Columnist

ไกล

22 สิงหาคม 2019 เวลา 05:49 น.

คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

เพลงที่เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์แต่ง หลายเพลงมีนัยทางศาสนาเจืออยู่ในเนื้อหาที่พาใจคนฟังยกลอยพ้นขึ้นไปเหนือโลกย์  หรือบางเพลงที่เขาเขียนให้เป็นเพลงรักอ่อนหวาน ก็มีความคิดจากปรัชญาแฝงมาให้คนฟังคำนึง อย่างเพลง -ไกล- ที่สุรสีห์ อิทธิกุลขับร้อง ฟังทีไร รูปรอยความคิดทางปรัชญาเกี่ยวกับความรักในเนื้อเพลงนี้ก็ลอยขึ้นมาให้ผมได้ตรึกในระหว่างที่ฟังเสมอ

 

“ใจ อยากจะใกล้เธอมากกว่านี้ เพื่อได้เจอ …

ใจ อาจจะล่องลอยไปสุดไกล ถ้าในใจ ไม่มีเธอ”

 

ความตรึกนึกคิดของคนเราจะมีสีสันสำหรับความคิดแบบต่างๆ กันบ้างไหม ผมก็ไม่รู้แน่ แต่ความห่างไกลมีสีของมัน ดาวินชีแนะนำคนวาดภาพให้ลงสีฟ้าจากอ่อนไปหาเข้มตามระยะที่ค่อยๆ ไกลออกไป คนวาดภาพ The Starry Night วาดราตรีประดับดาวด้วยสีฟ้าตามแสงที่กระจายความไกลมาถึงตาให้เขาเห็นภูเขา ท้องฟ้า และดวงดาว

 

ส่วนเขตต์อรัญตั้งต้นเพลงนี้ของเขาว่า “ไกล  สุดขอบฟ้าไกลตาออกไป โพ้นทะเล …” แล้วเขาก็ใช้ถ้อยคำวาดภาพขึ้นมาให้เห็นความรักในความไกลเวิ้งว้างในใจคนที่ยังตามหาไม่พบคนที่เป็นอีกครึ่งหนึ่งของตัวเอง ที่จะมาเติมความเต็มเปี่ยมของชีวิตให้แก่กัน  เนื้อนัยตอนกลางเพลง  “… โพ้นฟ้าที่อยู่ไกล  ไม่มีเหมือน งดงามยิ่งกว่าเดือน ส่องเลือนตรงกลางจิตใจ …”   ก็เหมือนว่าเขาเขียนให้เราสัมผัสถึงความเศร้าและงามของความไกลที่มีอยู่ในความรัก และอยู่ในใจรักของคนซึ่งยังติดตามกันไม่พบและพยายามจะตามหากันให้พบ  หรือพบกันแล้วรักกันแล้ว  แต่มิอาจหลอมรวมใจเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันได้

 

สีฟ้าใน “ห้วงหาวดวงดาวสุดไกล เหลือคะเน” จะเป็นสีฟ้าหม่น หรือเข้มครามงามเพียงใด ให้อยู่ในจินตนาการของคนฟังเพลง ในความคำนึงที่เคยพบคนที่รัก พบกับความรัก และได้เป็นที่รักมาแล้ว

 

แต่ในโลกความรู้ ณ สถานีที่ผมกางตำราเปิดทำการอยู่นั้น มีความคิดเรื่องความรักในสีที่มืดหม่นกว่าจินตนาการที่เพลงของเขตต์อรัญจะพาให้คำนึง

 

สถานีความรู้แห่งนี้เสนอว่าความรักกับอำนาจมีจุดกำเนิดตั้งต้นจากที่เดียวกัน นั่นคือ ทั้งความรักและอำนาจเกิดมาจากความลำพังเดียวดายของมนุษย์ที่มีอยู่ในธรรมชาติการรับรู้ของคนเรา ซึ่งส่งความกระทบจากภายนอกและความกระทบภายในใจเข้าสู่การปรุงความรู้สึกนึกคิดและการรู้ของแต่ละคนโดยลำพังคนเดียว ที่ “ตาไม่อาจรู้  อาจจะมองและดูได้เพียงบางอย่าง  ในสายตา ที่ไม่เหลือคะเน …”

 

ดังนั้น ไม่มีใครที่จะ ‘เห็นใจ’ ใครได้จริงๆ   เห็นได้แต่เพียงชั้นผิวหน้าส่วนนอก หรือเพียงเสี้ยวส่วนเล็กๆ ที่ปรากฏออกมาภายนอก หรือจากการป่าวประกาศโดยตัวคนๆ นั้นเอง   แต่ในขณะเดียวกัน เราแต่ละคนก็ต้องการคนอื่นๆ ให้มารับรู้ ให้มาตอบสนอง มารองรับความต้องการ  ให้มา ‘เห็นใจ’ เรา เท่าที่เราอยากให้ใครๆ เห็น และที่สำคัญให้มารับทราบและรับรองในคุณค่าความหมายแก่สิ่งที่เราเป็น ที่เรามี หรือได้ทำไป ตามที่เราต้องการ

 

ความต้องการคนอื่นๆ เพื่อแสดงออกถึงตัวตนการดำรงอยู่ของตัวเอง และเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากคนอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อตน  หรือเพื่อเป็นกลุ่มอ้างอิงคุณค่าความหมายที่มีความสำคัญสำหรับการมองตัวเอง ทำให้ความรู้สึกว้าเหว่ ความว่างเปล่าโดดเดี่ยวเกิดขึ้นในใจมนุษย์ได้เสมอเมื่อไม่ได้รับความใส่ใจจากคนที่มีความหมายสำหรับการดำรงอยู่ของตน และตกอยู่ในความลำพังเดียวดายจากสภาพแบบนั้น

 

การรู้ในที่สุด ว่าชีวิตคือการอยู่ในตัวคนๆ เดียวคือเรา และเมื่อถึงเวลา ก็ตายอย่างลำพังคนเดียวคือเรา ทำให้มนุษย์ดิ้นรนจะหลีกหนีจากสภาวะที่ความจริงก็หนีไม่พ้น และแสวงหาการเติมความลำพังเดียวดายในใจนี้ให้เต็มระหว่างที่มีชีวิตอยู่ ด้วยการตามหาความรักจากคนอื่น และ ด้วยการใฝ่หาอำนาจเหนือคนอื่น

 

เมื่อมนุษย์ใช้ความรักและอำนาจมาแก้สภาวะภายในใจของการไม่อยากตกอยู่ในความลำพังเดียวดายที่จะมาริบคุณค่าความหมายในการดำรงอยู่ของตัวเองไป  คนเราก็มักสับสนระหว่างความสัมพันธ์ทั้ง ๒ นี้  และความทุกข์ยากหลากหลายที่คนเราสร้างให้แก่กันก็มักเกิดมาจากความสับสนว่า ความสัมพันธ์แบบไหนที่เป็นความรักมอบให้กันและกัน ความสัมพันธ์แบบไหนที่เป็นการใช้อำนาจและการตกอยู่ในอำนาจระหว่างกัน 

 

เพราะคนสองคนหรือสองฝ่ายที่มีใจตรงกัน อาจเกิดมาจากความรักก็ได้ หรืออาจเกิดมาจากอำนาจก็ได้

 

ถ้าเป็นความรัก ทั้งเหตุและทั้งผลของการมีใจตรงกันมาจากความเต็มใจที่มอบให้แก่กันของทั้งสองฝ่าย และยังความเต็มในใจให้เกิดขึ้นแก่คนทั้งคู่  แต่ถ้าเป็นอำนาจ การมีใจตรงกันมาจากคนหนึ่งต้องเป็นฝ่ายปรับเข้าหาเพื่อให้ตรงกับใจและให้เป็นไปตามใจของอีกฝ่ายหนึ่ง ผลที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อยจึงมีการขาด การขัดขืนและฝืนใจ เหลือค้างอยู่ในใจของฝ่ายที่ตกอยู่ในอำนาจ และต้องทำตามอำนาจ

 

แต่อำนาจก็ต้องการความรัก และถ้าหากสามารถเปลี่ยนการมีและใช้อำนาจไปเป็นความรักได้มันก็บรรลุถึงเป้าหมายที่อำนาจต้องการได้โดยไม่ต้องใช้อำนาจอะไรเลย   แต่การบรรลุเป้าหมายการมีใจตรงกันที่เป็นความรัก จะมีอำนาจคอยจ้องจะแทรกเข้ามากั้นให้คนที่อยากรักห่างไกลจากเป้าหมายออกไป  และบิดผันการบรรลุถึงผลของการมีใจตรงกันด้วยอำนาจให้คิดว่านั่นคือความรัก และลวงให้เชื่อว่าเป็นความรัก

 

เหมือนเพลง “ประวัติศาสตร์” ของคริสตินา อากีล่าร์ที่ผมเขียนถึงเมื่อสัปดาห์ก่อน เพลงนั้นพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน ที่ฝ่ายหนึ่งเคยชินที่จะเป็นผู้นำ อีกคนต้องคอยเป็นผู้ตาม และเพลงเรียกร้องให้เปลี่ยนความรักแบบนี้มาเป็นความรักที่เท่าเทียมกัน  ความจริงความสัมพันธ์ทั้งหมดในเพลงนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวกับความรักเลย เป็นความสัมพันธ์และเป็นการเรียกร้องให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เป็นในเชิงอำนาจล้วนๆ

 

ความไกลที่ผมได้ฟังในเนื้อเพลงของเขตต์อรัญที่ขวางคนสองคนไว้ไม่ให้ไปถึงความรักชวนให้ผมคิดถึงสีฟ้าครามเข้ม   ถ้าความไกลที่กั้นระยะห่างระหว่างคนสองคนให้ยังตามหาครึ่งหนึ่งของกันไม่พบมีสีเป็นสีฟ้า  แล้วสีของอำนาจที่กั้นระหว่างคนสองคนที่มีใจตรงกันแล้ว ให้ห่างไกลจากความรักออกไปทุกที  จะมีสีเป็นสีอะไร?