Columnist

มองย้อนไปครั้งที่เรายังเป็น “คนรุ่นใหม่” (๓)

23 มีนาคม 2020 เวลา 18:25
มองย้อนไปครั้งที่เรายังเป็น “คนรุ่นใหม่” (๓)
เปิดอ่าน 652
ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

รัฐบาลเผด็จการในยุคนั้น ทำให้มีนักศึกษาและปัญญาชนรวมถึงนักการเมืองจำนวนมากต้องหนีเข้าป่า

ประการต่อมา ผู้มีอำนาจมองว่าพลังคนรุ่นใหม่เป็นแค่ “แฟชั่น”

“แฟชั่น” ในความหมายของผู้มีอำนาจก็คือ เป็นแค่ความชื่นชอบ “บ้าๆ บอๆ” ตามประสาวัยรุ่น ก็แค่ชอบทำอะไรตามเพื่อน ทำตามกระแส เป็น “อารมณ์ชั่ววูบ” และจะคงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเพียงช่วงสั้นๆ

มองย้อนไปหลังเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ในโรงเรียนที่ผู้เขียนศึกษาอยู่เต็มไปด้วยบรรยากาศของ “การต่อต้านระบบเก่า” ที่โดนเต็มๆ คือสัญลักษณ์ของความเป็นเผด็จการทั้งหลาย จำพวกระเบียบการแต่งกายและทรงผม นักเรียนขอไว้ผมยาว อ้างว่าความสั้นความยาวของเส้นผมไม่เกี่ยวกับความฉลาด เรียนเก่งหรือไม่เก่ง ทำนองเดียวกันกับการแต่งกาย ที่มีปัญหามากที่สุดก็คือรองเท้า เนื่องจากโรงเรียนของผู้เขียนเป็นโรงเรียนชายล้วน จึงมีพวกรองเท้าผ้าใบหลากสีหลากลวดลาย แม้กระทั่งบางคนใส่รองเท้าแตะก็มี แม้ว่าคุณครูฝ่ายปกครองจะขอร้องให้ทำตามระเบียบ แต่หลายคนก็ฝ่าฝืน และดูเหมือนว่าจะเป็นความสุขใจที่ได้ทำอะไร “แหวกๆ” คือแปลกไปจากเดิม ทำนองว่านี่คือ “เสรีภาพ” ที่ทำให้อยู่เหนือ “การกดขี่”

ส่วนในทางการเมือง คนรุ่นใหม่ในยุคนั้นจะมีแนวคิดที่นิยมไปทางฝ่ายซ้าย (คำว่า “ฝ่ายซ้าย – Leftist” มีความหมายถึงพวกต่อต้านระบบเก่า บ้างก็เรียกตัวเองว่า “พวกหัวก้าวหน้า” มีกำเนิดในยุโรปราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ ที่พวกนิยมระบบเก่าจะถูกเรียกว่าเป็นฝ่ายขวา – Rightist คือพวกที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมและไม่ชอบเปลี่ยนแปลง)

โดยจะมีแนวคิดแบบสังคมนิยมเป็นแกน คือเน้นความเสมอภาคเท่าเทียม ความยุติธรรมในสังคม และการมีรัฐบาลที่ทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน จนถึงแนวคิดที่เป็นสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ คือเน้นการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นแกนนำ แล้วระดมสรรพกำลังในสังคมทุกภาคส่วนให้มาร่วมกันสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่เสมอภาคเท่าเทียม ซึ่งทำให้เกิดอาการ “ฝันหวาน” ขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่

ดังจะเห็นได้จากในการเลือกตั้งในปี ๒๕๑๘ ที่มีพรรคในแนวทางสังคมนิยมลงสมัครรับเลือกตั้งจำนวนมาก และได้ ส.ส.เป็นกอบเป็นกำ ก็มาจากกระแสความนิยมของคนรุ่นใหม่นั่นเอง


ในความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ที่ผู้เขียนเอาตัวเองเข้าเปรียบเทียบ ดูเหมือนจะมีความหวาดวิตกถึงความรุนแรงของความนิยมในแนวคิดที่เอียงซ้ายเหล่านั้นอยู่พอสมควร เพราะในปี ๒๕๑๙ ที่ผู้เขียนเข้าศึกษาในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้เห็นบรรยากาศของการแยกเป็น “ขวา –ซ้าย” ที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะในการเลือกตั้งสภาองค์กรนิสิตในปีนั้น โดยผู้เขียนได้เข้าร่วมเป็นผู้ช่วยรณรงค์หาเสียงในพรรคจามจุรีซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา ด้วยความรู้สึกว่า “คอมมิวนิสต์นั้นน่ากลัว” และผลก็ปรากฏว่าพรรคจามจุรีแพ้แก่พรรคจุฬาประชาชนซึ่งเป็นพวกซ้าย

แต่ในเดือนตุลาคมปีนั้น (๖ ตุลาคม ๒๕๑๙) ตำรวจทหารก็เข้าล้อมปราบผู้คนที่ชุมนุมกันอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยแนวคิด “ขวาพิฆาตซ้าย” เพื่อกำจัดคอมมิวนิสต์ในหมู่นิสิตนักศึกษา ซึ่งนโยบายทำลายล้างพวกคอมมิวนิสต์ได้ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลเผด็จการในยุคนั้น ทำให้มีนักศึกษาและปัญญาชนรวมถึงนักการเมืองจำนวนมากต้องหนีเข้าป่า และได้เข้าไปเป็นแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ยิ่งทำให้ปัญหาความแตกแยกในประเทศรุนแรงยิ่งขึ้น (ปัญหานี้มาได้รับการแก้ไขในปี ๒๕๒๓ ที่รัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ประกาศคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ ๖๖/๒๕๒๓ ให้มีมาตรการลดความขัดแย้ง แล้วให้พวกที่เข้าป่าออกมา “ร่วมพัฒนาชาติไทย” โดยไม่มีความผิด เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “นโยบายใช้การเมืองนำการทหาร”)

อย่างไรก็ตามกระแสความคิดที่ “เอียงซ้าย” หรือการต่อต้านระบบเก่าของคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ถูกกลืนหายไป แต่ได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย อย่างเช่นในการเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ ก็มี “อดีตคนเดือนตุลา” เข้ามาทำงานและเป็นแกนสำคัญของพรรค จนก่อให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในระยะเวลาต่อมา โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของแนวคิด “ซ้ายใหม่” ที่รู้จักกันในชื่อว่า “ปฏิญญาฟินแลนด์” ที่มีข่าวว่าจะเปลี่ยนประเทศไทยเป็นระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐและสร้างให้ผู้นำบางคนเป็นประธานาธิบดี อันนำมาซึ่งขบวนการต่อต้านของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นเวลาหลายเดือน

จนกระทั่งทหารต้องเข้ายึดอำนาจในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แต่กระนั้นเหตุการณ์ก็ยังไม่เป็นปกติ ยังมีแรงกระเพื่อมมาถึงปลายปี ๒๕๕๖ ที่น้องสาวของอดีตนายกฯหนีคดีได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีกลุ่ม กปปส.ออกมาปิดเมืองขับไล่ จนทหารต้องทำรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทั้งหมดนั้นก็เนื่องด้วยความหวาดวิตกต่อ “ระบอบใหม่ – รัฐไทยใหม่” ที่แสดงถึงพลังอนุรักษ์ว่ายังคงมีอิทธิพลอย่างมากในสังคมไทย


ในทำนองเดียวกันกับการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองหลายพรรค ที่ชูแนวทาง “พรรคของคนรุ่นใหม่” ในการเลือกตั้งวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ก็ดูเหมือนจะนำมาซึ่งความหวาดระแวงของพลังอนุรักษ์ทั้งหลาย แม้จะมีการ “วางขวาก” หรือเขียนรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกต่างๆ (โดยเฉพาะกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมือง)ไว้ป้องกันพรรคการเมืองในแนวนี้ ถึงขนาดที่สามารถ “ล้มเลิก” พรรคตัวเก็งบางพรรคที่เป็นเชิ้อสายของกลุ่มอำนาจเก่าให้ถูกยุบไปได้

แต่ผลการเลือกตั้งก็ยังแสดงให้เห็นถึงผู้ที่เห็นด้วยกับพรรคในแนวทางนั้นว่ายังมีจำนวน “มหาศาล” อันนำมาซึ่งความหวาดวิตกที่มากยิ่งขึ้นของกลุ่มที่ครองอำนาจอยู่ในปัจจุบัน นี่ก็แสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ว่าในยุคสมัยใดก็ยังรู้สึก “เบื่อหน่าย” กับระบอบการปกครองที่หวงอำนาจและครอบงำการบริหารอยู่แต่ในอุ้มมือของคนรุ่นเก่า ซึ่งพวกเขาเห็นว่าไม่ได้สนองตอบต่อความต้องการ หรือ “ความฝัน” ของคนรุ่นใหม่

ระวัง “แฟชั่นผู้เฒ่านอนบ้าน ขอลูกหลานครองเมือง(บ้าง)” จะดังกระหึ่มอีกครั้ง



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน