Columnist

ฟื้นครม.เศรษฐกิจ ยุคป๋าเปรม สะท้อนอำนาจ บิ๊กตู่ ไม่เบ็ดเสร็จ

9 สิงหาคม 2019 เวลา 09:43 น.
เปิดอ่าน 3

เห่าไฟ

ทุกสิ่งในโลก ล้วนต้องเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับ คนบนหลังเสือ นั่งไปนานๆ ก็จะเริ่มรู้สึกได้เองว่า ยิ่งนานวัน ยิ่งไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะอำนาจเด็ดขาดตามมาตรา44หมดไปหลังเลือกตั้ง ก็ยิ่งทำให้ศูนย์กลางอำนาจถูกแบ่งปันออกไปมากขึ้น 

 

ปิดฉากมาตรา44 ก็คือ ปิดฉากอำนาจเผด็จการรัฐบาลประยุทธ์1

 

ขณะที่การเลือกตั้ง  คือ การกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนผ่านพรรคการเมือง ด้วยเหตุนี้ การเดินสายไปยุโรปและอเมริกา เพื่อกดดัน รัฐบาลประยุทธ์2ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จึงไร้ผลอย่างสิ้นเชิง เพราะนานาชาติ ไม่มีเหตุผลจะตามราวีประเทศไทยอีก เนื่องจากการเลือกตั้ง คือ สัญลักษณ์ของประชาธิปไตยที่ยุโรปและอเมริกาใช้เป็นเครื่องชี้วัดสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในแต่ละประเทศนั่นเอง

 

การสิ้นสุดอำนาจของคสช. ที่ส่งผ่านอำนาจมายัง รัฐบาลประยุทธ์1และ2 ได้เกิดมิติทางอำนาจที่แตกต่างกัน สาเหตุเพราะรัฐบาลประยุทธ์1 ยังมีมาตรา44เป็นเครื่องมือรวมศูนย์อำนาจเอาไว้เป็นหนึ่งเดียว แต่ทันทีที่เลือกตั้ง และตั้งรัฐบาลผสม19พรรค 254เสียงปริ่มน้ำ พร้อมๆกับการยกเลิกอำนาจตามมาตรา44

 

รัฐบาลประยุทธ์2 ก็รับรู้ได้ทันทีว่า ต้องหาเครื่องมือควบคุมอำนาจชนิดใหม่มาใช้ทดแทนอำนาจตามมาตรา44

 

การให้นายกฯ ควบเก้าอี้รัฐมนตรีกลาโหม ก็ใช่

นายกฯไปนั่งเป็นประธานกตร. หรือแม้แต่ไปคุมดีเอสไอ ก็ใช่

และการตั้งครม.เศรษฐกิจเพื่อให้นายกฯนั่งคุมการประชุมรัฐมนตรีจากต่างพรรค ก็ยิ่งใช่เข้าไปอีก

 

ในส่วนของการไปนั่งคุมอำนาจในส่วนของ กตร. ดีเอสไอ กลาโหม ฯลฯ เอาไว้เราไปวิเคราะห์กันวันหลัง

 

วันนี้ เราไปโฟกัสที่ครม.เศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะคนที่เป็นเดือดเนื้อร้อนใจมากที่สุดก็คือ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพราะดร.สมคิดผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย ย่อมต้องเข้าใจดีว่า คนบนหลังเสือมักมีชะตากรรมอย่างไร

 

หากจะแยกแยะอำนาจของรัฐบาล ไม่ว่ายุคสมัยใด สายอำนาจหลักจะมีอยู่2สาย สายแรกเป็นอำนาจทางการเมืองและความมั่นคง ส่วนอีกสายหนึ่ง เป็นอำนาจทางเศรษฐกิจ คนที่เป็นนายกฯไม่ว่ายุคใด ส่วนใหญ่จะคุมอำนาจทางสายการเมืองและความมั่นคง ส่วนอำนาจเศรษฐกิจจะอยู่ในความควบคุมของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ซึ่งยุคนี้ ก็คือ ดร.สมคิดนั่นเอง

 

ด้วยเหตุที่แนวคิดหลักของดร.สมคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทย จะเน้นไปที่การ Reform หรือการปฏิรูปเป็นสำคัญ ซึ่งไม่มีปัญหาการขับเคลื่อนแนวทางต่างๆในโหมดที่รัฐบาลมีอำนาจตามมาตรา44อยู่ในมือ แต่จะมีปัญหาทันที หากไร้อำนาจนี้และรัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลผสมเสียงปริ่มน้ำ

 

ดร.สมคิด ไม่มีทางจัดการกับ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือแม้แต่พรรคชาติไทยพัฒนาได้แน่นอน เพราะทุกพรรคไม่เคยเกรงกลัวดร.สมคิด เห็นได้จากทันทีที่รัฐบาลแถลงนโยบายเสร็จ ทุกพรรคร่วมรัฐบาลต่างก็เดินหน้าทำงานตามโนบายของพรรคตัวเองทันที ไม่มีใครสนใจหรอกว่า ทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวทางปฏิรูปของดร.สมคิดจะเป็นอย่างไร

 

ด้วยเหตุนี้ ข้อเสนอให้ฟื้นครม.เศรษฐกิจ โดยให้นายกฯนั่งหัวโต๊ะคอยเคาะทิศทางให้พรรคร่วมรัฐบาลเดินไปในแนวทางแผนงานของดร.สมคิด จึงเกิดขึ้นและได้รับการตอบสนองทันทีจาก พล.อ.ประยุทธ์ เพราะทั้งพล.อ.ประยุทธ์และดร.สมคิดก็มองเห็นปัญหานี้ในมิติเดียวกัน

 

แต่จริงๆแล้ว ครม.เศรษฐกิจยุคป๋าเปรม ก็เกิดปัญหานี้ขึ้นเช่นกัน พรรคร่วมรัฐบาลยุคนั้น คือ พรรคกิจสังคม กับ พรรคชาติไทย ก็เปิดศึกกันไปตลอดทาง ไม่ได้ทำงานกันอย่างราบรื่น เพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ว่ายุคไหน ก็คือ พรรคคนละพรรคกัน ไม่ใช่พรรคเดียวกัน

 

การมาเข้าร่วมรัฐบาลก็เป็นแค่เรื่องเฉพาะกิจ เฉพาะกาล พอนกหวีดเลือกตั้งเป่าปรี๊ด ก็พร้อมเปิดศึกซัดกันในสนามเลือกตั้งเต็มที่ เพื่อชิงเก้าอี้ส.ส.ให้ได้มากที่สุด

 

แผนปฏิรูปเศรษฐกิจของดร.สมคิด จึงเป็นวาระรอง ไม่ใช่วาระหลักของงานกระทรวงเศรษฐกิจที่พรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรครับผิดชอบ

 

ฉะนั้น ครม.เศรษฐกิจ จึงไม่ใช่การพิสูจน์ฝีมือ ดร.สมคิด แต่เอาเข้าจริง เป็นการพิสูจน์ ฝีมือ ลุงตู่ มากกว่าว่า จะมีกุศโลบายอย่างไร ในการปรับทัศนคติพรรคร่วมรัฐบาลให้เปลี่ยนวาระหลักของงานแต่ละกระทรวงเศรษฐกิจให้เป็นไปตามแนวทางของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ไม่ใช่ แนวทางของพรรคตัวเอง!!!