Columnist

สำนวนกับการสื่อสาร

19 กันยายน 2019 เวลา 05:06 น.
เปิดอ่าน 5

คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

ในชั้นเรียนวิชาการเขียนรายงานวิชาการคราวหนึ่ง  หลังจากนิสิตฟังคนสอนบรรยายข้อกำหนดและลักษณะอันพึงประสงค์ที่พึงมีอยู่ในงานเขียนชนิดนี้ จนทั้งคนเรียนและคนสอนเริ่มสงสัยกันและกันว่า การบอกแต่เพียงองค์ประกอบโดยปากเปล่าจนคนเรียนทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่ข้อเรียกร้องอันมากมายของมัน จะเป็นเพราะ “ความเยอะ” ไปเองของคนสอนหรือเปล่า ที่การทำงานส่ง ทำไมไม่อาจเขียนมาเป็นเรียงความธรรมดาได้  

 

นิสิตคนหนึ่งช่วยกอบกู้ความตึงเครียด ยกมือถามว่า ที่อาจารย์ว่างานวิชาการต้องใช้สำนวนภาษาที่เป็นทางการนั้น หมายถึงมีสำนวนแบบเดียวหรือ และสำนวนทางการนี่เป็นอย่างไร ใครกำหนดคะ

 

คนสอนยกประโยคที่เธอถามนั้นเองมาเอาตัวรอดจัดคำตอบให้นิสิตในชั้นลองเทียบว่า ระหว่างประโยค “ภาษาทางการในเปเปอร์เนี่ยะอะค่ะ  มีสำนวนแบบเดียวหรอ สำนวนมันเป็นยังไงใช้ยังไงหรอคะ ใครกำหนดทางการที่ ’จานว่า” กับ “ภาษาที่เป็นทางการในงานวิชาการ มีสำนวนเดียวแบบเดียวเท่านั้นหรือคะ การกำหนดมาตรฐานอย่างที่อาจารย์บอก ใครเป็นคนกำหนดขึ้นมาคะ”

 

คนเรียนก็รู้โดยคนสอนไม่ต้องอธิบายเพิ่มว่า  ประโยคแรกใช้ภาษาไม่เป็นทางการ  ประโยคหลังคือตัวอย่างการใช้ภาษาที่ดี  ให้ใช้ภาษาแบบนี้เขียนงานวิชาการ

 

แต่คนตอบก็รู้ว่าที่ตอบไปนั้น ยังตอบไม่หมด เพราะยังไม่ได้ตอบในเรื่องสำนวนภาษา ว่าแม้คนเขียนจะเขียนด้วยถ้อยคำเป็นทางการแตกต่างจากที่ใช้ในตอนพูดปกติ แต่สำนวนคนเขียนแต่ละคนก็ใช่ว่าจะออกมาเหมือนกันเป็นพิมพ์เดียวกันไปหมด  และเส้นแบ่งระหว่างการใช้คำในภาษาพูดปกติ กับคำที่เป็นทางการก็ใช่ว่าจะมีเส้นแบ่งที่ชัดตลอดเวลาเสียเมื่อไร  แน่นอนว่า เราเห็นชัดแยกได้แน่นอนว่าประโยค “อยากรู้ เขาจะให้ไปป่ะ” ไม่ใช่สำนวนทางการแน่  แต่ถ้าหากจะเปลี่ยนมาใช้ว่า “ประสงค์จะทราบว่าเขาจะอนุญาตให้ไปหรือไม่” กับ “อยากรู้ว่าเขาจะให้ไปไหม” สองประโยคหลังเป็นภาษาทางการแล้วทั้งคู่ แต่น้ำหนักไม่เท่ากัน สำนวนก็ต่างกัน

 

และเมื่อสำนวนไม่เหมือน ผลที่เกิดแก่คนฟังก็ต่างกันไปด้วย  สำนวนยิ่งเป็นทางการหนักขึ้นเพียงไร ใช้ถ้อยคำประดิษฐ์บรรจงหรือเป็นศัพท์แสงเฉพาะในภาษาเฉพาะทางวิชาการเต็มที่เพียงไร ก็จะยิ่งถอยห่างจากความเข้าใจง่ายๆ ที่เกิดขึ้นได้จากภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการมากขึ้นเท่านั้น  คนอ่านทั่วๆ ไปก็ยิ่งต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเป็นลำดับ ในการอ่านภาษาทางการและภาษาวิชาการที่เขียนกันขึ้นมาแบบนั้น ถ้าอยากจะเข้าใจความหมายทั้งหมดได้โดยตลอด

 

ดังนั้น จำนวนคนที่จะอ่านงานที่เขียนโดยสำนวนแบบนั้นก็ลดน้อยลงเป็นลำดับผกผันกับความยากของภาษาทางการและความเป็นวิชาการที่ใช้สื่อสาร  สื่อที่มุ่งสื่อสารกับคนในวงกว้างจึงมักชอบงานเขียนที่สื่อความเข้าใจเข้าถึงคนได้มากที่สุดมากกว่า  และงานเขียนที่จะเข้าถึงคนจำนวนมากได้ คนเขียนก็ต้องหาทางคุมให้การเล่าเรื่องกับสำนวนภาษาที่ใช้คำทางการในระดับเท่าที่จำเป็นต่อการรักษาความสุภาพเมื่อแสดงออกต่อประชุมชน

 

สำนวนภาษาที่ใช้ในการเขียนต่อสาธารณะ จึงมีแตกต่างกันตามกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนอ่าน ตามจุดมุ่งหมายในการสื่อสารของคนเขียนเอง และตามสไตล์การเขียนของแต่ละคน

 

นึกอย่างนั้นแล้ว คนสอนก็เลยเห็นความจำเป็นที่จะต้องหาตัวอย่างมาแสดง  เลยไปได้สำนวน 3 แบบที่แตกต่างกันแต่เขียนถึงเรื่องเดียวกัน คือ ความคิดพวกอนุรักษนิยม มาให้นิสิตเปรียบเทียบ  2 สำนวนแรกเป็นของนักคิดนักเขียนปัญญาชนอาวุโสมีคนทั่วประเทศรู้จักมาก สำนวนที่ 3 แต่งเติมขึ้นมาเป็นข้อให้นิสิตได้เทียบ

 

ลองดูสำนวนแรกที่กล่าวถึง “อนุรักษนิยม”

 

“นักอนุรักษ์นิยมได้แก่กลุ่มคนซึ่งมีทัศนะบางประการเกี่ยวกับธรรมชาติและสังคม โดยที่ทัศนะดังกล่าวปราศจากเสียซึ่งทฤษฎีหรืออุดมการณ์ใดๆ สิ้น  แท้ที่จริงคนพวกนี้รังเกียจอุดมการณ์เสียซ้ำ  แม้หลักการ คนพวกนี้ก็ต้องการหลีกเลี่ยง … จะว่าพวกอนุรักษ์นิยมไม่มีเหตุผลก็ไม่ถูก พวกนี้มีเหตุมีผลแต่เขาเชื่อว่าเหตุผลเท่านั้นไม่พอ คือพวกนี้เชื่อว่ามนุษย์ใช้เหตุผลพร้อมๆ กับใช้อารมณ์ ใช้ความคิดพร้อมๆ ไปกับนิสัยสันดานอันเคยชินมา พวกนักอนุรักษ์นิยมไม่ต้องการสังคมในอุดมคติ รังเกียจนักอุดมคติ … ใครที่ฝันจะไปแก้ไขให้สังคมบริสุทธิ์และยุติธรรม นั่นคืออ้ายพวกบ้า ที่ต้องการหักพร้าด้วยเข่า”

 

ลองมาดูสำนวนที่สองของปัญญาชนอีกคนหนึ่ง

 

“ความโดดเด่นของปัญญาชนฝ่ายอนุรักษนิยมไม่ได้เกิดจากอำนาจทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายท่านด้วยกันล้วนเป็นผู้รอบรู้และรู้รอบเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเป็นผู้ที่คุ้นเคยและเข้าถึงวัฒนธรรมไทยเก่าอย่างลึกซึ้ง จึงสามารถให้ความหมายใหม่แก่คุณค่าของวัฒนธรรมนั้นเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่สังคมไทยต้องเผชิญ … แต่ความเปลี่ยนแปลงซึ่งขยายตัวมากขึ้นในประเทศแทบทุกด้าน ทำให้เกิดประเด็นปัญหาใหม่ๆ ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมจำเป็นต้องปรับคำตอบใหม่ หรือยืนยันคุณค่าเดิมด้วยการตีความหมายใหม่    แต่ในยามที่ต้องการสติปัญญาและความรอบรู้อย่างสูง เพื่ออนุรักษ์คุณค่าจากอดีตอันควรถือเป็นนิรันดร ฝ่ายอนุรักษนิยมกลับไม่มีปัญญาชนที่รอบรู้และชาญฉลาดอย่างที่เคยมีมา … นักเรียนอังกฤษคนหนึ่งเพิ่งพูดกับผมด้วยคำว่า intellectual poverty ของอนุรักษนิยมไทยปัจจุบัน ผมไม่กล้าใช้คำนี้ในภาษาไทย เพราะเมื่อแปลแล้วมันฟังดูแรงกว่าในภาษาอังกฤษเกินไป”

 

สำนวนสุดท้ายแต่งเติมขึ้นจากงานเขียนของนักคิดฝ่ายอนุรักษนิยมคนสำคัญระดับโลก คือ เฮนรี คิสซินเจอร์

 

“อนุรักษนิยมอย่างเมตเตอนิชจึงหวั่นเกรงและคาดการณ์ว่า เสรีภาพที่จะเกิดขึ้นเมื่อระเบียบและสิทธิอำนาจของรัฐเดิมหมดสิ้นไปในสถานการณ์ปฏิวัติ จึงเป็นเสรีภาพที่จะนำไปสู่ความปั่นป่วนทางสังคมได้มาก และในความปั่นป่วนทางสังคมที่ตามมาแบบนั้นในที่สุดจะพาผู้คนร้องหาผู้ที่จะนำระเบียบกลับคืนมาให้พวกเขาได้ ซึ่งหนีไม่พ้นการมีใครสักคนเผด็จอำนาจขึ้นมาด้วยคำสัญญาที่จะนำระเบียบกลับคืนมา  เพราะทรราชย์ไม่ได้เป็นสาเหตุของการปฏิวัติ แต่คือผลตามมาที่เป็นไปได้มากของมัน”

 

สำนวนแรกของ ส. ศิวรักษ์ มีโวหารคารมกล้า แต่ติดสำนวนภาษาเขียนรุ่นเก่า อ่านในปัจจุบันแล้ว ก็รู้จากภาษาว่าเขียนโดยคนผู้ผ่านราตรีนาน สำนวนที่สองของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ใช้ภาษาทางการก็จริง แต่เขียนคำในสำนวนปัจจุบันตรงไปตรงมา เอื้อให้คนอ่านเข้าใจง่าย แม้ว่าจะไม่ทิ้งท่าทีมุมมองแบบปัญญาชน ข้อสังเกตในบทความไม่ใช่ความคิดเห็นที่พบทั่วไป  สำนวนที่ 3 นั้นจัดประโยคเป็นใจความซับซ้อน ตั้งส่วนประธานส่วนกรรมในประโยคเพื่อมารับคำกริยายาวเป็นบรรทัด และยังมีส่วนขยายเติมเพิ่มลงไปซ้อนอีก อ่านแล้วเหนื่อยและยากแก่การเข้าใจในการอ่านคราวแรก

 

ในความแตกต่างของสำนวน ภาษา 3 แบบ 3 สำนวนนี้ต่างเป็นการใช้ภาษาที่เป็นทางการทั้งสิ้น เขียนสำหรับคนอ่านและมีคนสนใจจะอ่านในวงจำกัด แม้ว่าฐานที่ว่าจำกัดนั้นจะกว้างแคบไม่เท่ากัน   ในโลกการสื่อสารที่มุ่งคนอ่านวงกว้าง การที่สำนวนทั้ง 3 แบบจะมีโอกาสปรากฏตัวออกมาสื่อสารกับสาธารณะได้ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนเขียนเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการที่สังคมนั้นมีสถาบันซึ่งมีความสำคัญมากต่อการเปิดและรักษาพื้นที่สำหรับงานเขียนที่มีฐานคนอ่านจำกัดแบบนี้ ให้มีช่องทางนำความหลากหลายทางความคิดมาเสนอต่อสาธารณะได้

 

สถาบันทางสังคมที่ว่านั้น คือ สื่อและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น