Columnist

ตั้งคำถามอย่างไร?

29 สิงหาคม 2019 เวลา 05:58 น.

คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

หลายคนเห็นว่าความรู้คือการเสนอคำตอบที่มีความแม่นยำชัดเจนและเอาไปใช้งานได้จริง ผมฟังๆ แล้วก็จะไม่ขอขัด แต่อยากขอเขียนว่า การจะได้ความรู้แบบนั้นหรือแบบไหนมาก็ตาม ต้องรู้ที่จะตั้งคำถามขึ้นก่อน ไม่มีการตั้งคำถาม ก็ไม่มีการหาคำตอบ  บทความคราวนี้ เลยจะขอเขียนถึงการเรียนตั้งคำถามของนิสิตแรกเรียนว่าพวกเขาตั้งคำถามอย่างไรได้อย่างไรบ้าง จากกิจกรรมที่พวกเขาทำในชั้นเรียนนะครับ

 

ความจริงเรารู้วิธีการทำประโยคบอกเล่าให้เป็นคำถามกันทุกคน เพียงวางคำ ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม หรือ ใช่หรือ ใช่ไหมว่า ลงไป แค่นี้ ประโยคบอกเล่าที่ไหนก็กลายเป็นคำถามขึ้นมาได้แล้ว ไม่ยากเลย ยากตรงไหน ผมเองก็บอกนิสิตที่เรียนทักษะการเขียนทางสังคมศาสตร์กับผมอย่างนั้นเหมือนกันครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แล้วผมก็บอกเขาว่า เรามาลองกันดูก่อนก็ได้ ว่าการตั้งคำถามทางสังคมศาสตร์ตรงไหนไม่ยากเลย และยากตรงไหน

 

ผมเริ่มต้นกิจกรรมในชั้นเรียนด้วยการขอให้นิสิตแบ่งกลุ่มพิจารณาเรื่องที่เป็นประเด็นให้นิสิตจุฬาฯ อภิปรายกันต่อเนื่องมาหลายปี จนหลายปีนั้นกลายเป็นทศวรรษ ก็ยังอภิปรายกันอยู่ คือเรื่องการแต่งกายชุดนิสิตตามระเบียบ จากตัวตั้งคำถามข้างต้นที่มีให้เลือกใช้อยู่หลายคำ ผมบอกนิสิตในชั้นเรียนของผมว่า วันนี้จะขอใส่ตัวตั้งคำถาม “อย่างไร” ลงไปเฟรมการอภิปรายสำหรับกิจกรรมกลุ่ม  เมื่อใส่ลงไปแล้วได้คำถามกว้างๆ ออกมาเป็นหัวข้อการอภิปรายว่า “กฎระเบียบของจุฬาฯ เกี่ยวกับการแต่งชุดนิสิตทำงานอย่างไร?”

 

ผมจัดเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงให้นิสิตอภิปรายกันตามที่เขาเข้าใจหัวข้อ และตามความคิดเห็นของแต่ละคน หมดเวลาอภิปรายแล้วให้ส่งตัวแทนของกลุ่มออกมาสรุปประเด็นที่ได้ให้เพื่อนร่วมชั้นฟังอีกที

 

เมื่อฟังแต่ละกลุ่มนำเสนอ ผมเก็บประเด็นน่าสนใจได้แยะทีเดียวครับสำหรับมาเป็นตัวอย่างแสดงให้นิสิตเห็นวิธีตั้งคำถาม “อย่างไร” ในทางสังคมศาสตร์จากเรื่องที่พวกเขาเพิ่งนำเสนอไป  จากนั้น ผมขอให้นิสิตพิจารณาว่าคำถาม “อย่างไร” แต่ละแบบที่ผมจัดออกมาได้จากการนำเสนอหน้าชั้น ตรงไหนที่พวกเขาเห็นว่าไม่ยากเลย และตรงไหนที่ยาก

 

ประเด็นหลากหลายล้วนแต่น่าสนใจที่นิสิตทั้ง 8 กลุ่มนำเสนอจากหัวข้ออภิปราย “กฎระเบียบของจุฬาฯ เกี่ยวกับการแต่งชุดนิสิตทำงานอย่างไร?”  ซ่อนการตั้งคำถาม “อย่างไร” เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในหลายระดับ หรือถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คำถาม “อย่างไร” ในแต่ละระดับแต่ละคำถามนั้นนำไปสู่การเปิดประเด็นและการอธิบาย รวมทั้งการพิจารณาปัญหาในทางปฏิบัติไม่เหมือนกัน

 

ผมจำแนกคำถาม “อย่างไร” จากเรื่องที่พวกเขาทั้ง 8 กลุ่มนำเสนอออกมาได้ดังนี้ครับ

 

อย่างไรแบบแรกคือ เป็น “คำถามอย่างไร” ที่เกี่ยวข้องกับจุฬาฯ หรือมองที่จุฬาฯ เป็นตัวตั้ง คือคำถามว่า จุฬาฯ รักษากฎระเบียบเกี่ยวกับการแต่งชุดนิสิตอย่างไร? คำถามนี้พิจารณากฎระเบียบว่าเป็นของต้องมีผู้ดูแลให้เกิดการปฏิบัติ ทั้งการวางแนวทางให้คนปฏิบัติรู้ได้ชัดเจน หาวิธีโน้มให้คนปฏิบัติตาม และจัดการกับคนที่ไม่ปฏิบัติตามด้วยมาตรการแก่อ่อนหนักเบา รวมทั้งการพิจารณาปรับกฎระเบียบที่มีอยู่นั้นให้สอดคล้องเหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลง เช่น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ความคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์ เพศสภาพ เพศสถานะ กลายเป็นเรื่องสำคัญเรียกร้องให้สถาบันการศึกษาออกมากำหนดท่าทีต่อเรื่องเหล่านี้อย่างเหมาะสม

 

การอภิปรายของนิสิตส่วนหนึ่งจึงเป็นการพิจารณาว่าจุฬาฯ ทำอะไรบ้างและปรับอะไรบ้างในการดูแลรักษากฎระเบียบเรื่องนี้ คำถามย่อยๆ ในคำถามใหญ่แบบแรกนี้ มีเช่นว่า ระเบียบการแต่งชุดนิสิตจุฬาฯ เริ่มต้นมาอย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนอะไรบ้างหรือไม่จากจุดตั้งต้นนั้น เปลี่ยนอย่างไร ปรับอย่างไร การปรับตัวของระเบียบจุฬาฯ เกี่ยวการแต่งกายที่สอดคล้องกับเพศสภาพที่เป็นการปรับเปลี่ยนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นต้น

 

อย่างไรแบบที่สอง เป็น “คำถามอย่างไร” ที่เกี่ยวข้องกับจุฬาฯ อีกเช่นกัน แต่คราวนี้ ไม่ได้มองจุฬาฯ ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับกฎและการดูแลรักษากฎ แต่เป็นจุฬาฯ ที่เป็นพื้นที่ซึ่งประกอบด้วยส่วนต่างๆ เช่น คณะ สถาบัน ธรรมสถาน ศูนย์บริการด้านต่างๆ และในพื้นที่เหล่านี้มิได้บังคับกฎระเบียบเกี่ยวกับการแต่งกายของนิสิตให้ถูกต้องตามระเบียบในระดับเดียวกันในทุกเวลาเหมือนกัน เช่น นอกจากเวลาสอบที่กฎระเบียบจะกลับมาเข้มงวดเท่าๆ กัน นิสิตพบว่าต่างคณะหรือต่างอาจารย์หรือต่างชั้นปีในการเรียนวิชาต่างๆ เคร่งครัด/ไม่เคร่งครัดต่างกันในเรื่องการแต่งชุดนิสิตถูกระเบียบ และมีคำอธิบายให้เหตุผลเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่างกันไปด้วย

 

คำถามอย่างไรแบบที่สองว่าด้วยกฎระเบียบเรื่องการแต่งกายชุดนิสิตทำงานในจุฬาฯ แตกต่างกันอย่างไรนี้ ซ่อนประเด็นย่อยที่น่าติดตามหาคำตอบต่ออีกจำนวนหนึ่ง เช่น เราจะอธิบายความแตกต่างระหว่างคณะหรือระหว่างเหตุผลของอาจารย์แต่ละคณะแต่ละคนได้อย่างไร ความแตกต่างเกี่ยวกับท่าทีต่อกฎระเบียบในเรื่องนี้สะท้อนลักษณะทางสังคมวิทยาของจุฬาฯ ออกมาอย่างไร บอกอะไรได้แค่ไหนเกี่ยวกับความแตกต่างด้านค่านิยมของบุคลากรจุฬาฯ หรือความแตกต่างระหว่างพื้นที่ให้โอกาสนิสิตต่อรองกับกฎระเบียบเรื่องนี้ในชีวิตประจำวันอย่างไรได้บ้าง เป็นต้น

 

อย่างไรแบบที่สาม เป็นการถามถึงการทำงานของกฏระเบียบการแต่งชุดนิสิตจุฬาฯ ในทางการสร้างความหมาย ว่าการกำหนดให้นิสิตแต่งกายแบบนี้สร้างความหมายขึ้นมาอย่างไรบ้าง ทั้งความหมายที่จุฬาฯ อยากกำหนดให้แก่ตัวนิสิต ความหมายที่สังคมภายนอกมีเกี่ยวกับเครื่องแบบนี้ และความหมายที่นิสิตแต่ละคนมองการแต่งชุดนิสิตมาเรียน

 

ความหมายในแต่ละส่วนนี้ไม่เพียงแต่แตกต่างกัน แต่ยังเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงไปไม่คงที่ตามเวลาที่เปลี่ยนไป  ด้วย แม้แต่ตัวนิสิตเองก็พบว่าความรู้สึกของเขาในการได้แต่งชุดนิสิตจุฬาฯ เป็นครั้งแรกในวันแรก กับในวันหลังๆ ต่อมา กับในวันที่จบและจะได้แต่งเป็นครั้งสุดท้าย ก็มีไม่เหมือนกัน หรือมีนิสิตที่เห็นแต่แรกว่าจุฬาฯ แยกชายแยกหญิงด้วยชุด เป็นนิสิตหญิงจะใส่กางเกงไม่ได้ นิสิตคงจะยังไม่ทราบว่า บางทีปัญหานี้ก็เลยไปถึงอาจารย์ผู้หญิงด้วยที่จะถูกตั้งคำถามในนามของความสุภาพเกี่ยวกับกระโปรงหรือกางเกง แต่เมื่ออาจารย์ผู้หญิงแต่ชุดปกติขาวตามแบบราชการ กลับต้องผูกเนคไทสีดำด้วยเงื่อนกลาสี

 

พอแจกแจงให้นิสิตเห็นคำถามอย่างไรที่เปิดประเด็นได้หลายแบบตามตัวอย่างที่จำแนกข้างต้นแล้ว ผมก็ถามพวกเขาต่อว่า ถ้าต้องเจอกับปัญหาอย่างไรข้างต้น ตรงไหนไม่ยากเลย และยากตรงไหน

 

แล้วจากคำถาม “อย่างไร” ที่หาคำตอบจนรู้กระจ่าง หากคิดเปลี่ยนแปลงมัน ไม่ยากเลยตรงไหน ตรงไหนที่ยาก

 

ผมเตรียมสอนความคิดของมาคิอาเวลลีให้พวกเขาต่อ