Columnist

ทิวซิดิดิสกับการเมืองไทย (4)

13 กันยายน 2019 เวลา 10:14 น.
เปิดอ่าน 3

สุวิชา เป้าอารีย์

ผลของสงครามแปดปีระหว่างนครรัฐเอเธนส์และนครรัฐสปาร์ตาร์ที่นำมาสู่การทำสัญญาสงบศึกระหว่างสองฝ่าย ทำให้นครรัฐเอเธนส์เกิดความฮึกเหิมในกำลังความสามารถของตนเองว่าสามารถลุกขึ้นมายืนต่อกรกับมหาอำนาจในโลกกรีกโบราณอย่างนครรัฐสปาร์ตาร์ได้อย่างสง่าผ่าเผย ความยิ่งใหญ่ของกองทัพเรือและความมั่งคั่งรุ่งเรืองของนครรัฐเอเธนส์ส่งผลให้นครรัฐเอเธนส์กลายมาเป็นขั้วอำนาจที่สามารถถ่วงดุลยกับนครรัฐสปาร์ตาร์ในยุคนั้น

 

อย่างไรก็ตามดั่งเช่นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงอย่าง Kenneth Waltz ได้กล่าวถึงความเป็นจริงของโลกไว้ว่า “ผู้ใดขึ้นสู่อำนาจ ผู้นั้นจะเผชิญกับความเสื่อมถอย และ ผู้ใดปฏิเสธหลักแห่งความจริงนี้ ผู้นั้นจะล้มเหลวลงอย่างรวดเร็ว”

 

การลุกขึ้นมาเป็นนครรัฐที่มีทั้งอำนาจทางการทหารและทางเศรษฐกิจในโลกกรีกโบราณของนครรัฐเอเธนส์ทำให้ผู้นำนครรัฐเอเธนส์เกิดความเหลิงในอำนาจแห่งตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทะเยอทะยานของคนรุ่นใหม่ในนครรัฐเอเธนส์ที่ปรารถนาทั้งเกียรติยศและความมั่งคั่งทำให้หลังสัญญาสงบศึกระยะหนึ่งนครรัฐเอเธนส์ก็เริ่มนึกถึงการขยายอำนาจของตนเองด้วยการบุกเกาะซิซิลี ที่มีนครรัฐซิราคิวส์เป็นมหาอำนาจบนเกาะ จุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวเพื่อบุกเกาะซิซิลี ส่วนหนึ่งมาจากการถูกปั่นหัวจากรัฐพันธมิตรอย่าง Egesta ที่มีกำลังมีปัญหาอยู่กับ Selinuntines ซึ่งเป็นพันธมิตรกับนครรัฐสปาร์ตาร์  Egesta พยายามยุยงผู้นำและชาวเมืองเอเธนส์ว่าควรจะกำจัดนครรัฐซิราคิวส์ในขณะที่มีโอกาส ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วหากปล่อยให้แข็งแกร่งขึ้นมาและไปร่วมมือกับนครรัฐสปาร์ตาร์จะทำให้นครรัฐเอเธนส์ตกที่นั่งลำบาก ในขณะเดียวกันกลุ่มชาวพื้นเมืองบนเกาะซึ่งไม่ค่อยพึงพอใจกับนครรัฐซิราคิวส์ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือให้กองทัพเรือเอเธนส์สามารถขึ้นฝั่งได้เพื่อโจมตีนครรัฐซิราคิวส์

 

คำกล่าวอ้างที่พยายามสร้างภาพให้นครรัฐเอเธนส์เกิดความกลัวในความร่วมมือระหว่างนครรัฐสปาร์ตาร์กับนครรัฐซิราคิวส์และการวิเคราะห์ผลของสงครามที่  Egesta  ให้ความมั่นใจว่านครรัฐเอเธนส์จะสามารถพิชิตชัยบนเกาะนี้ได้ไม่ยาก รวมถึงผลประโยชน์ในด้านความมั่งคั่งและเกียรติยศที่นครรัฐเอเธนส์จะได้รับหากได้รับชัยชนะ นครรัฐเอเธนส์ที่ประกอบไปด้วยผู้นำรุ่นใหม่ที่กระหายสงคราม จึงตัดสินใจส่งกองเรือรบมุ่งสู่เกาะซิซิลี

 

ผลของสงครามไม่เป็นอย่างที่นครรัฐเอเธนส์คาดหวังไว้ การกรีฑาทัพเรือที่ยิ่งใหญ่มหาศาลของนครรัฐเอเธนส์เพื่อทำสงครามทำให้กลุ่มชาวพื้นเมืองบนเกาะที่รับปากว่าจะเป็นพันธมิตรช่วยรบเกิดความหวาดหวั่นว่าหากนครรัฐเอเธนส์ได้รับชัยชนะ พวกเขาจะตกอยู่ภายใต้การครอบงำของนครรัฐเอเธนส์ กลุ่มชาวพื้นเมืองจึงละเมิดสัญญาด้วยการไม่ช่วยให้กองทัพเรือเอเธนส์สามารถขึ้นฝั่งได้ ในขณะเดียวกันประสบการณ์ของนครรัฐสปาร์ตาร์ที่เคยเผชิญกับกองทัพเรือนครรัฐเอเธนส์ทำให้ในช่วงสัญญาสงบศึกนครรัฐสปาร์ตาร์ได้พัฒนากองทัพเรือของตนเองจนแข็งแกร่งเทียบเท่ากองทัพเรือเอเธนส์ ในท้ายที่สุดของสงคราม นครรัฐเอเธนส์ก็พ่ายแพ้จากความทะเยอทะยาน ความประมาทและหยิ่งผยองในกำลังอำนาจของตนเองและนั้นทำให้ยุคแห่งความรุ่งเรืองของนครรัฐเอเธนส์จบลง

 

ประวัติศาสตร์สงครามเพโลพอนนีเซียนและความทะเยอทะยานหยิ่งผยองของนครรัฐเอเธนส์ทำให้นึกถึงพรรคการเมืองไทยที่ชอบบอกว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตยอย่างพรรคอนาคตใหม่ที่ประสบชัยชนะอย่างไม่คาดคิดจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึงการชนะเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอาจจะเปรียบเทียบได้กับการที่นครรัฐเอเธนส์สามารถเอาชนะในสงครามต่อต้านเปอร์เซีย

 

ในขณะที่พรรคการเมืองเดิม ๆ ที่มีแนวคิด วิธีหาเสียง และเล่นการเมืองแบบเก่า ๆ ก็มีความประมาทในกระแสของพรรคอนาคตใหม่ที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงการเลือกตั้ง อาจเหมือนกับนครรัฐสปาร์ตาร์ที่ปล่อยให้นครรัฐเอเธนส์เป็นผู้นำนครรัฐในกรีกโบราณเพื่อการต่อต้านเปอร์เซียจนได้รับชัยชนะและกลายมาเป็นมหาอำนาจในกรีกโบราณ

 

การชนะการเลือกตั้งแบบคลื่นซึนามิขนาดย่อม ๆ ของพรรคอนาคตใหม่ทำให้เหล่าผู้นำพรรคคนรุ่นใหม่แสดงอาการฮึกเหิมในอำนาจแห่งตน รวมถึงความเชื่อว่านอกจากพรรคจะสามารถรักษาคะแนนนิยมนี้ไว้ได้ตลอดแล้วคะแนนนิยมก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นด้วย

 

หลังการเลือกตั้ง พรรคอนาคตใหม่พยายามแสดงบทบาททางการเมืองในรูปแบบใหม่ที่พรรคการเมืองอื่น ๆ หรือนักการเมืองแบบเดิม ๆ ไม่เคยทำ เช่น รูปแบบการแต่งกายเข้าสภา ความพยายามตั้งกรรมาธิการกลุ่มเพศทางเลือก รวมไปถึงการทำตามคำยุยงของพรรคพันธมิตรในการส่งหัวหน้าพรรคตนเองที่ไม่ได้เป็นพรรคใหญ่อันดับหนึ่งหรือสองเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ไม่รู้ว่าถูกพรรคพันธมิตรที่เก๋าเกมส์หลอกหรือเปล่า)

 

นอกจากนั้นแล้ว ด้วยความมั่นใจในความนิยมของพรรค แกนนำพรรคอนาคตใหม่ยังวางแผนขยายฐานการเมืองของพรรคไปสู่ท้องถิ่นด้วยการวางแผนส่งผู้สมัครในท้องถิ่นทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดจนเกือบจะเกิดการขัดแย้งกับพรรคพันธมิตร (หรืออาจจะเกิดแล้วก็ได้)

 

ความทะเยอทะยานที่ไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากความกลัว (Fear) ว่าทหารจะกลับเข้าสู่การเมืองหรือสืบทอดอำนาจ หรือเกิดจากผลประโยชน์ (Interest) ที่จะได้รับหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือ แม้กระทั่งเกิดจากความต้องการเกียรติยศ (Honor) ของความเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยอย่างที่ชอบอวดอ้างตนเองอยู่เสมอ พรรคอนาคตใหม่จึงเริ่มวางแผนเปลี่ยนแปลงประเทศไทยตามแนวคิดของแกนนำพรรค เช่นการรณรงค์ต่อต้าน คสช. ทั้งที่ไม่มีคสช.แล้ว การเสนอยกเลิกระบบการเกณฑ์ทหารและลดขนาดกองทัพ และเดินสายรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปในแนวทางที่ตนเองต้องการทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้

 

ความฮึกเหิมในอำนาจ ความมักใหญ่ใฝ่สูงของแกนนำพรรคอนาคตใหม่อาจเปรียบได้กับการต้องการขยายอำนาจของนครรัฐเอเธนส์ด้วยการกรีฑาทัพโจมตีเกาะซิซิลีและจบลงด้วยการพ่ายแพ้ให้กับนครรัฐสปาร์ตาร์ที่เกิดจากการวิเคราะห์สถานะตนเองผิดพลาด การหักหลังของพันธมิตรและการพัฒนากองทัพเรือของกองทัพสปาร์ตาร์ (ที่เกิดจากบทเรียนของสงคราม)

 

หากพรรคอนาคตใหม่ไม่อยากจบลงแบบนครรัฐเอเธนส์ ก็ควรจะวิเคราะห์สถานะความนิยมทางการเมืองของพรรคว่าในความเป็นจริงในปัจจุบันเป็นอย่างไร ประชาชนที่ลงคะแนนให้พอใจกับบทบาทความเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคหรือไม่ นอกจากนั้นแล้วให้ระวังจะถูกพรรคพันธมิตรหักหลังหากไปโจมตีหรือประชดประชันเขาบ่อย ๆ และสิ่งสุดท้ายพรรคการเมืองรูปแบบเดิม ๆทั้งในซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านเริ่มมีบทเรียนจากความประมาทในการเลือกตั้งที่ผ่านมาและคงไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก รวมถึงการทำสงครามการป้องกัน (Preventive War) ของพรรคการเมืองรูปแบบเดิม ๆ เพื่อหยุดการเติบโตของพรรคอนาคตใหม่ซึ่งอาจรวมถึงการยุบพรรคด้วย