Columnist

เปลี่ยนประวัติศาสตร์

14 สิงหาคม 2019 เวลา 20:23 น.
เปิดอ่าน 3

คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

นานๆ ทีผมจะนึกถึงคริสตินา อากีล่าร์ กับเพลง “ประวัติศาสตร์” ที่เธอร้องอย่างทรงพลังขึ้นมาได้ ยังจำกันได้อยู่นะครับ ที่ท่อนลงท้ายร้องว่า “แล้วรักของเราจะทันสมัย” แต่ผมไม่ขอคะเนอายุของคนที่ได้ฟังเพลงนี้ตอนที่อัลบั้มนินจา อัลบั้มแรกสุดของเธอออกมาใหม่ๆ หรอกครับ  เรารู้กันเองในใจโดยมิพักต้องเอ่ยถึงก็แล้วกันนะครับ ว่ามันนานมากขนาดไหนแล้ว แม้ใจเราจะอยากคิดว่า แหม เหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้เอง ก็ตามที

 

เพลงฮิตรุ่นนั้นจำนวนไม่น้อย ไม่เฉพาะแต่เพลงของคริสตินา ได้ชาตรี คงสุวรรณ เป็นคนแต่งทำนอง “ประวัติศาสตร์” เพลงนี้ก็เหมือนกัน แต่ผมไม่เคยทราบว่าใครเป็นคนแต่งเนื้อร้อง เพิ่งค้นข้อมูลจากวิกิพีเดียตอนจะลงมือเขียนบทความนี้ เลยทราบว่าคนแต่งเนื้อร้องได้แก่ มวล พร้อมพงศ์ ชื่อและนามสกุลอย่างนี้คล้ายว่าน่าจะเป็นนามปากกา แต่จะเป็นนามปากกาของใคร … มีใครพอทราบบ้างไหมครับ เพราะน่ารู้จักตัวจริงของเขาอยู่เหมือนกัน รวมทั้งว่าเขาทำอะไรอยู่ตอนนี้ หรือมีผลงานอะไรออกมาในชื่ออื่นๆ อีกบ้าง

 

 

เพลง “ประวัติศาสตร์” ที่เขาแต่งเนื้อร้องพูดถึงความรัก แต่เขาไม่ได้แต่งให้เป็นเพลงรัก เขาใช้เพลงเป็นคำประกาศถึงคุณค่าสมัยใหม่และเป็นสากลข้อหนึ่ง นั่นคือความเสมอภาค เขาให้เพลงย้ำกับเราว่า ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน เปลี่ยนความรักของเราทุกคนให้ทันสมัย ที่ทำให้ฉันกับเธอกับเราและเขาทั้งหลายเท่าเทียมกัน

 

ในเนื้อเพลงๆ นี้ยังซ่อนปฏิทรรศน์อันหนึ่งไว้ด้วย แต่ปฏิทรรศน์คืออะไร ท่านอาจเกิดสงสัยความหมายของคำแปลกๆ คำนี้ที่ผมเอามาใช้ให้ดูเขื่องขลังเล่น  ผมใช้คำนี้ตามนักวิชาการเขาใช้กันน่ะครับ คือมันมีข้อความบ่งบอกความจริงหรือความเป็นจริงบางประเภท ที่ข้อความในแต่ละส่วนมันดูเหมือนจะขัดกัน ถ้าส่วนนี้เป็นอย่างนี้ อีกส่วนก็ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นได้ แต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทั้งที่ฟังแล้วออกจะขัดๆ กันในความเป็นจริงอยู่นั่นแหละครับ นักวิชาการด้านภาษาโวหารเขาเรียกข้อความแบบนี้ว่าปฏิทรรศน์ อย่างเช่น ยิ่งรีบก็ยิ่งช้า หรือตั้งราคาถูกไปไม่มีใครซื้อ ยิ่งตั้งให้แพงยิ่งแย่งกันซื้อ เป็นต้น ท่านเคยพบปฏิทรรศน์แบบนี้อยู่เหมือนกันใช่ไหมครับ

 

 

ปฏิทรรศน์ที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเพลง “ประวัติศาสตร์” คือ  การเปลี่ยนประวัติศาสตร์เป็นการเปลี่ยนวันนี้ ไม่ใช่การเปลี่ยนวันนั้นหรือเปลี่ยนวันในอดีตที่เป็นมาแล้ว เพราะอดีตเป็นสิ่งที่ถ้าหากใครคิดจะข้ามเวลาเข้าไปเปลี่ยนมัน ก็จะต้องเจอกับปฏิทรรศน์ของการข้ามเวลา นั่นคือ ใครก็ตามที่สามารถข้ามเวลาเข้าไปเปลี่ยนอดีต อดีตที่ถูกเปลี่ยนไปก็จะทำให้ไม่มีหรือไม่เกิดปัจจุบันอย่างที่เป็น และเมื่อไม่มีหรือไม่เกิดปัจจุบันอย่างที่เป็น ก็ไม่มีเหตุที่ใครหรือความจำเป็นอะไรในปัจจุบันที่ทำให้อยากเข้าไปเปลี่ยนอดีตอย่างนั้นตั้งแต่แรก

 

เหมือนในเนื้อเพลงที่พูดถึงความสัมพันธ์แบบโบราณที่ฝ่ายหนึ่งต้องยอมตามอีกฝ่าย เมื่อคนหนึ่งเป็นคนนำ อีกคนก็ต้องเป็นคนตาม ถ้ามีใครข้ามเวลาเข้าไปเปลี่ยนความสัมพันธ์แบบนี้ในอดีตได้ ปัจจุบันก็จะไม่มีความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันอีกแล้ว เมื่อความสัมพันธ์ไม่เท่ากันไม่มีเหลืออยู่ในปัจจุบันอีกแล้ว ก็จะไม่คนที่นึกอยากจะข้ามเวลาเข้าไปเปลี่ยนเรื่องนี้ในอดีต แล้วถ้าไม่มีใครในปัจจุบันอยากเข้าไปเปลี่ยนอดีตเรื่องนี้ แล้วอดีตเรื่องนี้จะเปลี่ยนไปได้ไหม ถ้าเป็นอย่างนั้นตกลงว่าปัจจุบันข้ามไปเปลี่ยนอดีต-อดีตข้ามมาเปลี่ยนปัจจุบันอย่างไรกันแน่ ก็ชักจะไม่แน่ขึ้นมาด้วยปฏิทรรศน์แบบนี้

 

 

ดังนั้น เพื่อเลี่ยงปฏิทรรศน์การข้ามเวลา เนื้อเพลงจึงยืนยันการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ว่าเป็นการเปลี่ยนในวันนี้ ไม่ใช่การเปลี่ยนวันนั้น การเปลี่ยนประวัติศาสตร์คือการเสนอให้แก้อดีตที่วันนี้ แก้อดีตที่ปัจจุบันนี้ ไม่ใช่ข้ามเวลากลับไปแก้ที่วันนั้น  แก้ความสัมพันธ์ในวันนี้ให้มีความเท่าเทียมกัน ให้แตกต่างจากอดีตวันนั้น แก้ในปัจจุบันเพื่อให้อนาคตได้เป็นอนาคตที่เรา “จะเคียงคู่กันไป … แล้วรักของเราจะทันสมัย”

 

 

เพลงนี้พูดถึงความรัก แต่มันไม่ใช่เพลงรัก  “มวลฯ” แต่งเพลงนี้ขึ้นมาเพื่อประกาศให้ก้องว่า “บอกเธอตามตรง จะบอกอย่างจริงใจ โลกมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว”

 

 

แต่เปลี่ยนไปแล้วจริงไหม หรือเราจะต้องได้พากันย้อนเวลากลับไป?

 

 

- มันน่าเสียดาย ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง -