Columnist

ประวัติศาสตร์ในการศึกษาการเมือง

10 ตุลาคม 2019 เวลา 06:33 น.
เปิดอ่าน 224

คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

วิธีการสำรวจทัศนคติบางเรื่องไม่ควรให้คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายรู้ตัวว่ากำลังถูกสำรวจ

ชั้นเรียนการเขียนรายงานวิชาการของเราหลังจากสอบมิดเทอมก็มาถึงส่วนที่ยากขึ้น เมื่อต้องแนะนำนิสิตแรกเรียนให้เข้าใจว่า องค์ประกอบสำคัญของงานเขียนวิชาการสังคมศาสตร์ยังมีอีกส่วนหนึ่ง คือ แนวทางการศึกษา หรือพูดให้หรูขึ้นถ้างานเขียนนั้นเป็นงานวิจัย คือ ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในการศึกษา 

 

ส่วนนี้เราไม่ได้กำหนดให้นิสิตแรกเรียนต้องมีในงานเขียนที่ทำส่งปลายภาคก็จริง แต่จำเป็นต้องแนะนำให้เขาพอทราบความสำคัญเมื่อเรียนชั้นสูงขึ้นไป แต่ด้วยความที่แนวทางการศึกษามีมากมายหลายแบบ และแต่ละแบบก็มีหลายวิธี เช่น แนวทางการอธิบายหรือการตีความ ก็มีวิธีอธิบายและมีวิธีตีความได้ต่างๆ กันมาก จึงต้องเลือกบางวิธีของบางแนวทางมาสาธิตพอให้คนแรกเรียนเข้าใจ

 

ในการแนะนำคนเรียนให้รู้จักกับแนวทางหรือวิธีการศึกษา คนสอนเลือกแนวทางที่คิดว่าคนแรกเรียนจะมีส่วนร่วมได้ไม่ยาก แนวทางหนึ่งที่แปลงมาทำเป็นกิจกรรมในชั้นเรียนได้ไม่ยากนัก คือการสำรวจทัศนคติ โดยใช้คนเรียนในชั้นนั้นเองเป็นกลุ่มตัวอย่าง

 

วิธีการสำรวจทัศนคติบางเรื่องไม่ควรให้คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายรู้ตัวว่ากำลังถูกสำรวจเพราะเดี๋ยวจะตอบเลี่ยงไม่ตรงกับที่คิด จึงต้องออกแบบการสำรวจให้กลุ่มตัวอย่างแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่โดยไม่บอกเขาแน่ชัดนักว่านี่เป็นการสำรวจทัศนคติ

 

กิจกรรมนี้ได้ผลออกมาสนุกดี และใช้สอนจริยธรรมการวิจัยไปพร้อมกันได้ด้วย ทัศนคติของคนเรียนที่ได้ออกมาจากการสำรวจถือเป็นความลับในหมู่พวกเรา จะนำมาบอกใครๆ ตรงนี้ไม่ได้  แต่วันหน้า ถ้าเขาไม่ให้สอนแล้ว คงมีโอกาสเล่าถึงตัวกิจกรรมแสนสนุกที่ใช้ในการสำรวจทัศนคตินี้ได้

 

การศึกษาการเมืองอีกแนวทางหนึ่งที่คนเรียนมีโอกาสพบได้มากคือการศึกษาที่อาศัยประวัติศาสตร์มาสร้างความรู้  แต่ก็เช่นเดียวกับแนวทางอื่นๆ การศึกษาการเมืองในแนวทางประวัติศาสตร์ทำได้หลายวิธี  ซึ่งบางวิธีนั้น หากนักประวัติศาสตร์ตัวจริงมาพบเข้า ถ้าเธอไม่ยิ้มให้อย่างเอ็นดู ก็คงถามอย่างเมตตาว่า นี่เป็นการศึกษาด้วยแนวทางประวัติศาสตร์แน่หรือ ขอยกตัวอย่างสัก 2 วิธีนะครับ

 

วิธีแรกที่อาจยกเป็นตัวอย่างของการใช้ประวัติศาสตร์มาศึกษาการเมือง คือการใช้ประวัติศาสตร์เป็นคลังข้อมูลมหาศาลสำหรับดึงมาพิสูจน์ยืนยัน (หรือหักล้างโต้แย้ง) คำอธิบายของทฤษฎี หรือสมมุติฐานที่ได้มาจากทฤษฎี

 

วิธีแบบนี้พระเอกอยู่ที่ตัวทฤษฎีและตรรกะการอธิบายตามข้อเสนอของมัน นั่นคือ การเลือกข้อมูลจากคลังประวัติศาสตร์เป็นการเลือกโดยใช้เหตุปัจจัยที่ประกอบกันอยู่ในทฤษฎีเป็นตัวตั้ง  ไม่ได้เลือกเพราะความสนใจที่จะทำความเข้าใจเหตุการณ์นั้นโดยรอบด้านจริงๆ แต่เลือกเหตุการณ์นั้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่า เหตุปัจจัยที่ทฤษฎีเสนอทำงานส่งผลตามคำอธิบายของทฤษฎีได้ดีเพียงใด

 

ใครที่อ่านงาน เจ้าผู้ปกครอง ของมาคิอาเวลลีก็คงได้เห็นวิธีที่เขาดึงเหตุการณ์จากประวัติศาสตร์โบราณหรือในสมัยไม่ห่างจากเขาเองมากนักมาใช้ยืนยันให้เห็นว่าทำไม “คำแนะนำ” ตามทฤษฎีของเขา ถ้าเจ้าผู้ปกครองปฏิบัติตามด้วยความสุขุมคัมภีรภาพแล้วจะปลอดภัยกว่าที่จะทำตามคำแนะนำของทฤษฎีอื่น ที่แพร่หลายอยู่ในเวลานั้น เช่น คำสอนของคริสตศาสนาสำหรับเจ้าผู้ปกครอง มาคิอาเวลลีไม่ได้สนใจอธิบายเหตุการณ์ที่เขายกมาแสดง แต่ใช้เหตุการณ์หรือการกระทำและการตัดสินใจของบุคคลในประวัติศาสตร์ทั้งใกล้และไกล รวมทั้งผลลัพธ์จากการกระทำนั้น มาเป็นตัวอย่างรูปธรรมให้เจ้าผู้ปกครองได้ไตร่ตรองความเป็นจริงในข้อเสนอของเขา

 

 

เช่น  ข้อเสนอที่ว่าการรักษาอำนาจการปกครองต้องใช้ความกลัวเป็นพื้นฐานสำคัญและความกลัวสำคัญต่อการรักษาอำนาจมากกว่าความรัก การได้รับความรักจากคนที่อยู่ในปกครองนั้นเป็นของที่เจ้าผู้ปกครองคนไหนก็ต้องการ  แต่การรักษาอำนาจการปกครองให้ปลอดภัยไม่อาจอาศัยลำพังแต่ความรักเป็นฐานได้ ได้ไว้ก็ดี แต่ต้องเผื่อไว้เสมอว่า ถ้าหากไม่ได้ไว้ หรือในเวลาที่ความรักผันแปรไปเป็นไม่รัก และนำ้ใจคนในเรื่องความรักก็เป็นของที่ใครๆ ตระหนักกันดีว่าผันแปรได้ง่ายเพียงใด มาคิอาเวลลี จึงเสนอความกลัวเข้ามาเป็นเครื่องรักษาอำนาจการปกครอง

 

ข้อเสนอต่างๆ ของมาคิอาเวลลี รวมทั้งเรื่องนี้ มาจากทฤษฎีของเขาเกี่ยวกับธรรมชาติมนุษย์ว่า เมื่อธรรมชาติมนุษย์มีดีร้ายผันแปรไปได้ต่างๆ เจ้าผู้ปกครองควรตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของคนภายใต้การปกครอง  หรือธรรมชาติของมนุษย์ในการเมืองไว้แบบไหน ถึงจะไม่เกิดความประมาทและปลอดภัยที่สุดสำหรับการรักษาอำนาจของเจ้าผู้ปกครองไว้ได้ 

 

ว่าไปแล้ววิธีคิดของเขาที่ให้เจ้าผู้ปกครองมองคนในโลกการเมืองแบบมีธรรมชาติด้านร้ายไว้ก่อนเพื่อหาทางป้องกันระวังตัวนี้เป็นวิธีคิดแบบเดียวกันแต่เป็นในทางตรงข้ามกับความคิดเกี่ยวกับโลกเบื้องบน ที่บอกว่าจะมีพระเจ้าหรือไม่มีก็ตาม แต่เพื่อความปลอดภัยไม่เสียหลาย ให้เชื่อว่ามีไว้ก่อน

 

วิธีที่สองในการใช้แนวทางประวัติศาสตร์มาศึกษาการเมืองคือการอธิบายเหตุการณ์การเมืองที่ต้องการศึกษาในบริบทของกาละและเทศะของมันเอง เพื่อใช้เงื่อนไขของเวลา และเหตุปัจจัยต่างๆ ที่ดำรงอยู่หรือไหลมาประกอบกันในพื้นที่ที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น มาแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร  ทำไมจึงเกิดขึ้นอย่างนั้น เมื่อเกิดอย่างนั้นแล้วอะไรเป็นผลที่ตามมา และทั้งหมดนี้มีความหมายให้เข้าใจได้อย่างไร

 

แต่วิธีวิเคราะห์บริบทของกาละและเทศะเพื่ออธิบายทำความเข้าใจเหตุการณ์การเมืองก็มีหลายวิธีหรือทำได้ในหลายระดับมาก เช่น การวิเคราะห์เงื่อนไขของเวลา อาจพิจารณาได้ทั้งในแง่เหตุการณ์ตามลำดับเวลาก่อนหลังซึ่งวางเงื่อนไขให้แก่กันและกันต่อมา ในแง่ของจังหวะเวลาลงมือกระทำการที่ยังให้เกิดความสำเร็จหรือล้มเหลว หรือเวลาช่วงยาวของยุคสมัยที่ทำให้ความคิดหนึ่งล้ำหน้าหรือเก่าพ้นสมัย หรือเอื้อให้แก่พลังทางสังคมแบบไหนก่อตัวขึ้นมา ไม่อาจแจกแจงในบทความสั้นๆ นี้ได้หมด

 

 

ขอยกตัวอย่างเดียวจากเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เพื่อแสดงให้เห็นว่า ลำดับเวลาก่อนหลังในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวางเงื่อนไขส่งผลตามมาในภายหลังได้ นั่นคือ ก่อนหน้าที่จะเกิด 2475 ผู้ปกครองในฝ่ายสมบูรณาญาสิทธิราชย์คิดถึงเรื่องการจะมีรัฐธรรมนูญอย่างไรจึงจะเหมาะอยู่ก่อนแล้ว 

 

เมื่อเป็นเช่นนี้คนฝ่ายที่คิดเรื่องนี้อยู่ก่อนก็ย่อมอดคิดไม่ได้ว่าการกระทำของคณะผู้ก่อการ 2475 เป็นการลงมือตัดหน้า  เมื่อโอกาสกลับมาเป็นของพวกเขาอีกครั้ง การย้อนกลับไปหาความคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญตามที่พวกเขาเคยคิดกันไว้เดิมจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ และถ้าวาง 2475 ลงไปในเวลาช่วงยาวของยุคสมัยจากต้นทศวรรษ 1930 ไปจนถึงสงครามเย็น เราก็พอจะวิเคราะห์ได้ว่า เงื่อนไขทางความคิดในยุคสมัยแบบนั้นเหมาะแก่การก่อตัวของพลังทางสังคมที่เป็นประชาธิปไตยเพียงใด

 

การวิเคราะห์เวลาของเหตุการณ์ 2475 ในวิธีที่แสดงตัวอย่างมาข้างต้นยังใช้เป็นตัวอย่างแสดงให้คนแรกเรียนเห็นความเป็นการเมืองในการใช้ประวัติศาสตร์ได้อีก เพราะการวิเคราะห์เงื่อนไขของเวลาที่ทำงานอยู่ในการเปลี่ยนแปลง 2475 ข้างต้นนั้น

 

ถ้าอ่านให้ดีจะเห็นว่าเป็นการเสนอความเข้าใจ 2475 ที่ไม่ได้แสดงความหมายของเหตุการณ์นี้ออกมาในโครงเรื่องความก้าวหน้าบนเส้นเวลาการเปลี่ยนแปลงของสังคม นักประวัติศาสตร์ที่คิดว่าตนเป็นมิตรกับความก้าวหน้าจะมองเวลาในความหมายอีกแบบหนึ่ง และมีวิธีใช้เวลาในการวิเคราะห์ของเขาต่างจากตัวอย่างที่แสดงไว้

 

ความคิดเรื่องเวลาในงานของนักประวัติศาสตร์และนักสังคมศาสตร์จึงออกจะเป็นเมตาฟิสิกส์อยู่ไม่น้อย