Columnist

ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ (๕)

14 พฤศจิกายน 2019 เวลา 07:02 น.

เปิดอ่าน 21
ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

การเข้าครองอำนาจได้ง่ายๆ ของทหารเป็นเพราะทหารนั้น “ฝังราก” อยู่ในระบบการเมืองการปกครอง

 

ทหารนั้น “ฝังราก” ขณะที่นักการเมืองคิดง่ายๆ ว่าตัวเอง “ไร้ราก”

                  

การเข้าครองอำนาจได้ง่ายๆ ของทหารเป็นเพราะทหารนั้น “ฝังราก” อยู่ในระบบการเมืองการปกครองไทยมาอย่างยาวนานและแน่นหนา ยิ่งเมื่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ก็ยิ่งทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเชื่อว่า เป็นเพราะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นไม่ดีและเป็นตัวปัญหา ในขณะที่ประชาชนกลุ่มเดียวกันนี้มองว่าทหารคือผู้ที่ “รักชาติ” และเชื่อใจได้ในการเข้ามาจัดการความวุ่ยวายจากฝีมือของนักการเมืองดังกล่าว

                  

การเมืองไทยหลังรัฐประหาร ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ก็ดำรงอยู่ภายใต้ความเชื่อความคิดดังกล่าว เพราะถ้าใครติดตามภาพข่าวในช่วงหลังการรัฐประหาร ก็จะเห็นว่ามีประชาชนจำนวนมากเอาดอกไม้ไปมอบให้ทหารที่มาเข้าเวรยามตามสถานที่ต่างๆ บ้างก็เอาไปประดับรถถังและรถทหารที่มาจอดอยู่ตามจุดสำคัญๆ บ้างก็พูดขอบคุณและแสดงความยินดีที่มหารเข้ามาจัดการกับ “บุฟเฟต์คาบิเนต”

                  

ในยุคนั้นทหารโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ก็พยายามสร้างความน่าเชื่อถือ ตามความคาดหวังของประชาชนที่หวังว่า “บ้านเมืองจะดีขึ้น” นอกจากจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อยึดทรัพย์รัฐมนตรีจำนวนหลายคนแล้ว ทหารก็ให้คำมั่นว่าจะคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนโดยเร็ว เริ่มจากทหารไม่ขอรับตำแหน่งต่างๆ ในทางการเมือง โดยได้เสนอชื่อนายอานันท์ ปันยารชุนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และจะให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ซึ่งก็ยิ่งทำให้ประชาชนมีความ “ศรัทธา” ทหารมากยิ่งขึ้น

                  

การเลือกตั้งครั้งใหม่มีขึ้นในวันที่ ๒๒ มีนาคม แต่เป็นที่น่าเศร้าใจว่า นักการเมืองไทยคิดว่าตนเอง “ไร้ราก” จึงต้องหวังพึ่งพิงทหารที่ “ฝังราก” มาอย่างแน่นหนาในทางการเมืองไทยมาอย่างยาวนานนั้น เพียงเพื่อจะเอาชนะในการเลือกตั้ง และหวังแต่เพียงว่าจะต้องเข้าไปเป็นรัฐบาลให้ได้ จึงมีนักการเมืองกลุ่มใหญ่รวมตัวกันตั้งพรรคขึ้นหนุนทหารในนามพรรคสามัคคีธรรม (ปรากฏการณ์นี้ก็ไม่แตกต่างอะไรกันกับการตั้งพรรคพลังประชารัฐเพื่อการเลือกตั้งในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒) และสามารถชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมาก

 

จึงได้สิทธิในการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐธรรมนูญ โดยร่วมกับพรรคการเมืองอีกจำนวนหนึ่งได้เสียงรวม ๑๙๕ เสียง จากจำนวน ส.ส.ในสภา ๓๖๐ เสียง จึงมีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งเพียง ๑๕ เสียง ในขณะที่นักการเมืองในอีกฟากฝ่ายหนึ่งที่นำโดยพรรคพลังธรรมกับพรรคความหวังใหม่และพรรคประชาธิปัตย์ได้รวมตัวกันขึ้นต่อสู่ โดยสื่อมวลชนเรียกนักการเมืองในฝ่ายรัฐบาลว่า “พรรคมาร” และพรรคในฝ่ายค้านว่า “พรรคเทพ”

                  

ในการเสนอชื่อผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคสามัคคีธรรมได้เสนอชื่อนายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคขึ้นสู่ตำแหน่ง แต่มีข่าวออกมาว่านายณรงค์อยู่ในแบล็คลิสต์เนื่องจากเกี่ยวพันคดียาเสพติดถูกห้ามเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเปลี่ยนไปเสนอชื่อพลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้นำของ รสช.ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ทั้งที่ตอนแรกบอกว่าจะไม่รับตำแหน่งนี้ แต่พลเอกสุจินดาก็บอกว่านี่คือการ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” อันนำมาซึ่งการประท้วงต่อต้านทั้งนอกและในสภา

 

โดยเริ่มจากร้อยตรีฉลาด วรฉัตร มาอดอาหารประท้วงหน้ารัฐสภา จนในวันที่ ๔ พฤษภาคม พลตรีจำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรม ก็ได้มาอดข้าวประท้วงร่วมด้วย จากนั้นเมื่อประชาชนมีจำนวนมากขึ้นก็ย้ายไปที่สนามหลวงและถนนราชดำเนินรอบๆ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตามลำดับ กระทั่งในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕ รสช.ได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน แล้วในวันรุ่ขึ้นก็ได้เข้าจับตัวพลตรีจำลอง ท่ามกลางผู้ชุมนุมแน่นขนัดบนถนนราชดำเนิน ทำให้เกิดการลุกฮือขึ้นเผาสถานที่ราชการรอบๆ

 

เช่น โรงพักนางเลิ้ง ทหารตำรวจก็เข้าปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง เหตุการณ์ยืดเยื้อมาอีก ๒ วัน จนในตอนค่ำของวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้เรียกพลเอกสุจินดากับพลตรีจำลองเข้าเฝ้าฯ คู่ขัดแย้งในเหตุการณ์นี้เพื่อพระราชทานโอวาทให้ยุติความขัดแย้ง เหตุการณ์จึงได้สงบลง

                  

 

 

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชายิ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯโดยแท้ เพราะทรงทราบถึงสาเหตุของความขัดแย้งอย่างถ่องแท้ นั่นก็คือมูลเหตุของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬนี้เกิดจากความขัดแย้งของทหาร ๒ รุ่น คือ จปร.๕ ที่นำโดยพลเอกสุจินดา กับ จปร.๗ ที่นำโดยพลตรีจำลอง ซึ่งมีความขัดแย้งกันมาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๒๒ และมีความรุนแรงมากขึ้นในยุคพลเอกเปรมเป็นนายกรัฐมนตรี กระทั่ง พลตรีจำลองได้หันมาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว

 

โดยได้ออกมาสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครใน พ.ศ. ๒๕๒๘ ในนามกลุ่มรวมพลัง ต่อมาได้ตั้งเป็นพรรคชื่อว่าพรรคพลังธรรม และลงสมัครเป็น ส.ส.ในปี ๒๕๓๕ เป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม และเป็นผู้นำในการต่อต้าน “ระบอบ รสช.” ดังกล่าว

                  

หลังจากที่เหตุกาณ์พฤษภาทมิฬสงบลงและพลเอกสุจินดาได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ฝ่ายพรรคมารก็ยังถือสิทธิที่จะเสนอแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีอยู่อีก โดยได้เสนอชื่อพลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย แต่ก็ได้เกิดกรณี “แม่สายบัวแต่งตัวรอเก้อ” เพราะนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีไปที่บ้านนายอานันท์ ปันยารชุน

 

นั่นก็แสดงถึงว่าได้มี “กำลังภายใน” เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีกลางทาง นายอานันท์จึงได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง จนกระทั่งมีการเลือกตั้งในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๕ ที่ทำให้ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือนายชวน หลักภัย และเข้าสู่ยุคของการ “ปฏิรูปการเมือง” ที่ได้เปลี่ยนโฉมการเมืองไทยไปอีกระดับหนึ่ง

                  

การปฏิรูปการเมืองได้ผลผลิตที่สำคัญคือรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าแม้จะมีการวางโครงสร้างทางการเมืองใหม่ไว้เป็นอย่างดีภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ก็ไม่อาจจะพาการเมืองไทยไปสู่เป้าหมายอันสูงส่งนั้นด้วย แต่จะเป็นเพราะอะไรหรือใคร เราคงจะไม่โทษทหารโดยตรง แต่ต้องโทษนักการเมืองนั้นเสียก่อน และแน่นอนว่าประชาชนคนไทยก็มีส่วน “รับผิด” ด้วยอย่างเต็มประตู

                  

ผิดที่ไว้วางใจทหารมากเกินไป!