Columnist

ภูมิทัศน์การเมืองไทยในปี ๒๕๖๓ (จบ)

26 ธันวาคม 2019 เวลา 8:30
ภูมิทัศน์การเมืองไทยในปี ๒๕๖๓ (จบ)
เปิดอ่าน 574
ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

ศิษย์ซอยสวนพลู นำเสนอภูมิทัศน์ทางการเมืองว่าด้วยจะมีอะไรเกิดขึ้นในปีหน้า

 

การเมืองไทยปีหน้า “ไม่นองเลือด” มีแต่ “พลังเกลียดชังท่วมทุ่ง”

                  

บทความเรื่อง “ภูมิทัศน์การเมืองไทยในปี ๒๕๖๓” ผู้เขียนต้องการจะนำเสนอ “มุมมอง” ของฝ่ายต่างๆ ที่มีบทบาทสำคัญต่อ “ภาพรวมทางการเมือง” ที่เป็นคำนิยามของ “ภูมิทัศน์ทางการเมือง” ว่า “การเมืองไทยจะมีอะไรเกิดขึ้นในปีหน้า” โดยได้กล่าวถึงมุมมองของฝ่ายทหารกับฝ่ายประชาชนไปแล้ว ในตอนจบนี้จึงจะขอนำเสนอมุมมองของผู้เขียนเอง ด้วยการประมวลรวมภาพปรากฏการณ์ต่างๆ ในปีที่ผ่านมาที่ผู้เขียนได้ติดตามศึกษามา นำมาสรุปให้เห็นว่า “น่าจะเกิดอะไรขึ้น” ต่อการเมืองไทยในปีหน้า

                  

ภาพแรก คือ ทหารยังไม่ได้จัดการแก้ไข “ปัญหาหลัก” ของการเมืองไทยในระยะเวลาที่ผ่านมา คือ “ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ” อันเป็นเหตุผลสำคัญของการรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ แม้จะมีความพยายาม “ทำชุ่ยๆ” ในบางเรื่อง เช่น ดึงเอากลุ่มการเมืองเก่าๆ ให้มาหนุนรัฐบาล

 

ดังที่เห็นในการจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ ที่รับเอานักการเมืองในฝ่ายตรงข้ามเข้ามาอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง นัยว่าให้เข้ามาหล่อหลอมอยู่ในระบบ จะได้ไม่ไปก่อความขัดแย้งนอกกฎหมาย หรือดึงคนเหล่านี้ออกมาจากความจงรักภักดีต่อ “นายคนเก่า” ให้มาจงรักภักดีต่อ “นายคนใหม่” ซึ่งน่าจะนำมาซึ่งความขัดแย้งที่มากขึ้นในฝ่ายรัฐบาลนั่นเอง ดังที่มีข่าวว่าพวกนักการเมืองกลุ่มนี้กำลังเข้ามาต่อรองและเรียกร้องตำแหน่งต่างๆ ในพรรคพลังประชารัฐและในคณะรัฐมนตรี

 

โดยที่ได้มีการแต่งตั้งคนในกลุ่มนี้เข้าไปเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคมที่ผ่านมา จนถึงมีการคาดการณ์ว่าน่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ(ที่กำลังจะมีการยื่นต่อประธานสภาหลังปีใหม่) เพื่อเอาคนในกลุ่มการเมืองพวกนี้จะเข้ามา

 


 

ภาพที่สอง คือ รัฐบาลยังคง “ถ่างแยกความขัดแย้ง” กับกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ลดละ ด้วยการสร้างวาทกรรมขึ้นมาโจมตีฝ่ายต่อต้าน เช่น วาทกรรม “การชังชาติ” ที่มีสมาชิกของพรรครัฐบาลคนหนึ่ง(ที่ลาออกมาจากพรรคการเมืองเก่าแก่)ประกาศว่า จะจัดการกับพวกชังชาตินี้อย่างเด็ดขาด พร้อมกันกับที่รัฐบาลได้เข้าจัดการกับผู้เห็นแย้งอย่างเอาเป็นเอาตาย เช่น การฟ้องร้องและจับกุมผู้โพสต์ผู้แชร์ข้อความต่างๆ ที่โจมตีรัฐบาลว่าเป็นความเท็จ

 

รวมทั้งที่เชื่อมโยงไปเป็นคดีความมั่นคงและความผิดต่อสถาบัน ซึ่งน่ากลัวว่าจะยิ่งสร้างความขัดแย้งในสังคมไทยให้มีมากขึ้น โดยอาจจะมีคนจำนวนมากแสดงความไม่พอใจที่ถูกรัฐบาลขัดขวางการแสดงออกต่างๆ เมื่อแสดงออกในทางสาธารณะอย่างเปิดเผยไม่ได้ ก็จะไป “เล่นใต้ดิน” เช่นการเคลื่อนไหวต่อต้านในโซเชียลมีเดีย หรือจัดกิจกรรม “แฟลชม็อบ-ดาวกระจาย” รวมถึงการจัดสร้างเครือข่ายต่อต้านรัฐบาลให้มีมากขึ้น อันน่าเป็นห่วงว่ารัฐบาลคงไม่สามารถเข้าจัดการ “ควบคุม” ได้ทั้งหมด

                  

อีกภาพหนึ่ง คือ สังคมไทยจะยังถูกแผ่คลุมด้วย “ความมืดมนในการหาทางออก” เพราะรัฐบาลไม่ได้ชี้แจงถึงเหตุผลในการที่จำเป็นต้องอยู่ยาวโดยไม่ได้คิดอะไรที่จะเป็นชิ้นเป็นอัน เพียงแต่ “รักษาสถานภาพ” โดยให้คนทั้งหลายตีความหรือหาคำตอบเอาเองว่า “ทำไมจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง” โดยที่ฝ่ายรัฐบาลมีคำตอบให้กับคนที่สนับสนุนรัฐบาลแล้วส่วนหนึ่งว่า “เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย” ดังที่นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบกเคยพูดในทำนองว่า “ประเทศไทยในยุคนี้จะให้มีความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้นไม่ได้”

 

แต่ในส่วนของคนที่ต่อต้านรัฐบาลกลับคิดว่า นั่นคือข้ออ้างที่ “ปิดปาก” คนไทยในฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลนั้นอยู่ในอำนาจไปอีกยาวนาน อย่างที่นายกรัฐมนตรีพูดว่า “อย่าพึ่งเบื่อผมก็แล้วกัน ยังไงผมก็อยู่อีกนานพอสมควร” ที่เป็น “วาทะแห่งปี ๒๕๖๒”  ซึ่งก็เท่ากับว่าคนไทยต้องสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลที่มีทหารคอยค้ำจุนนี้ไปอีกโดยไม่ทราบวาระสิ้นสุด อันขัดต่อหลักการของประชาธิปไตย ซึ่งฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลก็จะนำประเด็นนี้ “แหย่และแซะ” รัฐบาลไปจนกว่ารัฐบาลจะประสบ “กาลสิ้นสุด” นั่นแล

 


 

ภาพสุดท้าย(แต่ไม่ใช่ท้ายที่สุด) คือภาพของ “การเล่นเกมการเมืองตื้นๆ” ที่ผู้มีอำนาจก็จะยังแบ่งแยกคนไทยออกเป็นสองส่วน คือ “ฝ่ายที่รักรัฐบาล” กับ “ฝ่ายที่ชังรัฐบาล” แล้วใช้เรื่องของความสงบเรียบร้อยสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาล ในขณะเดียวกันก็จะคอยชี้ให้ประชาชนเห็นว่า รัฐสภามีแต่ความวุ่นวาย นักการเมืองเป็นอันตราย โดยเฉพาะพรรคการเมืองบางพรรค จำเป็นที่จะต้องมีผู้คอยพิทักษ์คุ้มครอง

 

โดยทั้งที่ก็อาจจะรู้(หรือไม่รู้เลย)ว่า นั่นคือการบ่อนเซาะความมั่นคงของรัฐบาลเอง แต่ที่โหดร้ายกว่านั้นคือการบ่อนเซาะความมั่นคงของสังคมไทย ที่จำต้อง “เก็บซ่อน” ความรู้สึกต่างๆ ไว้ภายใน ซึ่งนั่นก็คือ “พลังของความเกลียดชัง” ที่กำลังบ่าท่วมในระหว่างคนไทยด้วยกัน ดังเช่นในสมัยสงครามคอมมิวนิสต์ โดยผู้ไปร่วมกับลัทธิคอมมิวนิสต์มีเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้เลื่อมใสในอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์นั้นเลย แต่ต้องไปเข้าข้างกับคอมมิวนิสต์ด้วยเหตุที่ถูกรัฐบาลในยุคนั้น “ผลักดัน” ออกไป

 

ด้วยข้อหา “หนักแผ่นดิน” ซึ่งก็คล้ายกับ “การชังชาติ” ในยุคนี้ แต่ในยุคนี้คนไทยพวกนี้คงจะไม่หนีเข้าป่าเขาลำเนาไพร (อาจจะด้วยป่ากำลังหมดไปจากประเทศไทย หรือถูกนักการเมืองยึดครองไปหมด ฮา) แต่จะหนีไปยัง “ป่าโซเชียล” ซึ่งที่สุดด้วยความกลัวของผู้มีอำนาจ ก็อาจจะสั่งให้รัฐบาลกระทำการควบคุมจนถึงขั้นอาจจะมีการปิดการใช้โซเชียลมีเดีย อย่างที่บางประเทศดำเนินการอยู่ ซึ่งนั่นก็จะยิ่ง “เติมเชื้อความเกลียดชัง” ให้โหมลุกแรงขึ้น เพราะสังคมไทยในระยะเวลาที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้กลัวอำนาจรัฐ เพราะอำนาจรัฐเลือกข้าง ซึ่งสังคมไทยอาจจะเกิด “หายนะ” ในรูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช่การออกมาฆ่าฟันกันตามท้องถนน แต่จะเป็นอย่างไรแบบไหนนั้น ผู้เขียนก็ยังนึกภาพไม่ออก

                  

แต่ที่สุดแล้วผู้เขียนก็ยังเชื่อว่า “พระสยามเทวาธิราช” ท่านยังรักคนไทย

                  

ขอให้โชคดีปีใหม่ ต้อนรับการเมืองไทยยุคใหม่ด้วยความตื่นเต้นครับ

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน