Columnist

เบิกคอลัมน์

31 กรกฎาคม 2019 เวลา 14:31 น.
เปิดอ่าน 6

คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

ผมตั้งชื่อคอลัมน์ว่า “คิดไม่รวบยอด”  ส่วนหนึ่งก็เพื่อใช้เป็นเหมือนฉลากปิดข้างขวดเรียนท่านผู้อ่านให้ทราบถึงความจำกัดในข้อคิดเห็นของผม ว่าเป็นแต่เพียงความคิดอ่านเท่าที่ผมมีในเงื่อนไขของเวลาเร่งรัดที่เขียนขึ้น เมื่อประกอบกับเรื่องราวเหตุการณ์ที่นำมาเขียนมีเปลี่ยนแปรไปได้อีก คนเขียนจึงอาจจะไม่ได้ปักหลักอยู่กับความคิดความเห็นที่เขียนไปแล้วได้ตลอดไป หรือเสมอไป

 

ในวันข้างหน้าหากมีใครเห็นความไม่คงเส้นคงวาในเรื่องที่ผมเขียนแล้วตั้งคำถาม ผมก็เตรียมขอยืมคำของนักเศรษฐศาสตร์เลื่องชื่อมารอไว้แล้วว่า “ก็ในเมื่อเหตุการณ์เปลี่ยน ผมก็เปลี่ยนความคิด ถ้าเป็นคุณพี่ จะเลือกทำแบบไหนล่ะครับ?”

 

อ้อ ผมได้รับคำเตือนให้ระวังการใช้สรรพนาม เช่น อย่าจู่ลู่เรียกใครเป็นพี่เป็นน้องพร่ำเพรื่อ ไปเจอคนที่เขาเคร่งครัดจรรยาสมภาพเข้า เขาจะมองว่าการพูดของเราขาดความถูกต้องทางการเมือง เดี๋ยวนี้การพูดจาอะไรกับใครยากไปหมดเพราะไม่รู้ว่าใครเคร่งครัดกับจรรยาแบบไหนอยู่ จะอาศัยแต่มารยาทแบบแต่ก่อนไม่พอเสียแล้ว

 

อีกส่วนหนึ่งที่ตั้งชื่อคอลัมน์ไว้อย่างนี้ ก็เพราะเวลาเขียนบทความ คนเขียนควรต้องรู้หรือต้องสมมุติกลุ่มผู้อ่านของเขาขึ้นมาในใจเหมือนกัน ว่ากำลังเขียนให้ใครอ่าน การจะเขียนบทความสำหรับผู้อ่านวงกว้างทั่วไปโดยไม่จำเพาะเจาะจงออกมาให้ดีนั้น เขียนได้ยาก และผมก็ไม่มีความสามารถถึงระดับนั้น เลยต้องตั้งชื่อคอลัมน์ที่ช่วยสมมุติกลุ่มผู้อ่านเป้าหมายขึ้นมา เพื่ออำนวยให้การเขียนของตัวเองสำเร็จได้ง่ายขึ้น ไม่ได้สมมุติขึ้นเพื่อจะมาจำกัดวงคนอ่านจริงๆ แต่อย่างใดนะครับ คนเขียนที่ไหนๆ ก็ย่อมปรารถนายินดีให้มีคนอ่านเสมอ เพราะการเขียนจะยังไม่สำเร็จผลสมบูรณ์ของมัน จนกว่าจะมีการอ่านเกิดขึ้น

ชื่อคอลัมน์ว่า “คิดไม่รวบยอด” ยังตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการใช้ท่าทีแบบหนึ่งในการจัดการกับความคิดรวบยอดหรือ concepts ที่คนทำงานวิชาการทางสังคมศาสตร์ ซึ่งรวมถึงตัวผมเองด้วย ต้องอาศัยมันเป็นเครื่องมืออันจำเป็นในการหาความรู้  อย่างสังกัดของผมอยู่กับรัฐศาสตร์ ความคิดรวบยอดทั้งหลายอันเกี่ยวกับรัฐและการทำงานส่วนต่างๆ ของมันก็เป็นของอันขาดไม่ได้ที่ผมต้องหามาใช้ และต้องหามาไว้สำหรับถ่ายทอดความรู้แก่คนเรียน

 

แต่เมื่อต้องใช้ความคิดรวบยอดทั้งหลายเป็นเครื่องนำทางสำหรับการเข้าหาความรู้ หรือถ่ายทอดความรู้นั้นแล้ว ผมมีความเห็นว่า การคิดโดยอาศัยความคิดรวบยอดเหล่านี้   ไม่ว่าจะเป็นการคิดพิจารณาหาความหมายความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ให้เห็นแต่ละส่วนขององค์ประกอบเพื่อที่จะอธิบายภาพรวมใหญ่ หรือการคิดวิพากษ์เพื่อนำคุณค่าทั้งหลายในผลของความคิด ไม่ว่าจะของเราหรือของใครออกมาตีแผ่วินิจฉัย ควรเป็นการคิดชนิดที่ยังไม่รวบยอด หรืออย่าเพิ่งไปหาทางรวบยอดมันเร็วจนเกินไปนัก

 

ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านที่จะนำความหมายของการคิดไม่รวบยอด มาลงประเดิมบทความเบิกคอลัมน์นะครับ

 

คิดไม่รวบยอดในความหมายหนึ่งนั้น ผมหมายถึงว่า ในการคิดหาความรู้ที่ต้องอาศัยแนวคิดต่างๆ มาเป็นเครื่องมือ ความสำคัญของแนวคิดที่เรานำมาใช้เป็นกรอบเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ที่การจัดคำตอบออกมานะครับ แต่อยู่ที่การรู้จักใช้มันช่วยตั้งคำถามต่อเรื่องราวที่เราอยากรู้ เพื่อเปิดให้เห็นทางเลือกที่เป็นไปได้สำหรับพิจารณาเรื่องนั้นจากแง่มุมต่างๆ  ตั้งคำถามเยอะๆ จนกระทั่งพบคำถามที่ดี ความรู้เป็นอันมากเกิดจากการตั้งคำถามที่ดีนี่ล่ะครับ ส่วนคำตอบมีเปลี่ยนได้เสมอ ทำอย่างนี้เราจะไม่ติดอยู่ในมุมแคบของกรอบความคิดรวบยอดอันหนึ่งอันใด

 

และเพราะความรู้จะขยายต่อไปได้อีกมากจากการตั้งประเด็นคำถามที่ดีในขณะที่คำตอบมีเปลี่ยนแปลงได้ การคิดไม่รวบยอดในอีกความหมายหนึ่งจึงคือการคิดที่เปิดเผื่อไว้ให้แก่ความเป็นไปได้ หรือให้โอกาสสำหรับการถูกตรวจสอบหรือถูกใครๆ โต้แย้งได้ ว่าที่เราคิดมานั้นผิด หรือแม้ไม่ถึงกับผิด แต่ก็อาจคิดได้ พิจารณาได้ หรือวิเคราะห์และวิพากษ์ได้ ด้วยความคิดและฐานคิดอื่นๆ อีก

 

การคิดทำให้เราตระหนักถึงการมีอยู่ของตัวเรา นักปราชญ์สมัยใหม่กล่าวไว้ทำนองนั้น  ผมก็อยากขอยกมือกล่าวสนับสนุนว่า การรู้ตัวเราจากการคิดก็ดีแล้ว แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราจะเข้าไปยึดถือในผลที่มาจากการคิดและพาให้เกิดโมโหโกรธาขึ้นมาเมื่อใครมาชี้ให้เห็นข้อจำกัดในสิ่งที่เราคิด ด้วยท่าทีการคิดแบบไม่รวบยอดอย่างที่ว่ามา เราจะเรียนรู้ได้อีกมากจากข้อจำกัดของเราเอง

การคิดไม่รวบยอดยังหมายถึงการคิดว่า ความเห็น ข้อเสนอ หรือบทสรุปของเรา ที่ได้มาจากการใช้ความคิดรวบยอดกลุ่มหนึ่งเป็นเครื่องนำทางนั้น โดยเครื่องมือชุดเดียวกันนั้น มันยังอาจเปิดทางให้แก่ความเห็น ข้อเสนอ หรือบทสรุปที่ต่างจากของเราออกไปได้อีก ความคิดรวบยอดชุดเดียวกัน ในแนวทางการคิดแบบเดียวกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องนำไปสู่ข้อสรุปที่ได้ออกมาเหมือนกันเสมอไป

 

ในทำนองเดียวกัน เมื่ออ่านพบความเห็น ข้อเสนอ การตีความ หรือบทสรุปของใครเข้า ต่อให้เป็นของยักษ์ใหญ่ทางวิชาการคนไหนก็ตามที ไม่ควรปล่อยให้ประกายของอำนาจในทางวิชาการของเธอหรือของเขา มาพาเราให้คล้อยตามไปว่า นั่นเป็นความคิดรวบยอดอันเป็นที่สุดของการโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องนั้นแล้ว  

 

อันที่จริง แทนที่จะอ่านผลงานของยักษ์ใหญ่ทางวิชาการนั้นเป็นเหมือนคำตัดสินของศาลฎีกาที่ให้ถือเป็นที่สุด คนแรกเรียนควรทำในทางตรงข้าม คือถือเหมือนว่ามันเป็นผลจากการคิดที่ยังไม่รวบยอด และใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับฝึกวิทยายุทธทางวิชาการ สมมุติวิทยายุทธทางวิชาการว่าเป็นการมองก็แล้วกันนะครับ จะเข้าใจง่ายดี

 

จุดเริ่มต้นก็คือการยืมพลังจากงานอันเป็นที่ยอมรับนับถือนั้นมาใช้ฝึกการมองของเรา มองไปตามสิ่งต่างๆ ที่มันพาให้มอง มองตามให้ดีๆ นะครับ เพราะเมื่อมองตามดีแล้ว  ไม่เพียงแต่จะกระจ่างแจ่มแจ้งในสิ่งที่มันพาให้เห็น แต่ยังจะเห็นขึ้นมาด้วยว่ามันไม่เห็นอะไร และในทุกๆ ตรงที่มันควรเห็นแต่กลับไม่เห็นนั่นล่ะครับคือที่เราจะตั้งต้นตั้งคำถามต่อจากนั้นออกไป

 

มีคำถามไหมครับ?