้วก็ค้นหาเหตุปัจจัยอันนั้น อย่างนี้เรียกว่า ลัทธิเหตุเดียวผลเดียว หรือ เอกการณวาท ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ” อันที่จริง ผลอันหนึ่งเกิดจากปัจจัยหลากหลาย ต้องมีปัจจัยพรั่งพร้อมมาประกอบกันในขณะเดียวกัน ปัจจัยแต่ละตัวก็ทำให้เกิดผลตัวละหลายอย่างกล่าวได้ว่า “

 

จากปัจจัยอเนก ได้ผลอันหนึ่ง จากปัจจัยหนึ่ง ๆ เกิดผลหลากหลาย”ดังนั้น ในการพัฒนา ต้องจัดให้มีปัจจัยมาประกอบกันอย่างพรั่งพร้อม และต้องคิดถึงผลกระทบข้างเคียงด้วย นั่นคือ ต้องคิดในเชิงนิเวศ ในเชิงเชื่อมโยง และในภาพรวม

 

สำหรับชายแดนใต้ เรามุ่งผลไปที่การเกิดสันติภาพ แต่ต่างฝ่ายต่างยกเหตุปัจจัยที่ตนถือว่าสำคัญมาเป็นปัจจัยหลัก บ้างพูดถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือทางการเมือง เช่น ผมสนใจเรื่องการเมือง จึงมักยกปัจจัยทางการเมืองขึ้นมาอ้าง ยกคำกล่าวของฝรั่งขึ้นมาอ้างว่า “War is the continuation of politics by other means”

 

ผมมักอ้างว่า ถ้าเราทำเหตุปัจจัยทางการเมืองให้พร้อม คนที่อาศัย War เป็นปัจจัยเพราะการเมืองเดินไปไม่ได้ ก็จะหันมาใช้การเมืองเป็นปัจจัยแทน War ผมคิดต่อไปว่า ปัจจัยทางการเมืองที่สำคัญมี อาทิ ความยุติธรรม หลักประกันด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชน และการปกครองโดยคนในท้องถิ่นเป็นสำคัญ แต่เป็นธรรมดาที่ฝ่ายที่ใช้ War เป็นปัจจัยคงจะเห็นต่างออกไป เช่น ฝ่ายขบวนการอาจคิดว่า เราหมดหวังแล้วที่จะเรียกร้องให้รัฐใช้ปัจจัยทางการเมืองเพื่อบรรลุสันติภาพ เราพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น ฉันทะของเราคือการสร้างดินแดนแห่งนี้ให้อุดมสมบูรณ์ และขอดินแดนที่เคยเป็นของเราคืนมา

 

ส่วนฝ่ายความมั่นคงอาจคิดว่า รัฐได้ทำเต็มที่เพื่อจัดให้เหตุปัจจัยต่าง ๆ พรั่งพร้อม เว้นแต่ในเรื่องการปกครองตนเองของท้องถิ่นซึ่งให้มากกว่านี้ยังไม่ได้ เพราะต้องระวังมิให้การปกครองท้องถิ่นที่มีความเป็นเอกเทศ (autonomy) มากขึ้น จะเป็นปัจจัยไปสู่การแยกดินแดนซึ่งยอมไม่ได้ เราได้ทำและอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้คนในชายแดนใต้ฟังแล้ว ส่วนใหญ่เข้าใจและอยู่ข้างรัฐ เรามาถูกทางแล้ว แต่สำหรับคนส่วนน้อยที่เข้าใจแต่ในเรื่องการใช้ความรุนแรง เราจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงในการปราบปราม สังเกตว่าทั้งสองฝ่ายต้องการ “ผล” คือสันติภาพเหมือนกัน (ส่วนหนึ่งของฝ่ายรัฐที่หวาดระแวงการใช้ศัพท์ คิดว่าถ้าใช้คำว่าสันติภาพจะเป็นปัจจัยให้เพลี่ยงพล้ำทางการเมือง แล้วต่างชาติจะมาแทรกแซงได้

 

ส่วนนี้จึงให้ใช้คำว่าสันติสุข เพื่อความได้เปรียบในเชิงวาทกรรม ซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจการช่วงชิงการได้เปรียบเช่นนี้) ต้องการใช้ปัจจัยคือการเมืองเหมือนกัน แล้วก็โทษอีกฝ่ายหนึ่งว่าปิดกั้น จึงต้องใช้ War เป็นปัจจัยในการต่อสู้ทางการเมือง  แต่ผมเห็นความย้อนแย้งของการที่คิดว่า War คือปัจจัยแห่งสันติ แล้วคำพูดที่น่าฟังว่าการเมืองนำการทหารก็เป็นเพียงคำพูดที่ลอย ๆคำถามน่าคิดคือ ทำอย่างไรจึงจะให้เกิดความพอดีระหว่างการเมืองของประชาชนกับการเมืองของผู้มีอำนาจ

 

ที่กล่าวมาคือ เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และการเมือง ล้วนเป็นพหุปัจจัยแห่งสันติภาพ ใครจะเน้นปัจจัยใดก็เชิญ ตราบใดที่ผลข้างเคียงของการใช้ปัจจัยนั้น ๆ ไม่ไปต้านปัจจัยเพื่อผลแห่งสันติภาพปัจจัยอื่น ๆ อนึ่ง อาจจะต้องชี้ด้วยว่า สังคมที่สงบสุขเป็นปัจจัยที่สำคัญแห่งการพัฒนาพหุปัจจัยที่เอื้อต่อสันติภาพดังกล่าวข้างต้น

 

ในเรื่องของแนวพัฒนาชายแดนใต้ ในระยะสั้นอาจเป็นการพัฒนาต่อยอดและการแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ บางปัญหาเป็นปัญหาร่วมกับคนในภูมิภาคอื่น เช่น ปัญหาราคายาง ราคาผลไม้ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรัง ปัญหาขยะพลาสติกซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก บางปัญหาเป็นประเด็นที่กระทบต่อชาวชายแดนใต้เป็นพิเศษ เช่น เรื่องอัตลักษณ์ และเรื่องความปลอดภัย

 

ข้อเสนอแนวพัฒนาข้อหนึ่งคือการแก้ไขที่การศึกษา โดยการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ทั้งในกรอบการกระจายอำนาจการศึกษาปกติ และในกรอบของ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่เพิ่งออกมาไม่นานนี้ ซึ่งเปิดโอกาสไว้แล้ว หรือนโยบายมีแล้ว เหลือที่การปฏิบัติตามนโยบายอย่างจริงจัง การพัฒนาการศึกษาของท้องถิ่นเพื่อท้องถิ่น อาจเริ่มที่การสร้างองค์ความรู้ เช่น ในเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

 

การต่อยอดองค์ความรู้ เช่น ในเรื่องการเรียนการสอนแบบทวิ-พหุภาษา พหุวัฒนธรรม ทักษะวัฒนธรรม เป็นต้น เมื่อมีองค์ความรู้พอสมควรแล้ว ก็พัฒนาหลักสูตร วิธีและสื่อการเรียนการสอน การเตรียมความพร้อมของครู เป็นต้น อีกทั้งควรพัฒนาระบบการประเมินผลสัมฤทธิ์ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น ให้มีนักเรียนระดับประถม หรือมัธยม ที่รู้ภาษามลายูมาตรฐานมาเลเซีย ในเรื่องการฟัง การพูด การอ่าน การเขียนในระดับใด ในจำนวนเท่าใด ภายในกี่ปี หรือให้มีความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในระดับใด เป็นต้น

 

ในเรื่องแนวพัฒนาระยะยาว รัฐบาลมีนโยบายที่จะพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับมาเลเซียและอินโดนีเซียในรูปของการพัฒนาพื้นที่สามเหลี่ยมประกอบด้วย ภาคเหนือของสุมาตรา ภาคเหนือของมาเลเซีย และชายแดนใต้ของไทย   ซึ่งการพัฒนาที่เน้นมิติของพื้นที่และเน้นความร่วมมือน่าจะส่งผลดี

 

นอกจากนี้รัฐบาลมุ่งไปที่ความทันสมัยและระบบดิจิตัล หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ในเรื่องนี้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้เตือนสติแล้วว่า ให้ใช้ไอทีในการศึกษามากกว่าในการเสพ การบันเทิง แล้วเรายังมีสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ที่อาจช่วยพัฒนาชายแดนใต้ โดยปรับนโยบายนวัตกรรมของ สนช. ให้เข้ากับชายแดนใต้ เช่น นโนบายอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับกำลังแรงงานที่มีทักษะและความรู้ ธุรกิจสุขภาพเพื่อให้บริการทั้งแก่คนในพื้นที่และชาวต่างชาติ เช่น จากตะวันออกกลาง ธุรกิจด้านโลจิสติกส์เพื่อกระจายสินค้าการเกษตรและการประมง ธุรกิจอาหารสุขภาพและอาหารฮาลาล เป็นต้น

 

สรุปก็คือ ในการพัฒนาชายแดนใต้ เราควรให้ความสำคัญแก่สันติภาพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยการพัฒนาในด้านอื่น ๆ ไปด้วย ส่วนปัจจัยที่จะก่อให้เกิดสันติภาพนั้น เป็นพหุปัจจัยที่เกี่ยวโยงกัน ซึ่งถ้าจัดการให้ดี ก็จะเสริมแรงกันได้ แนวทางการพัฒนาในด้านต่าง ๆ มีด้านสำคัญคือการศึกษา และเศรษฐกิจสู่ทันสมัย และควรจะเป็นการพัฒนาที่มีดุลภาพระหว่างความเป็นท้องถิ่นกับความเป็นสากล