Columnist

อิมมานุเอล วัลเลอร์สไตน์ | Immanuel Wallerstein (1930 - 2019)

12 กันยายน 2019 เวลา 05:09 น.

คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

เมื่อทราบข่าวศาสตราจารย์วัลเลอร์สไตน์ถึงแก่กรรมในวันสิ้นเดือนสิงหาคมจากเฟสบุ๊คของอาจารย์ที่เคารพ ก็มาเจอเพื่อนอาจารย์ซึ่งทราบข่าวนี้เหมือนกันปรารภว่า น่าจัดเสวนาในหมู่ผู้สนใจ ชวนกันมาคุยถึงอิทธิพลทางความคิดของเขาในวงวิชาการสังคมศาสตร์เมืองไทย หรือจะให้สนุกกว่านั้น คือจัดเสวนาเรื่องการศึกษาทุนนิยมโลกต่อจากทฤษฎีระบบ-โลกของวัลเลอร์สไตน์ว่าจะไปทางไหน ก็น่าจะมีคนสนใจอยู่ไม่น้อย

 

ความคิดและทฤษฎีของวัลเลอร์สไตน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ-โลกแบบทุนนิยม (Capitalist World-Economy) เป็นของต้องเรียนให้รู้อยู่ในหลายสาขาวิชา ไม่จำกัดแต่เฉพาะสังคมวิทยาหรือประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ  อย่างคนเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะพบผลงานของเขาเป็นตัวแทนทฤษฎีที่จัดอยู่ในกระบวนทัศน์แบบมาร์กซิสต์ ที่ต่างจากกระบวนทัศน์หลักทั้งสอง ของสาขาวิชา คือสัจนิยมและเสรีนิยม ส่วนคนเรียนด้านการพัฒนาหรือการเมืองเปรียบเทียบของประเทศกำลังพัฒนาในระยะ 40 กว่าปีที่ผ่านมาก็คงไม่พ้นที่จะได้เจอกับทฤษฎีและแนวทางการวิเคราะห์แบบ World-Systems ซึ่งมีเขายืนเป็นหลักอยู่ด้วยคนหนึ่ง นอกเหนือจากนักทฤษฎีในกลุ่มเดียวกันอย่างอันเดร กุนเดอร์-แฟรงก์ จิโอวานนี อาร์ริกิ หรือซามีร์ อามิน ซึ่งทั้ง 3 คนที่เอ่ยชื่อมานี้ต่างก็ล่วงลับไปก่อนหน้าวัลเลอร์สไตน์กันหมดแล้ว

 

ในทางทฤษฎี กล่าวได้ว่าวัลเลอร์สไตน์จัดอยู่ในพวกที่คิดการใหญ่ ที่จะไม่จับเรื่องเล็กๆ ในกระบวนการย่อยเรื่องหนึ่งเรื่องใดมาศึกษาแล้วสร้างเป็นทฤษฎี เช่น ศึกษาพฤติกรรมทางการเมืองของคนกลุ่มนั้นหรือชนชั้นนี้ หรือศึกษาการปรับตัวของแรงงานเมื่อเกิดการย้ายถิ่นย้ายสาขาการผลิต เป็นต้น เรื่องแบบนี้เขาถือว่าถ้าไปจับศึกษาแบบแยกส่วนแล้ว จะไม่เข้าใจพลังทางสังคมที่วางเงื่อนไขส่งผลต่อพฤติกรรมทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ว่ามาจากไหน หรืออะไรคือเงื่อนไขที่อธิบายความยากง่ายและผลในการปรับตัวของแรงงาน ว่าทำไมแรงงานในสังคมตะวันตกจึงมีแบบแผนการปรับตัวและผลที่ตามมาแตกต่างอย่างมากจากแรงงานในที่อื่นๆ

 

วัลเลอร์สไตน์และนักทฤษฎีกลุ่มที่คิดการใหญ่แบบเดียวกับเขาเห็นว่า การจะเข้าใจปรากฏการณ์ในระดับส่วนย่อยอย่างการปรับตัวของแรงงานในภาคการผลิตสาขาต่างๆ ในพื้นที่ต่างๆ จะต้องนำเรื่องในส่วนย่อยเหล่านี้มาพิจารณาในภาพรวมที่ใหญ่กว่านั้นมาก และภาพรวมใหญ่ที่ว่านี้ นักทฤษฎีในกลุ่มวัลเลอร์สไตน์เสนอว่า ได้แก่ ภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และภาพรวมนี้ไม่อาจพิจารณาในระดับย่อยๆ ภายในรัฐของรัฐใดรัฐหนึ่งได้  หรือแม้แต่จะพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจสังคมของแต่ละประเทศหรือพิจารณาจากระดับรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐก็ยังไม่พอให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้  การจะศึกษาและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของส่วนหนึ่งส่วนใด ต้องพิจารณาแต่ละส่วนนั้นว่าเป็นส่วนไหนหรืออยู่ในตำแหน่งไหนของระบบใหญ่ ซึ่งนักทฤษฎีกลุ่มนี้เสนอให้พิจารณาระบบใหญ่ดังกล่าวนี้เป็นระบบระดับโลก และถือระบบในระดับโลกว่าเป็นหน่วยวิเคราะห์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

 

พวกเขาจึงเรียกแนวทางการวิเคราะห์ที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างรัฐและประชาสังคม ก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตแดนที่แยกรัฐต่างๆ ออกเป็นหน่วยสังคมการเมืองที่เป็นอิสระจากกัน ว่าแนววิเคราะห์ระบบ-โลก หรือ world-systems analysis ซึ่งมีความมุ่งหมายจะศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบไม่แยกส่วน ไม่แยกการเรียนรู้และการสร้างความรู้ออกไปเป็นสาขาวิชาเฉพาะทางแบบที่สังคมศาสตร์ในปัจจุบันจัดแยกกันอยู่ในโครงสร้างของการแบ่งงานกันทำระหว่างเศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา รัฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ จิตวิทยาสังคม ฯลฯ นักวิชาการสาย world-systems จะรวมทุกมิติเหล่านี้เข้ามาพิจารณาประกอบกันหมดในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

 

ในงานของวัลเลอร์สไตน์ การเปลี่ยนระบบ-โลกครั้งสำคัญเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 จากวิกฤตและการเสื่อมสลายของระบบศักดินาในยุโรป ระบบ-โลกที่มาแทนที่เป็นระบบที่วัลเลอร์สไตน์จะศึกษาต่อเนื่องมาอย่างเป็นงานระดับมหากาพย์คือระบบเศรษฐกิจ-โลกแบบทุนนิยม (Capitalist World-Economy) ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ส่วนต่างๆ ในโลก ที่การก่อรูปทางสังคม ลักษณะความสัมพันธ์ทางชนชั้น และวิถีการผลิตมีแตกต่างกัน บางส่วนก็ก้าวหน้า ในขณะที่อีกหลายส่วนก็ล้าหลังและยังมีการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากแรงงานในความสัมพันธ์ทางการผลิตที่ยังไม่เป็นแบบทุนนิยม แต่แต่ละส่วนทำงานสัมพันธ์กันในโครงสร้างของระบบทุนนิยมโลก ดังนั้น ความล้าหลังไม่พัฒนาของส่วนหนึ่งจึงต้องพิจารณาในความสัมพันธ์ที่ส่วนนั้นมีกับส่วนอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ-โลกแบบทุนนิยม

 

วัลเลอร์สไตน์และนักทฤษฎี World-Systems ศึกษาการเปลี่ยนแปลงอย่างเน้นลงไปที่กระบวนการของความเปลี่ยนแปลงอันไม่หยุดนิ่ง ทั้งในแง่การเปลี่ยนแปลงในส่วนหนึ่งของระบบ เช่นส่วนที่เป็นแกนหรือ core จะสร้างแรงบีบคั้นที่ทั้งผลักดันและวางเงื่อนไขต่อการเปลี่ยนแปลงในส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนชายขอบ (periphery) หรือกึ่งชายขอบ (semi-periphery) ให้ต้องเปลี่ยนตาม แต่เป็นการเปลี่ยนที่แตกต่างกันคนละสภาพ เพราะแต่ละส่วนมีบทบาทและสภาพที่ต่างกันตามตำแหน่งในโครงสร้างความสัมพันธ์ภายในระบบ และในแง่ที่การเปลี่ยนแปลงในแต่ละส่วนของระบบ-โลกที่เกิดขึ้นแล้ว จะก่อความขัดแย้งใหม่ๆ หรือสร้างข้อจำกัดใหม่ๆ ที่ทำให้การปรับตัวภายในแต่ละส่วนของระบบเดิมทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ  จนกระทั่งการเสียสมดุลของระบบสะสมวิกฤตเชิงโครงสร้างมากขึ้นและกดดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่

 

ในระหว่างเขากับมิตรสหายฝ่ายทฤษฎี World-Systems วัลเลอร์สไตน์กับอามินและอาร์ริกิจัดอยู่ในฝ่ายมองโลกในแง่ดี ในขณะที่แฟรงก์มองในแง่ร้าย แต่การมองดีหรือร้ายนี้ก็ต้องดูจากทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของพวกเขาเป็นหลัก เพราะพวกเขาไม่ได้สร้างทฤษฎีหรือแนวคิดระบบ-โลกขึ้นมาเป็นกิจกรรมกรีฑาในทางปัญญาของนักวิชาการ แต่ตั้งใจใช้มันเป็นเครื่องมือสำหรับฝ่ายเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงระบบทุนนิยมโลกในการติดตามทิศทางของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วและจะเกิดต่อไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตามวิกฤตเชิงโครงสร้างในระบบทุนนิยมโลก ที่พวกเขาเห็นว่าก่อตัวรออยู่นานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตในกระบวนการสะสมทุน วิกฤตความชอบธรรมทางการเมือง และวิกฤตของระบบคุณค่าความหมายและอัตลักษณ์อันเป็นเรื่องทางวัฒนธรรม

 

แฟรงก์มองในแง่ร้ายว่าระบบเศรษฐกิจ-โลกแบบทุนนิยมจะอยู่กับเราอีกนานเพราะความสามารถในการปรับตัวของระบบยังมีมากและพลังของฝ่ายเปลี่ยนแปลงหดหายหรือไม่อาจผนึกเป้าหมายและแนวทางขับเคลื่อนกันได้อย่างมีเอกภาพ   ส่วนวัลเลอร์สไตน์ อาริกิและอามิน มองในแง่ดีว่าวิกฤตที่สะสมอยู่ในระบบทุนนิยมโลกมีโอกาสจะเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพไปสู่ระบบเศรษฐกิจ-โลกแบบใหม่ภายในศตวรรษนี้ได้ แต่จะได้อะไรมาแทนระบบเศรษฐกิจ-โลกแบบทุนนิยม ฝ่ายมองในแง่ดีนี้ยังเห็นต่างกันอยู่  วัลเลอร์สไตน์เองในบั้นปลายดูเหมือนจะมองในแง่ดีน้อยลง เขาลดเพดานความเป็นไปได้ลงมาที่ 50 ต่อ 50 ที่เราจะมีโอกาสเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมหน้าทุนนิยมโลกไปสู่ความสัมพันธ์ทางชนชั้นแบบใหม่ที่ดีกว่าเดิม

 

อาจารย์สอนทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของผมเป็นคนละฝ่ายกับพวกนักทฤษฎี World-Systems อาจารย์บอกว่าทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมหรือฝ่ายซ้ายก็ตามที่ไม่ชอบใจการทำงานของระบบที่เป็นอยู่ พวกเขาอาจไม่ชอบใจการทำงานของระบบคนละแบบกัน อนุรักษนิยมอาจไม่พึงใจรัฐสวัสดิการ ขณะที่ฝ่ายซ้ายอาจไม่พึงใจรัฐเสรีนิยมใหม่ ความไม่พอใจการทำงานของระบบทำให้พวกเขาบางคนมีแนวโน้มจะเห็นปัญหาของระบบนั้นว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และตั้งความหวังรอว่าปัญหาเชิงโครงสร้างจะก่อวิกฤตในระบบขึ้น จนกระทั่งระบบนั้นตั้งอยู่ต่อไปไม่ได้   วัลเลอร์สไตน์เฝ้ามองวิกฤต ติดตามวิกฤต  และรอจะเห็นการเปลี่ยนแปลงและพังทลายของโครงสร้างเดิม อาจารย์ของผมก็ใจร้ายพอที่จะพูดว่า แต่เขาจะไม่ทันได้อยู่เห็นระบบทุนนิยมโลกถูกแทนที่ด้วยระบบโลกแบบใหม่หรอก พวกเราเองก็จะไม่ได้เห็นเหมือนกัน

 

ความจริง อาจารย์ของผมประเมินความสามารถของระบบทุนนิยมทั้งสูงเกินไปและก็ต่ำเกินไป ท่านรอดูต่อไปเถิดครับ

 

ส่วนผมหรือครับ ไม่รออะไรทั้งนั้น นอกจากรอเลิกงาน.