Columnist

หมาป่ากับลูกแกะ

22 สิงหาคม 2019 เวลา 05:00 น.
เปิดอ่าน 10

สุวิชา เป้าอารีย์

ข่าวและคลิปร้อน ๆ กรณีการโต้คารมกันระหว่าง นายตำรวจหนุ่มผู้มีความอดทนอย่างสูงและไม่ยอมรับที่จะเป็นเบี้ยล่างให้กับผู้มีอำนาจ (และหลงอำนาจ) กับ สส.กรุงเทพจากพรรครัฐบาลที่ตอนนี้ได้รับฉายาจากโซเชียลมีเดียเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า “กร่าง” ทำให้นึกถึงนิทานอีสปเรื่อง หมาป่ากับลูกแกะ ซึ่งหากใครจำนิทานไม่ได้หรือไม่เคยเรียนมา ก็จะเล่าให้ฟังแบบย่อ ๆ

เรื่องเริ่มต้นที่มีหมาป่าตัวหนึ่งเดินผ่านหนองน้ำเล็ก ๆ  และเหลือบไปเห็นลูกแกะตัวหนึ่งกำลังกินน้ำอยู่ จึงคิดวางแผนจับลูกแกะกินเป็นอาหาร แต่ก็ไม่อยากจะถูกมองว่าเป็นอันธพาล ดุร้าย ชอบรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า จึงกล่าวหาว่าลูกแกะทำน้ำขุ่นจนไม่สามารถกินได้ แต่ลูกแกะตอบกลับว่าตัวลูกแกะเองอยู่ปลายน้ำจึงไม่สามารถทำให้น้ำขุ่นได้  หมาป่าไม่พอใจที่ไม่สามารถโยนความผิดให้ลูกแกะในเรื่องนี้ได้ จึงเปลี่ยนเป็นกล่าวหาว่าเมื่อหกเดือนก่อน ลูกแกะด่าหมาป่าอย่างเสียหาย

ส่วนลูกแกะก็ตอบโต้ทันทีว่าเมื่อหกเดือนก่อนลูกแกะยังไม่ลืมตาดูโลกเลยแล้วจะด่าหมาป่าได้อย่างไร หมาป่าเกิดอาการฉุนเฉียวอย่างหนักจึงตะคอกไปว่า ถ้าไม่ใช่ลูกแกะเป็นคนด่า ก็คงเป็นพ่อของลูกแกะเป็นคนด่า ฉะนั้นลูกแกะต้องรับผิดชอบ จากนั้นก็กระโจนเข้าขย้ำลูกแกะทันที นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนพาลย่อมหาเรื่องกล่าวร้ายผู้อื่นได้เสมอ  แม้ผู้นั้นจะไม่มีความผิดก็ตาม

 

เมื่อย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต พอจะสรุปได้เป็นประเด็นดังนี้ครับ

 

1. สส. ผู้ทรงเกียรติ จากกรุงเทพไม่ยอมรับในความเข้าใจผิดของตนเองแต่กลับเฉไฉไปเรื่องอื่น โดยเริ่มจาก ถามในทำนองว่าทำไมเมื่อมีคำพิพากษาศาลปกครองให้ระงับการก่อสร้างและเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงทำไมถึงไม่ดำเนินการ รองผู้กำกับอธิบายในข้อกฎหมายว่าเป็นหน้าที่ของเทศบาลที่ต้องดำเนินการเรียกค่าปรับจากผู้ฝ่าฝืนคำสั่งศาล เมื่อ สส. กรุงเทพ ฯ รู้ตนเองว่าเข้าใจไม่ถูกต้องในวิธีดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ก็เริ่มอ้อมแอ้มไม่ฟังคำอธิบาย แต่กลับอ้างว่าที่มาจังหวัดภูเก็ตนะเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติทั้ง ๆที่เมื่อดูประเด็นอื่น ๆ ต่อไปจะพบว่าการโต้คารมนั้นไม่ค่อยเกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศชาติเลย

 

2. ดูเหมือนว่าจะมีการหลงในหัวโขนจากตำแหน่งและอำนาจของตนเองมากเกินไป โดยท่านสส. คนเดิมอ้างว่าขาดการดูแลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่กะรน ในขณะที่พื้นที่อื่น ๆ ให้การดูแลอย่างดี รองผู้กำกับอธิบายว่าทราบว่าจะมี กลุ่ม สส. มาตรวจงานที่จังหวัดภูเก็ต ก็มีการเตรียมพร้อมในที่ตั้งในการดูแลกลุ่ม สส. หากมีการประสานเข้ามา ท่านสส. บอกว่า “ไม่ได้ขู่นะ” แล้วพูดในทำนองว่าพื้นที่อื่นก็มีเจ้าหน้าที่มาดูแลแต่ที่กะรนไม่มี และอ้างอีกครั้งว่ามาทำเพื่อบ้านเมือง

คำถามคือเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ในการจัดกำลังให้การดูแล สส. จากพรรครัฐบาลหรือไม่ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากมัวแต่ไปดูแลกลุ่ม สส.แล้วใครจะดูแลประชาชน ตำแหน่งและอำนาจที่เป็นหัวโขนทำให้คนพวกนี้นิยม “วัฒนธรรมกลองยาว” ที่จะต้องมีบริวารห้อมล้อมหรือมีผู้มาต้อนรับจำนวนมากคอยให้การดูแลไม่ว่าจะไปที่ใดก็ตาม

 

3. สมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ บอกต่อว่าพรุ่งนี้จะออกจากโรงแรมตอน 11 โมง และจะให้โอกาส รองผู้กำกับแก้ตัวอีกครั้ง การพูดแบบนี้เป็นนัยยะหมายถึงท่านรองผู้กำกับกะรนทำงานบกพร่องที่ไม่ให้การดูแลคณะ สส. หากจะรวบรัดตัดตอนสรุปแบบนี้ใครจะยอม เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พยายามอธิบายในทำนองว่าตนเองไม่ได้บกพร่องต่อหน้าที่ แต่ดันโดนสวนกลับว่า “เถียงใช่ไหม” เมื่อรองผู้กำกับพยายามอธิบายต่อก็เจอตอกกลับอย่างแรงจาก สส. “อย่าขึ้นเสียงกับผม...เกรงใจ สส...บางไหม เดี๋ยวเจอกัน” จากนั้นก็มีการตะคอกเสียงดังแกมบังคับให้แสดงความขอโทษท่าน สส. โดยท่านรองผู้กำกับผู้มีขันติก็ยอมทำตามเพื่อให้อารมณ์ของ สส. กรุงเทพผู้นั้นเย็นลง

 

อาชีพตำรวจนี้อยู่ยากจริง ๆ ต้องอดทนต่อแรงกดดันมากมายโดยเฉพาะหากต้องเจอกับผู้มีอำนาจในบ้านเมืองที่ไม่เข้าใจวิธีใช้อำนาจหรืออาจรวมถึงพวกที่หลงอำนาจตนเองด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำตัวลำบากขึ้น อย่างไรก็ตามต้องขอชื่นชมในความอดทนของท่านรองผู้กำกับที่แสดงถึงความมีวุฒิภาวะและความเป็นมืออาชีพในตำแหน่งหน้าที่

 

ท่านผู้อ่านรู้สึกอย่างไรครับกับสรุปเหตุการณ์ที่กะรน จังหวัดภูเก็ตกับนิทานอีสปเรื่อง หมาป่ากับลูกแกะ