Columnist

การจัดการความขัดแย้งในปัญหาทรัพยากรสาธารณะ

3 ตุลาคม 2019 เวลา 07:04 น.
เปิดอ่าน 53

สุวิชา เป้าอารีย์

ปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรสาธารณะเป็นปัญหาที่ค่อนข้างยากในการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระหว่างภาครัฐกับประชาชนหรือปัญหาระหว่างกลุ่มประชาชนด้วยกันเองในการใช้ทรัพยากรสาธารณะ เช่น ปัญหาประชาชนเข้าไปอาศัยทำกินอยู่ในที่ดินของรัฐ ปัญหาโครงการพัฒนาของภาครัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ดั้งเดิมของคนในพื้นที่ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนในพื้นที่ด้วยกันเองเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรร่วมกันหรือการดำเนินชีวิตร่วมกัน เป็นต้น บางครั้งหากภาครัฐมีการใช้หลักกฎหมายอย่างเคร่งครัดก็อาจจะถูกกล่าวหาว่ารังแกประชาชน ไม่เห็นใจคนยากคนจน หรือแม้กระทั่งถูกกล่าวหาว่าทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม แต่หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็อาจถูกอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องร้องว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คำถามคือเราควรทำอย่างไรต่อปัญหาความขัดแย้งในรูปแบบนี้

 

เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการเซ็นบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ หรือ MOU ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์แห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม กับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ศูนย์จังหวัดยะลา ในการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองและสมานฉันท์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นเครือข่ายเสริมสร้างความสมานฉันท์ระดับพื้นที่และขับเคลื่อนภารกิจร่วมกันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และการบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาใช้ในการแก้ไขปัญหา

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความพยายามของกระทรวงยุติธรรมในการอุดช่องว่างระหว่างประชาชนกับหน่วยงานภาครัฐที่เป็นคู่ขัดแย้งกัน โดยอาศัยสถาบันการศึกษาและกระทรวงยุติธรรม เป็นโซ่ข้อกลางในการแก้ไขปัญหา เช่นเมื่อเกิดความขัดแย้งใดขึ้นมา ประชาชนอาจเผชิญปัญหาในการเรียกร้องความเป็นธรรมหรือปัญหาการเข้าถึงหน่วยงานภาครัฐที่อาจเป็นคู่ขัดแย้งหรือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในกรณีนี้กระทรวงยุติธรรมซึ่งไม่ใช่ทั้งคู่ขัดแย้งหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะเป็นตัวแทนในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ซึ่งในวัฒนธรรมราชการการไทยเป็นเรื่องที่ไม่ยากหากผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานหนึ่งจะขอเข้าพบผู้บริหารระดับสูงของอีกหน่วยงานหนึ่งเพื่อจับเข่าคุยในปัญหาสาธารณะ แต่หากเป็นประชาชนขอเข้าพบเพื่อร้องเรียนหรือเจรจาอาจต้องผ่านขั้นตอนมากมายหรือที่แย่สุดคือทำได้เพียงแค่ยื่นหนังสือกับยามเฝ้าประตูหน่วยงานราชการนั้น  ในขณะเดียวกันประชาชนที่ถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่รัฐมาเป็นเวลานานก็จะไม่มีความไว้วางใจหน่วยงานภาครัฐที่จะเข้ามาเจรจาด้วย ตรงนี้เองจึงเป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ที่จะเข้ามาเป็นตัวกลางในการรับฟังปัญหา ศึกษา วิจัยอย่างเป็นระบบถึงต้นต่อของปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหาแบบสมานฉันท์

 

ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น การดำเนินการร่วมกันระหว่างวิทยาลัยการศึกษาและการจัดการทางทะเลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับกระทรวงยุติธรรมในการสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องขยะเปลือกหอยในพื้นที่ตำบลแหลมใหญ่ จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นปัญหาความขัดแย้งของชุมชนสองกลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งคือชาวบ้านที่มีอาชีพรับจ้างแกะเนื้อหอยแมลงภู่ส่งขายจนทำให้เกิดขยะเปลือกหอยในพื้นที่เน่าเหม็นไม่สามารถกำจัดได้ทัน กับชาวบ้านที่ไม่ได้มีอาชีพแกะเนื้อหอย และเป็นความขัดแย้งกับองค์การบริหารส่วนตำบลแหลมใหญ่ที่ไม่สามารถจัดการกับขยะเปลือกหอยได้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้สนับสนุนความรู้ในการพัฒนาขยะเปลือกหอยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าโดยนำมาเผาทำปูนขาวในระบบเตาเผาไร้กลิ่นไร้ควันได้สำเร็จ ขยะนี้อยู่ระหว่างการต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อไป ซึ่งหากสามารถผลิตปูนขาวได้มากพอก็จะช่วยกำจัดขยะเปลือกหอยในพื้นที่ลงได้

การเป็นเครือข่ายระหว่างกระทรวงยุติธรรมกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในพื้นที่อาจจะเป็นนิมิตหมายที่ดีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในทรัพยากรสาธารณะของสังคมไทย โดยจะมีหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งหรือผู้มีส่วนได้เสียกับปัญหานั้นมาเป็นโซ่ข้อกลางร่วมกับสถาบันการศึกษาที่ต่อไปนี้จะไม่ทำวิจัยเพื่อเก็บไว้บนหิ้งอีกต่อไป แต่จะต้องอาศัยองค์ความรู้ที่มีมาใช้ในการแก้ไขปัญหาของสังคมอยางเป็นรูปธรรม