Columnist

ทิวซิดิดิสกับการเมืองไทย (3)

5 กันยายน 2019 เวลา 05:10 น.
เปิดอ่าน 3

สุวิชา เป้าอารีย์

นครรัฐเอเธนส์มีโครงสร้างทางการเมืองในรูปแบบประชาธิปไตยทางตรงโดยมีสภาพลเมืองเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจในกิจกรรมและภารกิจ ต่าง ๆของสังคมเอเธนส์ ซึ่งรวมถึงการตัดสินใจในภารกิจด้านการทหาร โดยในปีหนึ่งจะมีการประชุมอย่างเปิดเผยไม่ต่ำกว่า 40 ครั้ง

 

ในทางตรงกันข้ามนครรัฐสปาร์ตาร์เป็นรัฐมีองค์ประกอบที่สำคัญสามส่วนในการปกครอง นั้นคือ กษัตริย์สองพระองค์  กลุ่มผู้ปกครองแบบคณาธิปไตย และ สภาพลเมือง โดยมี ephors จำนวน 5 คนเป็นผู้ตัดสินใจในกิจกรรมทั่วไปของนครรัฐ ฯ ในขณะเดียวกัน นครรัฐสปาร์ตาร์ก็ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นนครรัฐที่มีทหารและกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในกรีกโบราณเนื่องจากผู้ชายทุกคนเมื่ออายุครบ 7 ขวบต้องไปเป็นทหาร ทำให้กิจกรรมทางการทหารเป็นภารกิจหลักของชาวสปาร์ตาร์ และเป็นส่วนหนึ่งของที่มาของความเป็นมหาอำนาจของนครรัฐสปาร์ตาร์ในโลกกรีกโบราณ

 

อย่างไรก็ตามการเติบโตและยิ่งใหญ่ของนครรัฐเอเธนส์ในช่วงสงครามต่อต้านเปอร์เซีย 478 ปีก่อนคริสต์ศักราชทำให้นครรัฐสปาร์ตาร์เริ่มรู้สึกถึงการถูกท้าทายอำนาจในโลกกรีกโบราณ โดยความยิ่งใหญ่ของนครรัฐเอเธนส์เริ่มจากการที่นครรัฐสปาร์ตาร์ตัดสินใจถอนกองทัพตนเองและกองทัพพันธมิตรกลุ่มสันนิบาตเพโลพอนนีเซียน จากการร่วมมือกับนครรัฐอื่น ๆ ในการต่อต้านการรุกรานของกองทัพเปอร์เซีย ซึ่งเป็นผลทำให้นครรัฐเอเธนส์จำเป็นต้องแสดงตนเป็นผู้นำนครรัฐในกรีกโบราณเพื่อการต่อต้านเปอร์เซีย และจึงเป็นที่มาของการก่อตั้งกลุ่มสันนิบาตเดเลียนโดยการนำของนครรัฐเอเธนส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชัยชนะของนครรัฐเอเธนส์ในการต่อต้านเปอร์เซียทำให้นครรัฐเอเธนส์กลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ในนครรัฐกรีกโบราณแข่งกับนครรัฐสปาร์ตาร์

 

หลังชัยชนะเหนือเปอร์เซีย นครรัฐเอเธนส์ตระหนักดีว่าตนเองมีความเชี่ยวชาญการรบทางน้ำแต่ไม่ใช่ทางบก จึงตัดสินใจก่อสร้างกำแพงขนาดใหญ่เพื่อปกป้องเมืองจากการรุกรานของนครรัฐอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อต่อต้านกองทัพทหารราบอันเกรียงไกรของนครรัฐสปาร์ตาร์ ซึ่งแน่นอนทำให้นครรัฐสปาร์ตาร์เกิดความไม่พอใจและเรียกร้องให้นครรัฐเอเธนส์ทุบกำแพงทิ้ง แต่ผู้นำของนครรัฐเอเธนส์ทำเป็นเมินเฉยต่อข้อเรียกร้อง

 

การเติบใหญ่ของนครรัฐเอเธนส์ทำให้นครรัฐสปาร์ตาร์จำต้องทำสงครามการป้องกัน (Preventive War) เพื่อขวางไม่ให้นครรัฐเอเธนส์สามารถยิ่งใหญ่กว่านี้จนอาจเป็นภัยคุกคามต่อนครรัฐสปาร์ตาร์ในอนาคต อย่างไรก็ตามในช่วงแรกของสงครามเพโลพอนนีเซียน นครรัฐสปาร์ตาร์ไม่สามารถเอาชนะนครรัฐเอเธนส์ได้ส่วนหนึ่งเกิดจากยุทธศาสตร์ของนายพลเพริคลีส ผู้ที่เป็นทั้งทหาร รัฐบุรุษและ นักปราศรัย ที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลอย่างมากแห่งนครรัฐเอเธนส์ 

 

นายพลเพริคลีสตระหนักดีว่ากองทหารราบของนครรัฐเอเธนส์ไม่สามารถเอาชนะกองทหารราบของนครรัฐสปาร์ตาร์ได้ จึงเสนอยุทธศาสตร์มุ่งทำให้คู่ต่อสู้อ่อนล้าไปเอง โดยแนะนำให้ชาวเอเธนส์หลบอยู่แต่ภายในกำแพงเมืองและปราศรัยปลุกขวัญและกำลังใจชาวเอเธนส์ตลอดเวลาว่า นครรัฐเอเธนส์นั้นสามารถสู้กับนครรัฐสปาร์ตาร์ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องออกไปต่อสู้และให้ชาวเอเธนส์เชื่อว่าในท้ายที่สุดกองทัพสปาร์ตาร์จะตระหนักถึงผลเสียและความไม่คุ้มในการโจมตีนครรัฐเอเธนส์และจะเลิกทัพกลับไปเอง อย่างไรก็ตามกองทัพสปาร์ตาร์ได้พยายามยั่วยุให้กองทัพเอเธนส์ออกมารบด้วยการเผาบ้านเรือนและไร่นาของชาวเอเธนส์ที่อยู่นอกกำแพงเมืองเพื่อให้ออกมาปกป้องทรัพย์สินของตนเองและในขณะเดียวกันก็เพื่อสร้างความแตกแยกในหมู่ชาวเอเธนส์ที่ทรัพย์สินถูกทำลายและไม่ถูกทำลาย ถึงแม้ว่ายุทธศาสตร์นี้ใช้ได้ดีแต่ก็ไม่สมบูรณ์แบบ ความโชคร้ายได้มาเยือนนครรัฐเอเธนส์ เพราะเกิดโรคระบาดเป็นเวลา 2 ปีภายในกำแพงเมืองทำให้ชาวเอเธนส์ตายไปเป็นจำนวนมากและรวมถึงการจากไปของนายพลเพริคลีสด้วย

 

ผู้นำชุดใหม่ของนครรัฐเอเธนส์ปล่อยให้อารมณ์และความหยิ่งทะนงตนเป็นเครื่องนำในการตัดสินใจ โดยในที่สุดก็ออกมารบกับกองทัพสปาร์ตาร์เพื่อเกียรติยศศักดิ์ศรีของชาวเอเธนส์ การต่อสู้ดำเนินไปแปดปีแต่ก็หาผู้ชนะไม่ได้และทั้งสองฝ่ายเริ่มกลัวถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาหากสงครามยังคงดำเนินต่อไป ในที่สุดก็นำมาสู่การทำสัญญาสงบศึก แต่อย่างไรก็ตามผลของสงครามทำให้ชาวเอเธนส์โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่เกิดความฮึกเหิมในกำลังอำนาจทางการทหารและเศรษฐกิจของนครรัฐตนเองว่าไม่ใช่เพียงแค่สามารถสู้กับกองทัพสปาร์ตาร์ได้แต่อาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำไป

 

ในตอนหน้าจะมาเล่าต่อว่าเหตุใดสงครามเพโลพอนนีเซียนจึงทำให้นครรัฐเอเธนส์เข้าสู่จุดล่มสลายและเมื่อมาเปรียบกับการเมืองไทยในปัจจุบัน ใครเป็นเอเธนส์ ใครเป็นสปาร์ตาร์