Columnist

กันยายน 1939

5 กันยายน 2019 เวลา 05:50 น.

คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

ถ้าถามนักเรียนประวัติศาสตร์ถึงเดือนกันยายน 1939 เขาจะตอบท่านว่า เมื่อ 80 ปีก่อน ฮิตเลอร์บุกโปแลนด์ในวันที่ 1 อังกฤษกับฝรั่งเศสที่ประกันเอกราชของโปแลนด์ตัดสินใจประกาศสงครามกับเยอรมนีเป็นการตอบโต้ในวันที่ 3  สงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปก็นับจุดเริ่มต้นจากวันนั้น

 

และเขาอาจเล่าย้อนถึงความตกลงมิวนิคเกี่ยวกับปัญหาเช็กโกสโลวาเกียระหว่างเชมเบอร์ลินกับฮิตเลอร์ในเดือนกันยายนหนึ่งปีก่อนหน้านั้นให้ท่านฟัง และปิดท้ายด้วยสุนทรพจน์อันมีชื่อเสียงของเชมเบอร์ลินหลังจากเขากลับจากมิวนิคถึงลอนดอนแล้วมายืนประกาศถึง “สันติภาพสำหรับยุคสมัยของเรา” ที่เป็น “สันติภาพอันพร้อมด้วยเกียรติ” และข้อตกลงสัญญาระหว่างอังกฤษกับเยอรมนีที่เป็นสัญลักษณ์บ่งถึงความปรารถนาว่าประชาชนของทั้ง 2 ประเทศจะไม่ทำสงครามต่อกันอีกต่อไป  “ขอให้ท่านทั้งหลายกลับบ้านและนอนหลับให้สบายเถิด”

ความจริงประเทศหนึ่งที่แม้มิได้เป็นคู่เจรจา แต่เป็นฝ่ายได้รับผลประโยชน์โดยตรงในเรื่องดินแดนจากเช็กโกสโลวาเกียโดยผลของความตกลงมิวนิค ก็คือโปแลนด์  แต่ทั้งความตกลงที่มิวนิคและการได้รับประกันความเป็นกลางจากประเทศมหาอำนาจก็ไม่เป็นเหตุช่วยป้องกันความยุ่งยากที่ตามมาหลังจากนั้นระหว่างโปแลนด์กับเยอรมนีได้  เพราะฮิตเลอร์ไม่ได้คิดจะหยุดยั้งเป้าหมายที่การรวมดินแดนซึ่งมีประชากรเป็นคนเยอรมันส่วนใหญ่เข้ามารวมอยู่ในอาณาจักรไรซ์ที่ 3 เท่านั้น  แต่ยังต้องการขยายดินแดนไปทางตะวันออกเพื่อใช้เป็น ชีวเทศะ  (lebensraum) หรือพื้นที่หล่อเลี้ยงชีวิตสำหรับการดำรงเชื้อชาติเยอรมัน  

 

แต่ฮิตเลอร์ก็รู้ว่าหลังจากความตกลงมิวนิคแล้ว คงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปที่การขยายดินแดนของเยอรมันตามเป้าหมายของเขาจะบรรลุผลสำเร็จได้โดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับหรือทำสงคราม อย่างมากที่สุดก็คือการซื้อเวลาจากประเทศที่เขาถือเป็นฝ่ายตรงข้ามไม่ให้เข้ามาสกัดการใช้กำลังของกองทัพเยอรมันในการขยายตัวยึดครองดินแดน ดังเช่นข้อตกลงระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมนีกับสหภาพโซเวียตก่อนหน้าฮิตเลอร์จะสั่งบุกโปแลนด์ไม่นาน

 

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่อธิบายมูลเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีข้อถกเถียงในเรื่อง “ใครคือผู้รับผิดชอบ” ต่อการเกิดสงครามในปี 1939/40 ในยุโรป น้อยกว่าที่พบในประวัติศาสตร์นิพนธ์ว่าด้วยจุดกำเนิดและสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1  เพราะงานส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า ปราศจากการดำเนินนโยบายของฮิตเลอร์และวิธีคิดเบื้องหลังการตั้งเป้าหมายในแบบฮิตเลอร์อย่างนั้นแล้ว หรือถ้าฮิตเลอร์จะหยุดความพอใจของเขาไว้ที่ความตกลงมิวนิค  ยุโรปน่าจะเลี่ยงสงครามใหญ่ในทศวรรษ 1940 ได้ ในขณะที่เยอรมนีก็มีโอกาสฟื้นคืนสู่การเป็นมหาอำนาจในยุโรปและในโลกได้ด้วยวิธีอื่น ที่ไม่ใช่การทำสงครามซึ่งขยายไปเป็นการทำสงครามเบ็ดเสร็จอย่างที่เกิดในสงครามโลกครั้งที่ 2

 

เมื่อนักวิชาการส่วนใหญ่เห็นกันว่าฮิตเลอร์คือผู้รับผิดชอบต่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป ข้อถกเถียงในประวัติศาสตร์นิพนธ์ส่วนหนึ่งจึงย้ายมาอยู่ที่ประเด็นว่า ฮิตเลอร์และระบอบนาซีที่เขาสร้างขึ้นมาเท่านั้นหรือที่ควรรับผิดชอบต่อการเกิดสงครามโลกและความรุนแรงอันร้ายแรงที่เกิดต่อมนุษยชาติในระหว่างสงคราม เช่นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว สลาฟ โรมา และการสังหารคนกลุ่มไม่พึงปรารถนาอื่นๆ ในเยอรมนีและในประเทศที่เยอรมนียึดครองอย่างเป็นระบบ  หรือฮิตเลอร์และระบอบนาซี รวมทั้งความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการทำงานของระบอบนี้เป็นผลที่มีมูลเหตุหรือก่อกำเนิดขึ้นมาได้มาจากไหนกันแน่

 

ประวัติศาสตร์นิพนธ์เกี่ยวกับมูลเหตุสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงแยกออกเป็นงานศึกษาที่จำกัดวงไว้เฉพาะเรื่องสาเหตุการเกิดสงครามและการก่อสงครามเท่านั้น กับงานที่ขยายการพิจารณาสาเหตุและการก่อสงครามออกไปคลุมการก่อความรุนแรงที่กระทำต่อมนุษยชาติในระหว่างที่เกิดสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำ holocaust มาพิจารณาไปด้วยกันกับสงครามว่าเกิดขึ้นได้ในเงื่อนไขอะไรและใครคือผู้มีส่วนต้องรับผิดชอบ 

 

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่จำกัดวงศึกษาเฉพาะที่การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ของนักวิชาการฝ่ายหนึ่งสรุปให้เห็นได้ไม่ยากนักว่า การก่อสงครามขยายดินแดนเพื่อ lebensraum ฮิตเลอร์เป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ และการตัดสินใจก่อสงครามของเขาด้วยเป้าหมายแบบนั้นเป็นสิ่งที่เบี่ยงเบนแปลกแยกไปจากวิถีทางปกติ และมิได้เป็นหรือมาจากลักษณะแบบ “เยอรมัน” แต่มาจากอุดมการณ์อันบิดเบี้ยวและความคิดจิตใจที่ไม่ปกติของตัวฮิตเลอร์เอง แต่ข้อโต้แย้งต่อประวัติศาสตร์นิพนธ์กลุ่มนี้ที่เกิดตามมาคือข้อเสนอให้พิจารณาว่า สิ่งที่เบี่ยงเบนแตกต่างไปจากปกติไม่ใช่เพียงแค่ฮิตเลอร์ แต่คือพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ในการเปลี่ยนจากสังคมอภิชนาธิปไตยมาเป็นสังคมสมัยใหม่ของเยอรมันเองที่มีเส้นทางพิเศษแตกต่างจากของยุโรปตะวันตก  

 

และบนเส้นทางพิเศษแบบนั้นได้พาสังคมเยอรมันเบี่ยงเข้าหาความคิดชาตินิยม ทหารนิยม การบูชารัฐ การยกย่องความแข็งแกร่งและการใช้กำลัง ฮิตเลอร์และขบวนการของเขาจึงเป็นผลผลิตมาจากเส้นทางพิเศษของสังคมเยอรมัน หรือจะกล่าวอีกแบบหนึ่ง เชื้อมูลทางความคิดและค่านิยมในสังคมเยอรมันได้ผลิตบุคลิกภาพของคนในแบบอำนาจนิยมขึ้นมาสำหรับการก่อเกิดขบวนการทางสังคมอย่างที่ฮิตเลอร์ได้สร้างขึ้น

 

งานที่ศึกษาสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปพร้อมกับการเกิด holocaust มีข้อเสนอที่ต่างออกไป บางส่วนในกลุ่มหลังนี้เสนอว่าปัญหาที่เปิดให้การใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบในสเกลที่กว้างขวางอย่าง holocaust เกิดขึ้นมาได้ไม่ได้อยู่ที่เส้นทางพิเศษในพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสังคมเยอรมัน แต่อยู่ที่ผลผลิตของสังคมสมัยใหม่เอง

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบบริหารภาครัฐสมัยใหม่   ซึ่งมุ่งสร้างและพัฒนาระบบการบริหารงานเพื่อเพิ่มขีดสมรรถนะในการดำเนินนโยบายของรัฐให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการจัดแบ่งสายงาน การบังคับบัญชา การปฏิบัติ และติดตามผลอย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบการจัดการที่กำกับด้วยองค์ความรู้และการใช้เหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ การตัดความคิดความพอใจที่เป็นค่านิยมส่วนตัวออกไปจากกิจการสาธารณะ การแบ่งบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในสายงานและประเมินผลการปฏิบัติงานจากประสิทธิภาพในการทำหน้าที่เฉพาะของแต่ละบุคคล การแยกการตัดสินใจเชิงนโยบายออกจากการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการ ฯลฯ ยิ่งระบบบริหารภาครัฐเข้าใกล้อุดมคติแบบนี้มากขึ้นเท่าใด  สมรรถนะของระบบที่จะตอบสนองและปฏิบัติตามนโยบายก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น รัฐนาซีเยอรมันคือผลสะท้อนของระบบบริหารของรัฐสมัยใหม่อันทรงประสิทธิภาพนี้

งานอีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับฮิตเลอร์และสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งต้นที่ข้อเสนอว่าฮิตเลอร์อาจมีแผนการในใจอยู่ก่อน หรือมีความต้องการในใจและภาพคร่าวๆ เกี่ยวกับเป้าหมายปลายทางที่เขาอยากเห็น รวมทั้งมี Wehrmacht อันทรงประสิทธิภาพ แต่ความสำเร็จของฮิตเลอร์ตามลำดับในแต่ละขั้นนั้นไม่อาจอธิบายได้จากแผนการ ความตั้งใจของเขา หรือจากขีดสมรรถนะของระบบ เช่น กองทัพ แต่ต้องอธิบายจากเงื่อนไขในแต่ละระยะที่เปิดทางให้เขาสามารถบรรลุเป้าหมายมาทีละขั้น

 

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ฝ่ายนี้จึงเสนอให้มองว่า ฮิตเลอร์คือนักด้นมือฉกาจ เขาเป็นนักฉวยโอกาสตัวยงที่รู้จักคว้าขณะที่จะรุกต่อ จากเงื่อนไขที่จังหวะเวลาในแต่ละระยะหยิบยื่นให้แก่เขา ดังนั้นการอธิบายฮิตเลอร์และสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงไม่อาจจำกัดเพียงที่ตัวเขาเท่านั้น แต่ต้องถามว่า ใคร ใคร และใครบ้าง ที่เป็นฝ่ายเปิดทาง หรือให้โอกาสที่เขาจะขยับขึ้นมาและขยายออกไปได้ในแต่ละขั้น   จนกระทั่งในที่สุด เขาอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเปลี่ยนเยอรมนี และเปลี่ยนยุโรปหรือเปลี่ยนโลกทั้งโลกได้ในระหว่างกันยายน 1939 จนถึงวันที่เขาตัดสินใจสั่ง Operation Barbarossa

 

นักด้นหรือนักฉวยโอกาสจึงควรรู้ยับยั้งและระวังการตัดสินใจที่จะเป็นเหมือน Operation Barbarossa ของตัวท่านให้ดี อย่าหาว่าข้าพเจ้าสอนให้เรียนจากฮิตเลอร์เลย.