Columnist

ภูมิทัศน์การเมืองไทยในปี ๒๕๖๓ (๒)

17 ธันวาคม 2019 เวลา 15:00
ภูมิทัศน์การเมืองไทยในปี ๒๕๖๓ (๒)
เปิดอ่าน 303
ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

ความจริงเรื่อง “ชังชาติ” กับ “ชังรัฐ” นี้แตกต่างกัน เพราะชังรัฐนี้ยังคงให้มีชาติอยู่

 

รัฐบาลอาจเป็น “สิ่งไม่จำเป็น” ในสายตาประชาชนในอนาคต

                  

ปัจจุบันนี้ถ้าจะแบ่งกลุ่มคนไทยตาม “ช่วงอายุ” ที่มีมุมมองทางการเมือง หรือ “ภูมิทัศน์ทางการเมือง” แตกต่างกัน อาจจะแบ่งได้เป็น ๓ กลุ่มใหญ่ๆ คือ

                  

กลุ่มแรก กลุ่มคนที่มีช่วงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ที่เติบโตมาในยุคที่โลกปกคลุมด้วยความเชื่อทางการเมืองการปกครองที่ว่า รัฐหรือผู้ปกครองประเทศจะต้องมีความเข้มแข็ง ประชาชนต้องร่วมมือและเชื่อฟังรัฐบาล อันเป็นผลจากภาวะสงครามหลายครั้งตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่มาสิ้นสุดลงในสงครามเวียตนามในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ร่วมกันกับที่ประเทศไทยมีผู้ปกครองเป็นทหาร ทำให้คนในช่วงวัยนี้ยังคงมีแนวคิดของการพึ่งพิงทหาร ยิ่งมาประกอบกับความล้มเหลวของระบอบรัฐสภาที่นักการเมืองปกครองกันด้วยความวุ่นวายเละเทะ ทำให้คนกลุ่มนี้จำนวนมาก “ไม่ค่อยจะมีทางเลือก” และยังมีความคิดว่า “มีเผด็จการที่สงบเรียบร้อย” ยังดีกว่า “มีประชาธิปไตยที่ก่อกวนวุ่นวาย”

                  

กลุ่มที่สอง กลุ่มคนในช่วงอายุ ๔๐ – ๖๐ ปี ที่เติบโตมาในยุคที่การสื่อสารสมัยใหม่มีการพัฒนามากขึ้น ได้แก่การเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ต โทรทัศน์ดาวเทียม และโทรศัพท์มือถือ ที่ทำให้ผู้คนเหล่านี้มีหูตาที่กว้างไกลมากขึ้น และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นเพื่อมุ่งผลทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จาก “ม็อบมือถือ” ใน พ.ศ. ๒๕๓๕ และ “ม็อบมีสี” ที่สื่อสารกันผ่านเครือข่ายโทรทัศน์ดาวเทียมของแต่ละกลุ่มในช่วงปี ๒๕๔๘ – ๒๕๔๙

 

อันอาจจะกล่าวได้ว่า คนกลุ่มนี้คือกลุ่มคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในทางการเมืองในยุคนี้ เพราะไม่ได้มีเพียงแต่อำนาจทางเทคโนโลยี แต่คนกลุ่มนี้ยังมีอำนาจทางเศรษฐกิจ และมีตำแหน่งอยู่ในระดับบริหารในหน่วยงานต่างๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน และเป็นกลุ่มคนที่เข้ามามีตำแหน่งอยู่ในทางการเมืองมากที่สุดในรัฐสภาในขณะนี้

 

อย่างไรก็ตาม คนในกลุ่มนี้ก็ยังมีการแบ่งขั้วแบ่งฝ่าย ที่ไปอยู่กับพวกที่นิยมอำนาจแบบเดิม(คนกลุ่มที่หนึ่ง)ก็มีเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ต่อต้านผู้ปกครองแบบเดิมนั้น และพยายามสร้างความคิดเชื่อมโยงกันกับกลุ่มคนกลุ่มที่สามที่จะกล่าวต่อไปนี้

 

 

กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มคนที่มีอายุ ๔๐ ปีลงมา กลุ่มคนรุ่นนี้เป็นพวกที่ค่อนข้างจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ปัจจัยหนึ่งก็คือกลุ่มคนรุ่นนี้ที่เรียกว่าเจเนเรชั่น Y เป็นพวกที่เติบโตและถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจนถึงค่อนข้างตามใจ ร่วมกับอีกปัจจัยหนึ่งคือการถูกหล่อหลอมในระบบการศึกษาและอาชีพให้รักอิสระและแสวงหาเสรีภาพในชีวิต

 

ทำให้คนเหล่านี้ไม่ใคร่จะยึดเหนี่ยวมั่นคงในสิ่งใดมากนัก รวมถึงระบอบการเมืองการปกครอง ที่แน่นอนว่าคนเหล่านี้ย่อมจะต้องรู้สึกอึดอัดต่อการถูกควบคุมด้วยอำนาจรัฐ จึงชอบที่จะแสดงออกด้วยความเป็นตัวของตัวเอง จนถึงการปฏิเสธหรือไม่ยอมรับอำนาจรัฐ หรือการมองว่ารัฐ “ไม่ใช่สิ่งจำเป็น” ซึ่งแนวคิดนี้กำลังส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของไทยมากขึ้นทุกทีๆ

           

แนวคิดปฏิเสธอำนาจรัฐไม่ได้มีแต่ในประเทศไทย แต่ได้เกิดขึ้นทั่วโลกมาสักระยะหนึ่งแล้ว เช่น อาหรับสปริงใน ค.ศ. ๒๐๑๐ หรือม็อบเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศสเมื่อปีกลาย รวมทั้งม็อบมาราธอนในฮ่องกงที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งว่ากันว่าเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ต่อการถูกคุกคามและควบคุมการใช้เสรีภาพจากผู้ปกครอง และการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพหรือไม่สนองตอบต่อความต้องการของประชาชน

 

รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความไม่เป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรม และการใช้อำนาจของเจ้าที่รัฐที่ไม่เสมอภาคเท่าเทียม ตลอดจนปัญหาการคอร์รับชั่น และการวางตัวที่ไม่เหมาะสมของผู้นำ

 

 

ภายใต้มุมมองที่มีความแตกต่างกันเช่นนี้ของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย “ภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย ใน พ.ศ. ๒๕๖๓ ในสายตาของประชาชน” น่าจะเป็นดังนี้ คือภาพที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมองว่า ทหารยังมีความต้องการที่จะอยู่ในอำนาจสืบต่อไปอีกนาน ซึ่งประชาชนในกลุ่มที่มีอายุมากส่วนใหญ่ก็ “ปลงตก” เสียแล้วกับการเมืองในลักษณะนี้ โดยที่บางส่วนยังไม่ไว้วางใจคนรุ่นใหม่

 

ด้วยข้อแคลงใจว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้เป็น “พวกชังชาติ” (ความจริงเรื่อง “ชังชาติ” กับ “ชังรัฐ” นี้แตกต่างกัน เพราะชังรัฐนี้ยังคงให้มีชาติอยู่ แต่ไม่อยากให้รัฐหรือผู้ปกครองในแบบที่พวกเขาไม่ชอบนี้ปกครองประเทศต่อไป) ที่บางคนก็ไปยึดโยงกับสถาบันสูงสุด ก็ยิ่งทำให้คนรุ่นใหม่มีการลุกลามของความชังออกไปนอกเหนือจากการเมืองในระบบนั้นด้วย จนหลายคนเป็นห่วงว่า การเมืองไทยในเวลาจะต่อไป จะเป็นการสู้รบของคนในสองช่วงวัย คือ “คนรุ่นเก่า” กับ “คนรุ่นใหม่” นี้หรือไม่

 

โดยคนที่มองโลกในแง่ดีก็จะมองว่า เดี๋ยวคนรุ่นใหม่ก็จะเข้าใจชีวิตมากขึ้นตามวัยที่มากขึ้น แล้วก็ปรับเปลี่ยนทัศนคติให้อ่อนลงได้ ส่วนคนที่มองโลกในแง่ร้ายก็มองว่า ถ้าคนรุ่นเก่ายังจำกัดพื้นที่และกีดกันคนรุ่นใหม่ออกไปจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง การเมืองไทยก็น่าจะไม่มีวันสงบ และผู้พ่ายแพ้ก็คือคนรุ่นเก่าที่กำลังจะหมดไปนั่นเอง

                  

ดังนั้น ถ้ามุมมองของผู้ปกครองยังคงเป็นแบบเดิมเช่นเดียวกันกับคนรุ่นเก่าที่ยังไม่ไว้วางใจคนรุ่นใหม่ ปัญหาทางการเมืองของไทยก็จะมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตามก็ยังมีกลุ่มคนที่มีความเชื่อที่เป็นกลางๆ ว่า สังคมไทยคงจะไม่ถึงขั้นของการต่อสู้กันอย่างรุนแรง

 

เหมือนอย่างที่เคยมีม็อบและการรัฐประหารมาแล้วหลายครั้งในรอบสิบกว่าปีมานี้ เพราะคนรุ่นใหม่ก็น่าจะมีบทเรียนจากอดีตเหล่านั้นมาพอสมควร ที่สำคัญอย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ในกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้ก็มีการเชื่อมโยงกันกับคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่(คือคนกลุ่มที่สองที่มีอายุระหว่าง ๔๐ – ๖๐ ปี) ที่คงจะมีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการต่อสู้ให้ละมุนละม่อมขึ้น

                  

คนรุ่นใหม่นี้ไม่นิยม “หักด้ามพร้าด้วยเข่า” แต่ก็ไม่ยึดถือคาถา “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” เช่นกัน

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน