Columnist

การเมืองไทยในวิกฤติโควิด-๑๙

15 เมษายน 2020 เวลา 8:01
การเมืองไทยในวิกฤติโควิด-๑๙
เปิดอ่าน 841
ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

การเมืองไทยในวิกฤติโควิด-๑๙

               รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหายไปไหน?

 

               หลายคนบอกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง “สร้างปัญหา” และ “ไร้ประโยชน์” ในภาวะวิกฤติ ดังที่ได้เห็นในกรณีของวิกฤติโควิด ๑๙ นี้

 

               ความจริงที่เราเห็นอยู่ในวิกฤตินี้ทั่วโลก ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมีปัญหากับการต่อสู้กับโควิด ๑๙ มากกว่าประเทศที่เป็นเผด็จการ ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือ กรณีของจีนกับสหรัฐอเมริกา จีนซึ่งมีประชากรกว่า ๑,๔๐๐ ล้านคน มีผู้ติดเชื้อ ๘๐,๐๐๐ เศษ ใช้เวลาในการควบคุม ๒ เดือนกว่าก็ชะลอตัว มีผู้เสียชีวิตราว ๓,๐๐๐ คน ในขณะที่สหรัฐมีประชากร ๓๐๐ ล้านเศษ มีผู้ติดเชื้อกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน ควบคุมมาเกือบ ๒ เดือน แต่ยังหยุดยั้งไม่ได้ มีผู้เสียชีวิตกว่า ๒๐,๐๐๐ คน ซึ่งจากตัวเลขที่ปรากฏ ได้มีนักวิชาการมองเชื่อมโยงเข้ากับปัจจัยทางการเมือง เช่น เรื่องของเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน แล้วก็มีความเห็นว่าในภาวะวิกฤติ สังคมที่ประชาชนคุ้นชินกับการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เสรีภาพที่ฟุ่มเฟือย มักจะไม่ค่อยสนใจที่จะควบคุมคนตนเอง พร้อมกันนั้นก็ไม่ระมัดระวังที่จะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่นเดียวกันกับสังคมที่เน้นการพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ก็จะให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตส่วนบุคคลที่ตนเองเป็นผู้กำหนดวิถีชีวิตของตน มากกว่าที่จะมองถึงสิทธิในทางสังคมที่มีรัฐมาคอยกำหนดควบคุมวิถีชีวิตของคนทั้งหลาย ดังนั้นเราจึงเห็นสภาพของการแพร่ระบาดไวรัสร้ายอย่างรวดเร็วและกว้างขวางในประเทศที่เน้นเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน ไม่เพียงแต่สหรัฐอเมริกา แต่ในยุโรปหลายๆ ประเทศก็มีสภาพเช่นนั้น ตรงกันข้ามกับประเทศที่รัฐเข้าไปริดรอนสิทธิของบุคคลและใช้อำนาจรัฐอย่างเข้มข้น ที่สามารถจัดการความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลให้แยกออกจากกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทำนองเดียวกันกับประเทศที่รัฐบาลใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด ก็ช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดการกับบุคคลที่ไม่ยอมอยู่ในระบบระเบียบนั้นได้


               ในกรณีของประเทศไทย โดยรวมเราถูกปกครองในแบบเผด็จการมากกว่าประชาธิปไตยมาโดยตลอด แม้แต่ในเวลาที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลจากนักเลือกตั้งนี้ก็มักจะอ้างอำนาจที่ประชาชนได้เลือกพวกเขาเข้ามา ใช้อำนาจควบคุมและบริหารประเทศตามอำเภอใจ เพราะความจริงแล้วคนไทยค่อนข้างที่จะ “ยอมรับ” และ “ปรับตัว” เข้าได้กับทุกสถานที่ทุกสถานการณ์ และกับ “ทุกประเภทผู้ปกครอง” ดังที่เราเคยได้พบเห็นมาตลอดว่า ไม่ว่าใครจะมาปกครอง คนไทยก็ต้อนรับและปรับตัวเข้ากันได้เสมอ

 

                รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจจะเป็นรัฐบาลที่โชคร้าย ที่ต้องมาบริหารประเทศในภาวะวิกฤติที่โลกนี้ไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่ก็ยังโชคดีที่มาบริหารประเทศที่มีผู้คนยอมรับอะไรได้ง่ายๆ โดยใม่ขัดขืน แม้แต่ ส.ส.ฝ่ายค้านที่เคยค้านรัฐบาลทุกรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องสงบปากสงบคำ ยุติการเคลื่อนไหว เพราะสังคมไม่ยอมรับในการกระทำแบบนั้น โดยไม่ต้องพูดถึง ส.ส.และ ส.ว.ฝ่ายรัฐบาล ที่พร้อมจะทำตามที่นายกรัฐมนตรี “ชี้นิ้ว” อยู่แล้ว รวมถึงบรรดารัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองต่างๆ ก็ต้อง “เงียบเป็นเป่าสาก” เพราะถูกสั่งให้ไปนั่งอยู่ข้างๆ ไม่ต้องมามา “สะเออะ” เสนอหน้ายุ่งเกี่ยวใดๆ

 

                นักรัฐศาสตร์เคยถกเถียงกันว่า “มนุษย์จำเป็นต้องมีรัฐบาลหรือไม่” ซึ่งก็มีความเห็นแตกแยกเป็น ๒ ทาง ทางหนึ่งบอกว่าจำเป็นต้องมี เพราะมนุษย์ถ้าไม่ควบคุมก็จะทำอะไรตามอำเภอใจ จำเป็นที่จะต้องมีคน(ที่มีอำนาจ)มาทำหน้าที่กำกับกิจกรรมต่างๆ ทางสังคม ให้ผู้คนอยู่ในกรอบที่เรียกว่า “กฎหมาย” อันเป็นที่มาของระบอบนิติรัฐที่เราใช้อยู่ทั่วโลก แต่อีกแนวคิดหนึ่งก็บอกว่า ถ้ามนุษย์มีศีลธรรมพอเพียงก็ใม่จำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายมาควบคุม ที่สำคัญมนุษย์เป็น “สัตว์รู้” มีสติปัญญาคิดได้ มนุษย์สามารถที่จะรับผิดชอบสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งในตำรารัฐศาสตร์เรียกแนวคิดแบบนี้ว่า “อรัฐนิยม” (Anarchist) โดยมีผู้แย้งความคิดนี้ว่า ถ้าหากมนุษย์ไม่สามารถควบคุมกันเองได้ มนุษย์ขาดศีลธรรม หรือมีความรู้บกพร่อง ขาดสติและการตัดสินใจที่ดี ก็อาจนำไปสู่ความเป็น “อนารอารยะ” หรือสังคมแบบเดรัจฉานป่าเถื่อนนั้นได้


               ด้วยเหตุนี้เราจึงยังต้องมีรัฐบาลบริหารประเทศ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “มนุษย์ไม่ได้เป็นคนดีทุกคน” ดังนั้นประเด็นต่อมาก็คือ “รัฐบาลควรจะใช้อำนาจได้แค่ไหน อย่างไร” ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจจะอธิบายได้โดย “ทฤษฎี สภาวะสังคม” อันหมายถึงการปรับใช้อำนาจตามความจำเป็นของแต่ละสังคม ที่ประกอบด้วย พื้นฐานความเป็นมาของแต่ละสังคม อุดมการณ์แห่งชาติ และพื้นฐานด้านวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครอง แต่ปัจจุบันนี้ทฤษฎีนี้กำลังถูกท้าทายจากวิกฤติต่างๆ (อย่างเช่นวิกฤติเศรษฐกิจหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา และวิกฤติไวรัสโควิด ๑๙ ในขณะนี้) ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญตัวใหม่ในการกำหนดสภาวะทางสังคม ที่ผู้คนในแต่ละชาติจะต้องปรับตัวเข้าหา อย่างเช่นการยินยอมที่จะให้ใช้อำนาจเผด็จการเพื่อสู้กับวิกฤตินั้น ที่สำคัญก็คือยินยอมที่จะให้รัฐเข้ามา “ควบคุมพฤติกรรม” ทั้งของบุคคลและของสังคม เพื่อให้พ้นผ่านและเอาชนะวิกฤตินั้นให้ได้

 

               การเมืองยุคใหม่กำลังต้องตอบปัญหาที่ท้าทายใหม่ๆ ที่ว่า “เราอาจจะควบคุมสังคมได้ แต่เราจะควบคุมธรรมชาติได้หรือไม่” โดย “ธรรมชาติ” ที่มาท้าทายเราในตอนนี้ก็คือไวรัสโควิด ๑๙ แต่เรายังมีธรรมชาติอื่นๆ ที่รุมท้าทายเรา บางเรื่องก็ท้าทายมาเป็นเวลานานแล้ว เช่น มลพิษ โลกร้อน และประชากรแออัด เป็นต้น และอีกหลายเรื่องที่จะเป็นปัญหาท้าทายต่อไปในอนาคต อย่างเช่น สังคมผู้สูงอายุ และการแย่งชิงทรัพยากรต่างๆ เป็นต้น คำตอบที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า “สังคมต้องมีรัฐบาล” ก็น่าจะมีคำตอบอยู่ ๒ – ๓ เรื่อง คือ เราต้องการรัฐบาลแบบไหน รัฐบาลต้องมีผู้นำแบบไหน และประชาชนควรจะมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลในรูปแบบใด ซึ่งคำตอบอันสุดท้ายนี่เองที่จะเป็น “ทางรอดแห่งสังคม” เพราะในสังคมการเมืองยุคใหม่ประชาชนจะต้องมีความสำคัญกว่ารัฐบาลและผู้นำ

                   นั่นก็คือ ประชาชนหรือ “พลเมืองของโลก” จะต้องมีความสัมพันธ์ต่อ “ธรรมชาติ” อย่างไร



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน