Columnist

ก่อนขึ้นไปยืนบนไหล่ยักษ์

26 กันยายน 2019 เวลา 06:04 น.
เปิดอ่าน 9

คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

คนสอนแนะนำนิสิตแรกเรียนว่าเวลาเรียนวิชาแขนงใด ทางเข้าถึงความรู้ในแขนงนั้นทางหนึ่งที่ควรแก่การลงทุนเวลาให้พอสมควรคือการออกเดินทางทัศนศึกษาเพื่อทำความคุ้นเคยกับผลงานของคนที่เป็นยักษ์ใหญ่ในความรู้ด้านนั้น  ทัศนศึกษาในความหมายที่คุ้นเคยกันคือการออกไปศึกษาพบปะแลกเปลี่ยนกับผู้คนในสถานที่นอกห้องเรียน หรือไปเรียนรู้จากพื้นที่จริง  แต่การเดินทางเข้าไปชมผลงานความคิดของคนเป็นยักษ์ใหญ่ด้วยการอ่านงานพวกเขาด้วยตัวเราเอง  ก็น่าจะนับว่าเป็นทัศนศึกษาได้ 

 

ถ้าหากมีโอกาสเข้าไปทัศนศึกษาด้วยการชมที่ไหนจนทั่ว หรืออ่านงานของยักษ์ใหญ่ตนไหนในโลกภูมิปัญญาความคิดจนได้ความเข้าใจตลอดแล้ว ให้ลองเทียบผลการเห็น/การอ่านของเรากับของคนอื่นๆ ที่ได้ไปชมหรืออ่านมา แล้วดูว่าได้ผลแตกต่างกัน หรือเหมือนกันกับเราตรงไหนบ้าง  ตรงไหนที่เราเห็น แต่คนอื่นไม่เห็น หรือตรงไหนที่มีใครตั้งข้อสังเกตชี้ชวนให้พิจารณา แล้วเรามองข้ามไป   เราก็จะได้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น ทั้งเข้าใจผลงานของยักษ์ใหญ่กระจ่างขึ้น เข้าใจความเห็นข้อสังเกตและวิธีมองวิธีอ่านของคนอื่นหลากหลายขึ้น รวมทั้งเห็นวิธีมองวิธีอ่านของเราเองชัดขึ้น

 

นิสิตถามว่า นี่คือความหมายของสำนวนฝรั่งที่ว่า “ยืนบนไหล่ยักษ์” ใช่ไหม คนสอนตอบว่า ยังไม่ตรงเสียทีเดียว เพราะที่ว่ามาข้างต้นเป็นเพียงขั้นเริ่มต้นของการทำความรู้จักให้คุ้นเคยกับผลงานความคิดของยักษ์ใหญ่ทั้งหลายให้รู้พอแก่การเสียก่อน  ยังไม่รู้เจนจบดี  ก็จะไม่รู้ว่าควรขึ้นไปยืนบนไหล่ของยักษ์ตนไหนได้อย่างไร ที่จะใช้งานของเขาเป็นฐานในการมองต่อออกไปเพื่อเห็นให้ไกลกว่าเขา  อย่างหลังนี้จึงคือความหมายตามสำนวน “ยืนบนไหล่ยักษ์”  สำนวนนี้มีทั้งความเคารพในคุณูปการของยักษ์ แต่พร้อมกันนั้นคนที่จะพูดสำนวนนี้ได้ ก็เมื่อคนพูดกำลังมองเห็นทัศนียภาพความรู้ที่กว้างไกลไปกว่ายักษ์ที่ตนเองกำลังยืนเหยียบไหล่เขาอยู่

นิสิตถามว่า เราจะรู้ว่าใครเป็นยักษ์ในความรู้ด้านนั้นๆ จากไหน  คนสอนตอบคนถามว่าหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของวิชาความรู้เบื้องต้นในสาขาหรือแขนงวิชานั้น คือการให้แผนที่ความรู้ที่ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายสร้างขึ้นมา อย่างเรียนความรู้ทางสังคมวิทยาเบื้องต้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องได้รู้จักกับแผนที่ความรู้ของยักษ์ใหญ่ 3 ตน คือเอมีล ดูร์กายม์ คาร์ล มาร์กซ และมักซ์ เวเบอร์  นี่เรียกว่ายักษ์ใหญ่ทางความคิดด้านสังคมวิทยา ซึ่งไม่ได้มีเพียง 3 คนเท่านี้  แต่ที่อยากบอกก็คือ การอ่านเพียงตำราพื้นฐานที่กล่าวถึงผลงานความคิดของยักษ์ใหญ่ก็เหมือนกับชมภาพยนตร์สารคดีหรืออ่านหนังสือนำเที่ยว ก็จะรู้เกี่ยวกับที่นั้นๆ ในแผนที่ความรู้ประมาณหนึ่งพอให้ตอบสอบกลางภาคได้เท่านั้น  ไม่เหมือนกับและได้ไม่เท่ากับการพาตัวเองเข้าไปถึงแหล่งความรู้และสัมผัสกับผลงานความคิดของยักษ์ใหญ่นั้นด้วยตัวเราเองจริงๆ

 

นิสิตถามว่างานของคนเป็นยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะยากจนทำให้ท้อ หรืออ่านไม่รู้เรื่องไหม  ตอบให้นิสิตมีกำลังใจว่า มันก็มีทั้งที่ยากจริงๆ ก็อย่าไปเริ่มต้นอ่านตรงนั้น และมีที่ไม่ยากจนเกินไป หรือจากที่ยากในตอนตั้งต้น แต่พอมีประสบการณ์มากขึ้นก็จะไม่ยากเหมือนเก่า หรือเข้าใจได้มากขึ้นดีขึ้นกว่าเก่า การเดินทางทัศนศึกษาเรายังไปในที่บางแห่งซ้ำกันหลายครั้งและเห็นอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เห็นในการมาคราวก่อนๆ  การอ่านก็เป็นแบบนั้น  อ่านคราวแรกก็จะเห็นก็จะเข้าใจประมาณหนึ่ง เวลาผ่านไปแล้วย้อนกลับมาอ่านอีก ก็จะพบอะไรใหม่ๆ ได้ความคิดใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกเหมือนกัน จะทดสอบในขั้นเริ่มต้นว่าอ่านยากหรือไม่ยาก ด้วยการลองอ่าน The Communist Manifesto หรือ Politics as a Vocation ดูก่อนก็ได้  ผลงานทั้ง 2 มีแปลออกมาให้อ่านในพากย์ไทยด้วยแล้ว

 

คำถามของนิสิตยังทำให้คนสอนนึกขึ้นได้ว่า นอกจากผู้ที่เป็นยักษ์ใหญ่ในโลกทางความคิดแล้ว ยังมียักษ์อีกประเภทหนึ่ง อาจจะไม่ถึงกับเป็นยักษ์ใหญ่เหมือนพวกแรก แต่ก็เป็นยักษ์ ที่ในช่วงเวลาหนึ่ง วงวิชาการด้านนั้นยกย่องยอมรับเขาหรือเธอ ว่าเป็นผู้ทรงภูมิสำหรับทำหน้าที่พระมาลัยหรือเป็นเวอร์จิลกับเบียทริซในการนำชมและให้อรรถธิบายนรกและสวรรค์ที่มีอยู่ในผลงานความคิดของยักษ์ใหญ่   นอกจากนั้น ยักษ์จำพวกผู้ทรงภูมินี้ ยังเป็นผู้ศึกษาวิเคราะห์วิพากษ์ผลงานของยักษ์ใหญ่อีกประเภท คือยักษ์ใหญ่ในโลกการปฏิบัติอีกด้วย

 

ในแขนงความรู้ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เฮนรี คิสซินเจอร์ คือตัวอย่างของคนที่เป็นยักษ์ใหญ่ในโลกความคิดทฤษฎีสาย political realism และอนุรักษนิยม  โดยที่ตัวเขาเองก็เป็นยักษ์ใหญ่ในโลกการปฏิบัติอยู่ด้วยขณะที่เขาอยู่ในตำแหน่งทรงอิทธิพลสูงต่อการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลบวกลบดีร้ายต่อสงครามและสันติภาพในทุกภูมิภาคได้มาก นอกจากนั้น เขายังได้รับนับถือว่าเป็นยักษ์ผู้ทรงภูมิทางวิชาการสำหรับทำหน้าที่มัคคุเทศก์นำชมและให้อรรถาธิบายนรกสวรรค์ที่เกิดจากผลงานของยักษ์ใหญ่ในโลกการปฏิบัติของยุโรปศตวรรษที่ 19 อย่างเช่นบิสมาร์คและเมตเตอร์นิช การอ่านคิสซินเจอร์ในฐานะยักษ์จึงอ่านได้หลายแบบ  ส่วนใครอ่านแล้วนึกอยากจะปีนขึ้นไปบนไหล่ด้านไหนของเขา ก็ขอให้คิดดีๆ ก่อนตัดสินใจ

 

ก่อนเลิกคลาส มีนิสิตถามว่า ถ้าคิดจะเป็นยักษ์ใหญ่ในวันหนึ่งข้างหน้าบ้างล่ะครับ คำถามเขาชวนให้นึกถึงนีทซ์เชอ แต่ก็จำคำของยักษ์ใหญ่ผู้นี้ไม่แม่นและไม่ได้หมด เลยวานอากู๋ให้ช่วยค้นขึ้นมาตอบเขา ดังนี้

 

“The republic of geniuses: each giant calls to his brother across the desolate intervals of the ages, and, undisturbed by the wanton noises of the dwarfs who carry on beneath them, they continue their high spirit-talk.”

 

เขาพิจารณา และยิ้มพอใจ.