Columnist

ถกแถลงแจงเหตุผลหรือโต้เถียงเชิงคะคานกันในสภา

2 สิงหาคม 2019 เวลา 14:08 น.
เปิดอ่าน 4

โคทม อารียา

การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เป็นโอกาสที่ดีที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน จะได้ทำงานในหน้าที่ของตน ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงสำหรับฝ่ายรัฐบาล เพราะนอกจากจะมีเสียงท่วมท้น (ส.ว. 250 คน และส.ส. อีกประมาณ 250 คน) แล้ว ยังมีข้าราชการประจำคอยช่วยอีกด้วย ดังตัวอย่างของหนังสือที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยมีถึงผู้ว่าราชการจังหวัดให้ตั้งศูนย์ประสานงานในทุกจังหวัดเพื่อสนับสนุนการแถลงนโยบายในส่วนของกระทรวงมหาดไทยให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

 

ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ มีการให้ข่าวว่า มีการจัด ส.ส. เป็นองค์รักษ์คอยช่วยตอบคำถามไว้ 6-7 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีรัฐมนตรีดูแลรับผิดชอบ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ให้ข่าวว่า ได้เตรียมชี้แจงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพรรค และยืนยันว่า ส.ส. ของพรรคจะอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ในด้านฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยก็เตรียมการอภิปรายตามลำดับ ตั้งแต่การให้ผู้นำฝ่ายค้านเปิดอภิปราย การอภิปรายภาพรวม ตามด้วยการอภิปรายในด้านต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ การเมือง การกระจายอำนาจ แล้วอภิปรายปิด อย่างไรก็ดี คงมีการเปิดประเด็น ย้อนถึงการทำงานของรัฐบาล คสช. ว่าเป็นผลหรือไม่เป็นผล ตลอดจนอภิปรายถึงจริยธรรมและคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น

ผมมีความเห็นที่ขอเสนอต่อสมาชิกรัฐสภาว่า น่าจะคำนึงถึงหลักสำคัญของการแถลงนโยบายตามที่มาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ คือ “คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับ หน้าที่ของรัฐ  แนวนโยบายแห่งรัฐ  และยุทธศาสตร์ชาติ  และต้องชี้แจงแหล่งที่มา ของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดําเนินนโยบาย” หมายความว่ารัฐบาลซึ่งเป็นผู้แถลงนโยบายจะต้องพยายามอ้างอิงถึงหมวดต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญที่กล่าวถึงในมาตรา 162 รวมทั้งอธิบายว่า จะใช้งบประมาณปี 2563 ที่อนุมัติไปแล้วให้สอดคล้องกับนโยบายได้อย่างไร และได้ศึกษาร่างงบประมาณปี 2564 รวมทั้งจะปรับปรุงแก้ไขร่างงบฯนี้อย่างไร เพื่อให้เป็นที่มาของรายได้ในการดำเนินนโยบาย ส่วนฝ่ายค้านจะต้องชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของนโยบายที่อาจขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ รวมทั้งซักถามว่าจะใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้บรรลุผลตามนโยบายที่แถลงได้อย่างไร กล่าวโดยย่อคือ การแถลงนโยบายควรยึดหลักการของมาตรา 162 เป็นสำคัญ

 

แม้วัฒนธรรมและวิถีปฏิบัติทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงยาก และมักวนเวียนอยู่อย่างนั้น  แต่ผมยังอดหวังบ้างไม่ได้ว่า การอภิปรายในรัฐสภา น่าจะปรับให้ดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย มิเช่นนั้น จะเป็นดังที่ โจฮัน กัลตุง นักวิชาการสันติวิธีคนสำคัญ กล่าวถึงวัฏจักรการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองไว้อย่างน่าท้อแท้ โดยเฉพาะในประเทศที่ความเป็นประชาธิปไตยยังเป็นคุณค่าที่ผิวเผินว่า “รัฐบาลที่อยู่ในตำแหน่งสามารถใช้ทรัพยากรของรัฐในการซื้อเสียง ฝ่ายค้านก็รู้เรื่องนี้และหาทางทำรัฐประหารเพื่อ ‘ชำระล้างประเทศจากการโกงกิน’ ตอนนี้ฝ่ายค้านที่กลายมามีอำนาจ มีปัญหาว่าพวกเขาก็อยากจะเข้าถึงการฮั้วผลประโยชน์ (pork barrel) และอยากมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยให้มากขึ้น วิธีที่จะทำให้รุดหน้าไปได้คือการเสนอภาพลักษณ์ของตนในฐานะผู้กู้ชาติ ผู้ต้องการชำระล้างทุกอย่างจริง ๆ และแล้วพวกเขานี้ก็ก่ออาชญากรรมเดิม ๆ จนกว่าจะมีผู้กู้ชาติรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับความชอบธรรมเดิม ๆ”

 

อย่างไรก็ดี กัลตุงเสนอทางเลือกทางการเมืองไว้หลายทาง ไม่ใช่เพียงสองทางอย่างที่เราอาจถูกชวนให้เลือก เช่นเราอาจถูกชวนให้เลือกระหว่าง ‘ทุนนิยม’ กับ ‘สังคมนิยม’ และเนื่องจาก ‘สังคมนิยม’ ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในหลาย ๆ ประเทศ เราก็จะเลือกทุนนิยม ทั้ง ๆ ที่มีจุดอ่อนมากมาย (น่าแปลกที่หลายคนไม่ชอบนายทุน ที่มีภาพพจน์การขูดรีด แต่ก็ยอมรับ ‘ทุนนิยม’ ที่เกื้อหนุนจริตบริโภคนิยมของเรา) เราอาจถูกชวนให้เลือกระหว่าง ‘ประชาธิปไตย’ กับ ‘เผด็จการ’ เราก็มักจะเลือกประชาธิปไตยที่มีความชอบธรรมมากกว่า แล้วเราก็มองข้ามหรือยินยอมต่อเผด็จการในรูปแบบที่แยบยล เช่น เผด็จการด้านเพศสภาพ (ถือเพศชายเป็นใหญ่ กีดกันผู้ที่รักคนเพศเดียวกัน) เผด็จการระหว่างรุ่นวัย (หมายถึงผู้ใหญ่จารีตนิยมบางคนที่ต้องการขจัดคนหนุ่มสาวที่คิดต่างออกจากแวดวงการเมือง) เผด็จการด้านเชื้อชาติ (คือต้องการกลืนกลายเชื้อชาติอื่นที่อาศัยอยู่ในประเทศ) “เผด็จการโดยชนชั้นกระฎุมพี” (ที่ดำรงความเหลื่อมล้ำในการครอบครองทรัพย์สินและกีดกันการเลื่อนชั้นทางสังคมโดยบางครั้งก็ไม่รู้ตัว)

 

แม้ประชาธิปไตยเองก็มีหลายทางเลือก เช่น ถ้าประชาชนยินยอมโดยสมัครใจที่จะมอบอำนาจทั้งหมดของพวกเขาให้แก่คนคนหนึ่งที่มีปณิธานเพื่อส่วนรวม ยังจะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยไหม หรือเราต้องการการปกครองโดยคนทุกคน (ประชาธิปไตยทางตรง) ซึ่งประเทศเล็ก ๆ อย่างสวิตเซอร์แลนด์ยังพอทำได้ใช่ไหม หรือเราชอบประชาธิปไตยทางอ้อมหรือแบบตัวแทน แล้วก็โจมตีว่ามักจะกลายเป็นเผด็จการโดยรัฐสภา หรือรัฐสภาธิปไตย (parliamentocracy)

หรือเราจะเลือกชอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งมีความจำเป็นและอาจช่วยแก้ปัญหาประชาธิปไตยแบบตัวแทนได้ในบางส่วน เพราะยึดหลักการว่า การเห็นชอบยินยอมของประชาชนมิใช่เพียงชั่วเวลาไปลงคะแนนเลือกตั้งเท่านั้น หากประชาชนยังต้องร่วมคิดร่วมตัดสินใจ ร่วมแก้ปัญหาได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ดี การมีส่วนร่วมก็มีปัญหา ถ้าเกินเลยไปจะทำให้รัฐอ่อนแอ และอาจเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน ประชาชนอาจใช้การเมืองท้องถนนเพื่อบังคับรัฐ หรือประชาชนอาจบอกปัดให้รัฐไปจัดทำโครงการที่อื่น (never in my backyard – NIMBY) หรือเกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเองได้บ่อยครั้ง

 

กัลตุงเคยฟังการโต้เถียงระหว่างผู้นำทางการเมืองแล้วฉุกคิดว่า จุดยืนของฝ่ายหนึ่งไม่ผิดพลาดถึงขนาดหาข้อดีไม่ได้เลย และจุดยืนของอีกฝ่ายก็ไม่ดีถึงขนาดหาข้อผิดพลาดไม่ได้เลยเหมือนกัน แทนที่ผู้นำจะโต้เถียงกัน และพยายามเอาชนะกันด้วยคำพูด พวกเขาน่าจะใช้วาทศิลป์ไปในทางการสานเสวนา (dialogue) คือพูดและสื่อสารความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา พยายามเติมเต็มซึ่งกันและกันแทนที่จะมัวขัดกัน ตั้งใจฟังและมองหาจุดแข็งของอีกฝ่ายในฐานะที่สามารถเยียวยาจุดอ่อนของฝ่ายตนได้

 

สิ่งที่กัลตุงเสนอ ฟังดูคล้ายกับประชาธิปไตยแบบถกแถลง (deliberative democracy) หลักของการถกแถลงคือต้องพร้อมรับฟังผู้อื่น ทุกฝ่ายเคารพซึ่งกันและกัน พร้อมปรับความเห็นของตนให้มีเหตุมีผลมากขึ้นเมื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมและทราบเหตุผลของผู้อื่น ปฏิบัติต่อกันด้วยไมตรีจิต พูดคุยกันจนมีข้อมูลและมีเนื้อหาที่เพียงพอต่อการตัดสินใจที่มีคุณภาพ

 

เราไม่มีทางเลือกเพียงสองทาง แม้เราจะเลือกประชาธิปไตย ก็ต้องระวังว่ามิใช่ประชาธิปไตยที่ยินยอมต่อเผด็จการบางรูปแบบที่ยังแฝงอยู่ แล้วประชาธิปไตยก็อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายหรือมีแนวทางเดียว หากดูคล้ายการค้นหาอย่างต่อเนื่องซึ่งระบอบที่เอื้อต่อความเจริญของมนุษย์ ผมจึงหวังว่าการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เป็นโอกาสหนึ่งที่จะทดสอบว่า ประชาธิปไตยที่เราอยากได้สามารถส่งผลดีได้ในทางปฏิบัติ