Columnist

แรงขับกับความปรารถนา

7 สิงหาคม 2019 เวลา 05:00 น.
เปิดอ่าน 8

คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

ในการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัย วิทยากรพูดถึงการสร้างแรงบันดาลใจด้วยการหาคู่เปรียบมาตรฐาน จริงๆ ท่านใช้คำฝรั่งว่า หา benchmark เพื่อให้เรามี drive ในการทำงาน จะได้เกิดความมุ่งมาดปรารถนาอยากพัฒนาตัวเองให้ทำงานดีขึ้น เก่งขึ้น และให้ได้ผลมากขึ้นจนทะลุเพดานข้อจำกัดออกไป ฟังดูแล้วถ้าเป็นแบบนั้น ก็คงต้องทะลุขึ้นไปอีกเรื่อยๆ กระมัง  เพราะจะมีคู่เปรียบใหม่ๆ และเพดานชั้นใหม่เลื่อนเข้ามาเป็นแรงขับดันแทนของเก่าเสมอ

 

วิทยากรผู้ทะมัดทะแมงกำลังจะดาลแรงใจในการทำงานขึ้นมาได้อยู่แล้ว แต่คนฟังก็อดคิดเฉไฉไม่ได้ตามประสาคนคิดไม่รวบยอดว่า ที่เรียกว่าแรงขับ/drive กับความอยากความปรารถนา/desire นี่มันเป็นอย่างเดียวกันไหม แล้วระบบที่เราทำงานอยู่ด้วยนี้ มันสร้างแรงขับดันและกระตุ้นความปรารถนาในตัวเราขึ้นมาอย่างไร เราถึงยอมสนองตอบต่อความต้องการด้านหนึ่งด้านใด หรือในทุกๆ ด้านของมันได้ไม่มีหยุด

 

คิดขึ้นมาแล้ว เสียงวิทยากรที่กำลังบรรยายถึงเทคนิควิธีการตีพิมพ์ผลงานในวารสารระดับโลกก็เลยเลือนไป เพราะคนฟังหันมาจับแรงขับกับความปรารถนาที่วิทยากรเปิดประเด็นไว้มาคิดต่อ คิดแล้วได้ผลอย่างนี้ครับ

 

แรงขับน่าจะเป็นคนละส่วนกับความปรารถนา และต่างจากความปรารถนาตรงที่แรงขับเป็นสิ่งที่ทำงานจากข้างนอกเข้ามาหาใจเรา เพื่อสร้างแรงปรารถนาขึ้นมาในใจ เพราะความปรารถนาเป็นของที่อยู่ในใจ  เป็นความต้องการอันเกิดมาจากใจ ใจใครก็ใจใคร ต่างจิตต่างใจต่างความปรารถนา ถ้าหากถูกบังคับให้ทำ ก็เรียกว่าต้องฝืนใจทำ ไม่ได้เกิดมาจากความปรารถนาอยากจะทำ

 

ดังนั้น การจะทำให้ต่างจิตต่างใจเกิดความอยากความปรารถนาที่จะทำไปในทางที่ระบบของต้นสังกัด หรือของเจ้าของเงินเจ้าของงานและอุปกรณ์การผลิตเขาอยากได้  เขาก็ต้องให้ระบบหาอะไรต่ออะไรมาสร้างแรงขับดันความปรารถนาในใจของเราที่เป็นผู้ลงมือทำ ให้ทำตามความปรารถนา แต่ให้เป็นความปรารถนาที่ระบบออกแบบสร้างแรงขับดันเอาไว้   และเพราะอย่างนั้น  ความปรารถนานั้นจึงเป็นความปรารถนาอันลงตัวสอดคล้องต้องกันดีกับเป้าหมายด้านหนึ่งด้านใดของระบบ

 

การให้หาคู่เปรียบมาตรฐานมาขับดันความปรารถนาเป็นการขับเน้นให้เห็นระยะห่างระหว่างเรากับเป้าหมายที่จะต้องเร่งทำให้ถึง เพื่อหาทางทำให้เกินหน้าคู่เปรียบมาตรฐานนั้นไป มันจึงเป็นแรงขับที่พาทั้งความรู้สึกขาดพร่องในเบื้องต้นและความรู้สึกกระหยิ่มยินดีในเบื้องปลายถ้าทำได้สำเร็จมาฝากไว้ในความปรารถนาของคนทำงาน

การที่แรงขับของระบบเข้ามาจัดการกับความปรารถนาของคนทำงานให้เป็นไปตามที่ระบบต้องการได้ ส่วนหนึ่งแน่นอนว่าเกิดจากเงื่อนไขชีวิตของคนทำงานที่ตกอยู่ในความสัมพันธ์อันเกิดจากความจำเป็นบังคับ แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากความยินยอมพร้อมใจที่จะทำเอง

 

การที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ  และเมื่องานที่เลี้ยงชีพได้ไม่อาจงอกออกมาจากมือหรือจากการใช้กำลังแรงงานของตัวเองโดยลำพัง ความจำเป็นบังคับข้อนี้ทำให้เราต้องขึ้นต่อคนอื่นในการมีงานทำ เจ้าของงานเจ้าของเงินและอุปกรณ์การผลิตจึงเข้ามาเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขในการทำงานของเราได้ และเป็นไปด้วยความยินยอมของเราเอง ไม่ให้ความยินยอมก็ไม่ได้งาน ในแง่นี้ ความยินยอมพร้อมใจกับความจำเป็นบังคับมาด้วยกัน

 

แต่นอกจากความจำเป็นบังคับในข้อนี้แล้ว ความยินยอมพร้อมใจยังมาจากความหมายที่ได้จากงานที่ทำอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากงานนั้นเป็นงานที่เราสมัครใจเลือกทำเพราะอยากทำอยากเป็นจริงๆ เช่น ถ้าเราตั้งใจจะเป็นผู้สื่อข่าว หรือตั้งใจอยากทำงานวิชาการ  เมื่อเราได้เข้ามาทำงานข่าวหรือได้เป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยสมกับที่ตั้งใจไว้แล้ว เราก็พร้อมรับแรงขับดันในการทำงานตามวิชาชีพที่ต้นสังกัดจะเรียกร้องจากเราอยู่เสมอนั้นเข้ามาไว้เป็นความปรารถนาในหน้าที่การงานที่เราจะทำต่อไป

 

ยิ่งเรารับชุดค่านิยมที่ใช้วัดความเป็นเลิศในวิชาชีพ เกณฑ์จัดสถานะเทียบเรากับคนอื่น และระบบเกียรติยศที่โยงกับการได้รับยกย่องเข้ามาไว้ในวิธีคิดและวิธีวัดผลความสำเร็จบนเส้นทางการทำงานของตัวเองด้วยความสนิทใจไม่มีเคลือบแคลงมากเท่าใด  สิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งเป็นแรงขับดันที่ระบบจะใช้มาจัดการกับความปรารถนาในใจเรา เพื่อให้เราตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของระบบ และเชื่องราบกลมกลืนกับธรรมชาติของระบบและแรงขับสำหรับทำงานให้แก่มันได้มากขึ้นและง่ายขึ้นเท่านั้น

 

เพื่อนร่วมงานที่นั่งฟังวิทยากรอยู่ข้างๆ กันนึกสงสัยว่ามาเขียนอะไรง่วนอยู่ ระหว่างพักเบรคจึงส่งที่เขียนข้างต้นให้เขาอ่าน อ่านแล้ว เขาให้ความเห็นว่า กลับกันกับที่ระบบสร้างสิ่งต่างๆ เป็นแรงขับมาผลักดันเรา  ก็เป็นไปได้เหมือนกันนี่ ที่เราจะขัดขืนมัน แล้วความปรารถนาของเราก็อยู่เหนือแรงขับของระบบได้ไม่ใช่หรือ?

ตอบเขาว่าเป็นไปได้แน่นอน ความเห็นและคำถามของเขาทำให้นึกถึงมิตรสหายคนหนึ่งขึ้นมา เลยเล่าให้เขาฟังว่า มิตรสหายผู้ไม่พอใจสภาพสภาวการณ์ทั้งของที่ทำงานของเธอ และของสังคมรอบๆ ตัวเธอปวารณาตัวเองว่าจะแปรความโกรธเกรี้ยวนั้นมาเป็นพลังสร้างสรรค์ผลิตสิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุด คือการทำงานวิชาการคุณภาพสูงเพื่อรายงานสภาวะอันไม่น่าพึงใจของสังคมนี้ให้วงวิชาการนานาชาติรับรู้เห็นความเป็นไป ในทางหนึ่ง เธอเลือกต้านระบบด้วยการทำงานวิชาการ แต่ในอีกทางหนึ่ง ด้วยงานวิชาการเดียวกันนั้นที่เผยแพร่ตีพิมพ์ในวงวิชาการระหว่างประเทศ เธอก็กำลังทำงานสนับสนุนเป้าหมายของระบบอีกด้านหนึ่งอยู่ด้วย  และไม่ว่าจะเป็นทางไหน มันก็เป็นการทำตามความปรารถนาอันมาจากใจของเธอเองจริงๆ    ตราบเท่าที่ความปรารถนานั้นยังคงผลิตการตอบสนองที่ช่วยการบรรลุเป้าหมายด้านหนึ่งด้านใดให้ระบบได้ แม้ว่าเธอกำลังขัดขืนกับระบบอยู่ แต่ต่างฝ่ายต่างต่างก็ได้รับในสิ่งที่ต้องการ

 

เขาตอบกลับมายาว จึงต้องขอให้เขาพูดซ้ำอีกทีเพื่อจดมาเป็นความเห็นปิดท้าย

 

เขาบอกว่า คุณสมบัติของระบบอันชาญฉลาดคือการแผ่ซึมลงไปกว้างขวาง อยู่ในทุกที่ และครอบคลุมเป้าหมายหลากหลายด้านมากพอที่จะสนับสนุนให้คนซึ่งปกติมีปรารถนาต่างๆ กัน รู้สึกว่าความปรารถนาเหล่านั้นมีที่ทางที่จะเติบโตงอกงามได้ ระบบสร้างสิ่งต่างๆ มาใช้เป็นแรงขับดันความปรารถนา แต่ในทางกลับกัน มันก็ต้องตอบสนองต่อความปรารถนาต่างๆ กันได้ด้วย ความปรารถนาก่อให้เกิดความหวังและความคาดหวัง ระบบอันชาญฉลาดที่รู้จักตอบสนองความหวังและความคาดหวังจากความปรารถนาของคนได้อย่างเหมาะสม จะแปรความจำเป็นบังคับมาผลิตการยอมรับโดยสมัครใจ

 

หมดเวลาพักพอดี คืนสู่เวลาขับขี่ของมหาวิทยาลัยต่อไป