Columnist

ทิวซิดิดิสกับการเมืองไทย (2)

7 สิงหาคม 2019 เวลา 05:00 น.
เปิดอ่าน 4

สุวิชา เป้าอารีย์

ในหนังสือประวัติศาสตร์สงครามเพโลพอนนีเซียน ทิวซิดิดิสได้วิเคราะห์ว่ายุทธศาสตร์จะถูกกำหนดโดยผู้นำของรัฐบนพื้นฐานของ “องค์สามแห่งแรงจูงใจ” ที่ประกอบไปด้วย ความกลัว (Fear) ผลประโยชน์ (Interest) และ เกียรติยศ (Honor) 

 

จุดเริ่มต้นของสงครามเกิดจากนครรัฐคอร์ซิราที่เป็นพันธมิตรกับนครรัฐเอเธนส์เกิดความขัดแย้งกับนครรัฐคอรินธ์ซึ่งเป็นพันธมิตรกับนครรัฐสปาร์ตาร์ นครรัฐคอร์ซิราจึงขอความช่วยเหลือจากนครรัฐเอเธนส์ด้วยการอธิบายให้เห็นถึงความยุ่งยากที่นครรัฐเอเธนส์จะต้องเผชิญและผลประโยชน์ที่จะต้องเสียไปหากนครรัฐคอร์ซิราพ่ายแพ้โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นมหาอำนาจทางน้ำไม่ว่าจะเป็นด้านการทหารและการค้าจะถูกท้าทาย ในขณะเดียวกันนครรัฐคอรินธ์ได้ไปขอความช่วยเหลือจากนครรัฐสปาร์ตาร์โดยพยายามสร้างภาพให้เห็นว่านครรัฐเอเธนส์กำลังเติบโตและแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ และต้องการที่จะเป็นใหญ่เหนือนครรัฐกรีกทั้งมวล ซึ่งจะทำให้เกียรติยศของการเป็นมหาอำนาจทางทหารภาคพื้นดินของนครรัฐสปาร์ตาร์ถูกลบหลู่ จากจุดนี้ ทั้งนครรัฐเอเธนส์และนครรัฐสปาร์ตาร์จึงเกิดความกลัวว่าอำนาจนครรัฐตนเองจะถูกท้าทาย เกียรติยศในความเป็นมหาอำนาจของตนจะถูกลบหลู่และจะสูญเสียผลประโยชน์จากการสูญเสียอำนาจเหล่านั้นไป สงครามเพโลพอนนีเซียนจึงก่อเกิดขึ้น

 

เมื่อนำแนวคิดของทิวซิดิดิสข้างต้นมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมทางการเมืองไทยพบว่ามีหลายกรณีที่สามารถนำเอามาประยุกต์ใช้ได้ เช่น กรณีเมื่อปี 2551 คุณเนวิน ชิดชอบและกลุ่มเพื่อนเนวินตัดสินใจหันมาสนับสนุนคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความรู้สึกสูญเสียเกียรติยศและอำนาจของคุณเนวินในพรรคพลังประชาชนจากการที่นายใหญ่จากแดนไกลไม่ให้ความสำคัญ (แม้เวลาเข้าพบ) และถูกลดบทบาทในพรรคลง ในขณะที่ผลประโยชน์ที่จะได้จากการเข้าร่วมรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็มากมายจนยากจะหักใจได้ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับโควตารัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคมและกระทรวงพาณิชย์

 

อีกตัวอย่างหนึ่งคือกรณีการชุมนุมของ กปปส. ในช่วงปี 2556 ที่เกิดจากความกลัวว่าหากมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งแล้ว ระบอบทักษิณจะกลับมาครอบงำสังคมและการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคงไม่ต้องอธิบายให้ยืดยาวว่าอะไรคือความน่ากลัวของระบอบทักษิณ ความกลัวอีกอย่างหนึ่งของคนไทยที่เข้าร่วมการชุมนุมกับ กปปส ในขณะนั้น คือความกลัวการสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์ของระบอบยุติธรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกลัวว่าผู้ที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานคอร์รัปชั่นจะพ้นผิดไปด้วย ส่วนพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นก็ไม่ยอมแพ้เพราะกลัวจะสูญเสียเกียรติยศ ผลประโยชน์และอำนาจในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ชอบอ้างความชอบธรรมจากการได้รับเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยมาอันดับหนึ่ง ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งคือฝ่ายทหารก็เกิดความกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างประชาชนสองกลุ่มจนถึงขั้นควบคุมไม่ได้และอาจจะนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและจะทำให้กองทัพสูญเสียเกียรติยศในฐานะผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในราชอาณาจักร ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการสูญเสียอำนาจหากมีการแทรกแซงจากต่างชาติเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ